
ให้ผู้เข้าร่วมและวิทยากรทุกคนเช็คอิน
หรือ zume.training/checkin และใช้รหัส: 1397
เริ่มต้นด้วยการอธิษฐาน การมองเห็นทางจิตวิญญาณและการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ถ้าปราศจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ใช้เวลาเป็นกลุ่มเพื่อเชิญพระองค์ให้นำทางคุณตลอดส่วนนี้
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือเหล่านี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
พระเจ้าทรงใช้คนธรรมดา
ยินดีต้อนรับสู่การอบรมซูเม่ - ซูเม่ในภาษากรีก แปลว่า “ยีสต์”
พระเยซูบอกเราว่าอาณาจักรของพระเจ้าเปรียบเหมือน “ซูเม่” จำนวนนิดเดียวซึ่งผู้หญิงเอาไปผสมในแป้งกองใหญ่
ขณะที่เธอผสมยีสต์ลงในแป้ง มันแพร่ไปทั่วจนกระทั่งแป้งทั้งก้อนฟูขึ้น
พระเยซูกำลังสำแดงแก่เราว่าคนธรรมดาคนหนึ่งสามารถนำบางอย่างเล็ก ๆ และใช้มัน ทำให้เกิดผลกระทบอันยิ่งใหญ่ได้!
ความฝันของเราคือการทำในสิ่งที่พระเยซูบอก – นั่นคือช่วยคนธรรมดาที่อยู่รอบโลก ให้ใช้เครื่องมือเล็ก ๆ เพื่อสร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ในอาณาจักรของพระเจ้า!
พระบัญชาสุดท้ายของพระเยซูที่ทรงมีต่อสาวกนั้นเรียบง่าย พระองค์ตรัสว่า –
“ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้น เจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเรา ได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
พระบัญชาของพระเยซูนั้นเรียบง่าย – จงไปสร้างสาวก
และคำสั่งของพระองค์ว่าจะทำสิ่งนั้นได้อย่างไรก็เรียบง่าย-- สร้างสาวกไม่ว่าคุณจะไปที่ใด
ดังนั้น ขั้นตอนการสร้างสาวกมีอะไรบ้าง?
เนื่องจากสิ่งหนึ่งที่พระองค์บัญชาไว้ก็คือการไปสร้างสาวก นั่นหมายถึงสาวกทุกคน ที่ติดตามพระเยซูจะต้องเรียนรู้วิธีออกไปสร้างสาวกด้วย
ผู้เชื่อในพระเจ้ากำลังสร้างสาวก และผู้เชื่อใหม่ก็กำลังสร้างสาวกด้วยเช่นกัน
เพิ่มจำนวนสาวก นั่นคือวิธีทำงานของซูเม่
เหมือนกับยีสต์ – ที่ทำงานกับแป้งทั้งก้อนจนกระทั่งแป้งก้อนนั้นฟูขึ้นมา
เมื่อพระเยซูทรงบัญชาให้ออกไปสร้างสาวก พระองค์ทรงให้พระสัญญาไว้ด้วยเช่นกัน
พระเยซูตรัสว่า – เราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค
ผู้ติดตามพระเยซูทุกคนควรเชื่อมั่นในพระสัญญานี้ว่าพระองค์จะอยู่กับเราเสมอ เพราะพระองค์ทรงอยู่กับเรา!
แต่นั่นหมายถึงผู้ติดตามพระเยซูควรตั้งมั่นกับข้อเท็จจริงที่ว่าพระเยซูต้องการให้เรา แต่ละคนออกไปสร้างสาวกด้วย เพราะนั่นคือสิ่งที่พระองค์ต้องการ
พระเยซูตรัสว่า – สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และในแผ่นดินโลกทรงมอบไว้แก่เราแล้ว ดังนั้นจงไปสร้างสาวก
สิทธิอำนาจที่พระเยซูทรงใช้เมื่อทรงส่งเราออกไปนั้น – คือสิทธิอำนาจของพระองค์
พระเยซูตรัสว่าไม่มีสิทธิอำนาจใดยิ่งใหญ่กว่านั้น ไม่มีประเพณีใดมีสิทธิอำนาจมากกว่านั้น ไม่มีวัฒนธรรมใดมีสิทธิอำนาจมากกว่านั้น ไม่มีกฎบัญญัติใดในโลกมีสิทธิอำนาจมากกว่านั้น
พระเยซูตรัสว่า – จงออกไปและสร้างสาวก
และเช่นเดียวกับซูเม่ – เหมือนกับยีสต์ – เราจะทำต่อไปและเติบโตจนกว่างานทุกอย่างจะเสร็จสิ้น
ถ้าพระเยซูตั้งใจให้สาวกของพระองค์ทุกคนเชื่อฟังพันธกิจสำคัญของพระองค์ เหตุใดจึงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สร้างสาวกได้สำเร็จ?
สาวกและคริสตจักร
ยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่การอบรมซูเม่ ในบทเรียนนี้ เราจะพูดถึงเรื่องสาวกและคริสตจักร
สาวกคืออะไร? และคุณจะสร้างสาวกได้อย่างไร?
คุณจะสอนผู้ติดตามพระเยซูให้เชื่อฟังพระบัญชาทั้งหมดของพระองค์ได้อย่างไร?
คุณจะนำคนหนึ่งที่เคยมีชีวิตในด้านมืดของโลกนี้และช่วยเขาให้เป็นประชากรในอาณาจักรของพระเจ้าได้อย่างไร?
ความหมายของคำว่าสาวกก็คือ ผู้ติดตาม ดังนั้นสาวกคือผู้ติดตามพระเจ้า
พระเยซูตรัสว่า – สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และในแผ่นดินโลกทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
ฉะนั้น ในอาณาจักรของพระเจ้า พระเยซูทรงเป็นกษัตริย์ของเรา เราเป็นพลเมืองของพระองค์และอยู่ภายใต้น้ำพระทัยของพระองค์ ความปรารถนา พระประสงค์ ความตั้งใจ การจัดลำดับความสำคัญและคุณค่าต่างๆ ของพระองค์เป็นสิ่งสูงสุดและดีที่สุด
พระดำรัสของพระองค์คือพระบัญญัติ ถ้าเช่นนั้น อะไรคือพระบัญญัติของอาณาจักรของพระองค์? พระเยซูตรัสกับประชากรของพระองค์ให้ทำอะไร?
พระเยซูตรัสว่า – จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน ด้วยสุดความคิดและด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน พระเยซูตรัสว่า – จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
พระเยซูตรัสว่าพระบัญชาของพระเจ้าจากพันธสัญญาเดิม – ไม่ว่าจะเป็นพระบัญญัติในพระธรรมทุกเล่มและจากหนังสือผู้เผยพระวจนะล้วนขึ้นกับพระบัญญัติสองข้อนี้คือ” – จงรักพระเจ้าและจงรักผู้อื่น
พระเยซูตรัสว่า – จงสร้างสาวก
พระเยซูตรัสว่า – สอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราสั่งไว้
เนื่องจากการสร้างสาวกรวมถึงการสอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่พระเยซูทรงบัญชาไว้ – ดังนั้นสิ่งที่พันธสัญญาใหม่ได้สรุปไว้ก็คือ การสร้างสาวก
สาวกคือผู้ติดตามพระเยซู ผู้ซึ่งรักพระเจ้า รักผู้คน และสร้างสาวก
เช่นนั้นแล้ว คริสตจักรคืออะไร?
คุณอาจชินกับการคิดว่าคริสตจักรก็คืออาคารหลังหนึ่ง – ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่คุณไป
แต่พระวจนะของพระเจ้าตรัสเกี่ยวกับคริสตจักรว่าเป็นการรวมตัวกันของผู้คนที่กระทำพันธกิจต่างๆร่วมกัน
คำว่า “คริสตจักร” ถูกใช้ในพระคัมภีร์ในสามแบบแตกต่างกัน
• คริสตจักรสากล – หมายถึงผู้คนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ทั้งในอดีต ปัจจุบันและจะติดตามพระองค์ในอนาคต
• คริสตจักรท้องถิ่นหรือพื้นที่ – หมายถึงผู้คนที่ติดตามพระเยซูและอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ของโลกนี้
• คริสตจักรบ้าน – หมายถึงผู้คนที่ติดตามพระเยซูและพบกันในบ้านของใครคนหนึ่งหรือหลายคน
ครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณ – หมายถึงผู้ติดตามพระเยซูผู้ซึ่งรักพระเจ้า รักผู้คน และสร้างสาวก เป็นกลุ่มคนที่มาพบกันในพื้นที่เพื่อรวมตัวกันเป็นคริสตจักรในรูปแบบสุดท้ายนั่นคือ – คริสตจักรบ้านหรือคริสตจักรรูปแบบง่ายๆ
เมื่อคริสตจักรบ้านเหล่านี้มาประสานกันเพื่อทำสิ่งที่ใหญ่กว่า ด้วยการทำร่วมกันแล้วพวกเขาก็สามารถก่อตั้งเป็นคริสตจักรท้องถิ่นหรือคริสตจักรในพื้นที่นั้นได้ คริสตจักรบ้านทั้งหมดประสานกันเป็นเครือข่ายในพื้นที่ต่างๆ และขยายแผ่ออกไปตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรสากล
นั่นคือคริสตจักรที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “ค”
คริสตจักรบ้านเป็นครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณที่มีพระเยซูคริสต์เป็นศูนย์กลางและเป็นกษัตริย์ของพวกเขา
คริสตจักรบ้านเป็นครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณที่รักพระเจ้า รักผู้อื่นและสร้างสาวกที่จะทวีจำนวน
บางคริสตจักรมีอาคาร มีกิจกรรม งบประมาณและเจ้าหน้าที่
แต่คริสตจักรบ้านไม่จำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านั้นเพื่อรักพระเจ้า รักผู้อื่นและสร้างสาวกให้เพิ่มจำนวนทวีคูณ
และเนื่องจากสิ่งใดก็ตามที่เพิ่มเข้ามาย่อมทำให้คริสตจักรซับซ้อนมากยิ่งขึ้นและยากขึ้นในการทวีจำนวน การฝึกอบรมของเราจึงละสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เช่น อาคาร กิจกรรม งบประมาณ และเจ้าหน้าที่เอาไว้ให้เป็นหน้าที่ของคริสตจักรท้องถิ่นหรือคริสตจักรพื้นที่ได้เป็นผู้สร้างขึ้นมาซึ่งก็มาจากการทวีจำนวนของคริสตจักรบ้านนั่นเอง
โปรดจำว่า “ซูเม่” หมายถึง “ยีสต์” – สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่แพร่ขยายได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยการอบรมซูเม่ – เราจะเป็นเหมือนยีสต์นั้น – เรียบง่ายและเพิ่มจำนวนอย่างทวีคูณ แต่ก่อนที่เราจะเริ่มการเพิ่มจำนวนอย่างทวีคูณ – เราต้องทำให้แน่ใจเสียก่อนว่าพระเจ้าต้องการเพิ่มจำนวนสิ่งใด การเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณนั้นอาจเป็นเรื่องดี แต่ไม่เสมอไป
มะเร็งคือการเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ แต่นำไปสู่ความตาย
เราจะสร้างชีวิตใหม่และไม่ใช่ความตายได้อย่างไร? และเราแน่ใจได้อย่างไรว่าเราเป็นสาวกที่มีคุณค่าแก่การสร้างชีวิตใหม่?
การได้ยินและเชื่อฟังพระเจ้า
ยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่การอบรมซูเม่
ในบทเรียนนี้ เราจะคุยกันถึงการได้ยินเสียงจากพระเจ้าและเชื่อฟังในสิ่งที่เราได้ยิน
การหายใจคือชีวิต เราหายใจเข้า เราหายใจออก ชีวิต
ในอาณาจักรของพระเจ้าการหายใจก็สำคัญเช่นกัน
ที่จริงแล้ว พระเจ้าทรงเรียกพระวิญญาณของพระองค์ว่า “ลมหายใจ”
ในอาณาจักรของพระเจ้า เราหายใจ เข้า เมื่อเราได้ยินจากพระเจ้า
ในอาณาจักรของพระเจ้าเราหายใจออกเมื่อเราลงมือทำในสิ่งที่เราได้ยินจากพระเจ้า เราหายใจออกเมื่อเราเชื่อฟัง
บางครั้งการหายใจออกเพื่อเชื่อฟังหมายถึงการเปลี่ยนแปลงความคิด คำพูด การกระทำเพื่อให้สอดคล้องกับพระเยซูและพระประสงค์ของพระองค์
บางครั้งการหายใจออกเพื่อเชื่อฟังหมายถึงการหยิบยื่นสิ่งที่พระเยซูทรงหยิบยื่นให้กับเรา – ให้ในสิ่งที่พระองค์ให้กับเรา – เพื่อผู้อื่นจะสามารถรับพระพรได้เช่นเดียวกับที่พระเจ้ากำลังอวยพระพรเรา
สำหรับผู้ติดตามพระเยซู – การหายใจเข้าและการหายใจออกคือหัวใจสำคัญ คือชีวิตของเราเองทีเดียว
พระเยซูตรัสว่า - พระบุตรไม่อาจทำสิ่งใดโดยลำพังพระองค์เอง พระองค์สามารถทำได้แต่เพียงสิ่งที่เห็นพระบิดาของพระองค์ทรงกระทำ เพราะพระบิดาทรงกระทำสิ่งใด พระบุตรก็กระทำสิ่งนั้นด้วย
พระเยซูตรัสว่า – เพราะเราไม่ได้พูดตามใจของเราเอง แต่พระบิดาผู้ทรงส่งเรามาได้ทรงบัญชาเราว่าจะพูดอะไรและพูดอย่างไร
พระเยซูตรัสว่าทุกคำที่พระองค์ตรัสและงานทุกอย่างที่พระองค์ทรงทำสำเร็จนั้นล้วนมาจากการได้ยินจากพระเจ้าและเชื่อฟังพระเจ้าในสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน
หายใจเข้า – ได้ยินจากพระเจ้า
หายใจออก – เชื่อฟังในสิ่งที่คุณได้ยินและบอกเล่าสิ่งนี้ให้ผู้อื่นฟัง
พระเยซูตรัสว่าผู้ติดตามพระองค์จะได้ยินจากพระเจ้าด้วย โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ – ลมหายใจของพระองค์ จะถูกระบายเข้าในเราทุกคนที่ติดตามพระองค์
พระเยซูตรัสว่า - แต่องค์ที่ปรึกษาคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเราจะทรงสอนสิ่งทั้งปวงแก่พวกท่าน และจะให้พวกท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เรา ได้กล่าวกับพวกท่าน
หายใจเข้า – ได้ยินจากพระเจ้า
หายใจออก – เชื่อฟังในสิ่งที่คุณได้ยินและบอกเล่าสิ่งนี้ให้ผู้อื่นฟัง
พระเยซูทรงสำแดงให้เราเห็นว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร
แล้วเราได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าได้อย่างไร? เรารู้ได้อย่างไรว่าจะเชื่อฟังสิ่งใด?
พระเยซูทรงเรียกพระองค์เองว่า “ผู้เลี้ยงที่ดี” พระเยซูทรงเรียกผู้ติดตามพระองค์ว่า “แกะ” ของพระองค์
พระเยซูตรัสว่า - แกะของเราฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะนั้นและแกะนั้นตามเรา
พระเยซูตรัสว่า - ผู้ที่เป็นคนของพระเจ้าย่อมรับฟังสิ่งที่พระเจ้าตรัส เหตุที่พวกท่านไม่ยอมรับฟังก็เพราะพวกท่านไม่ได้เป็นของพระเจ้า
ในฐานะผู้ติดตามพระเยซู เราต้องตั้งมั่นที่จะได้ยินเสียงของพระองค์
เราได้ยินเสียงของพระองค์ได้ด้วยการสงบนิ่ง
เราได้ยินเสียงของพระองค์ได้ด้วยการมุ่งเน้นความสนใจไปที่พระเยซู
เราได้ยินเสียงของพระองค์ได้ในความคิดต่าง ๆ ในนิมิต ในความรู้สึกและสิ่งที่ประทับใจเรา
เราได้ยินเสียงของพระองค์เมื่อเราจดบันทึกลงไปและทดสอบสิ่งที่เราได้ยิน
ไม่ใช่ทุกเสียง ไม่ใช่ทุกความคิด ไม่ใช่ทุกนิมิต ทุกความรู้สึกหรือทุกความประทับใจ จะเป็นเสียงของพระเจ้า
บางครั้งมันเป็นเสียงของศัตรู พระเยซูตรัสว่า ศัตรูของเราคือการโกหกและบิดาของการโกหก พระเยซูตรัสว่าศัตรูของเรามาเพื่อลัก ฆ่าและทำลาย!
แต่พระเจ้าตรัสว่าเราจะได้ยินเสียงจากพระองค์และเราจะรู้ว่านั่นคือพระองค์ เมื่อพระองค์ตรัส
ด้วยการฝึกฝนและการอธิษฐาน เราจะรู้จักพระสุรเสียงของพระเจ้าได้ดีขึ้น เราสามารถเรียนรู้แยกแยะได้ว่าเสียงที่เราได้ยินนั้นมาจากพระเจ้าหรือเป็นเสียงอื่น
มีวิธีที่เราจะทดสอบสิ่งที่เราได้ยิน
ข่าวดีสำหรับผู้ติดตามพระเยซูทุกคนก็คือ เมื่อเราหายใจเข้า และได้ยินจากพระเจ้า เมื่อเราหายใจออกและเชื่อฟังในสิ่งที่เราได้ยิน และเล่าให้ผู้อื่นฟังถึงสิ่งที่เราได้ยิน – พระเจ้าจะทรงตรัสชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
พระองค์จะระบายลมหายใจผ่านเรามากยิ่งกว่าเดิม
เราจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
เราจะรู้จักพระสุรเสียงของพระองค์และไม่ใช่เสียงอื่น
เราจะได้เห็นพระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้ มีโอกาสได้ช่วยและได้ทำงานกับพระองค์
เราหายใจเข้า เราหายใจออก มีชีวิต
การอ่านพระคัมภีร์แบบ S.O.A.P.S.
ชุดเครื่องมือ Zume การศึกษาพระคัมภีร์ S.O.A.P.S. พระเยซูตรัสว่า-- “จงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ ...” ถ้าสาวกพระเยซูทุกคนจะเชื่อฟัง ทุกสิ่งที่พระเยซูสั่ง พวกเขาก็ต้องรู้ว่าพระเยซูสั่งอะไร พระมหาบัญญัติและพระมหาบัญชา เป็นบทสรุปที่สำคัญของสิ่งที่พระเจ้าต้องการบอกเรา แต่ถ้าสาวกจะเติบโตเต็มขนาด ของสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างพวกเขาให้เป็น พวกเขาจะต้องรู้และเชื่อฟังมากยิ่งขึ้นไปอีก S.O.A.P.S. ย่อมาจาก: พระคัมภีร์ การสังเกต การนำไปใช้ การอธิษฐาน และการแบ่งปัน ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้แบบง่าย ๆ และจดจำวิธีการศึกษาพระคัมภีร์อย่างได้ผล ซึ่งสาวกพระเยซูทุกคนสามารถใช้ได้ ให้เรามาดูแต่ละส่วนเพิ่มเติม เมื่อคุณอ่านหรือฟังพระคัมภีร์: พระคัมภีร์: เขียนข้อพระคัมภีร์สักหนึ่งข้อหรือมากกว่า ที่มีความหมายกับคุณโดยเฉพาะในวันนี้ การสังเกต: เขียนข้อพระคัมภีร์หรือประเด็นสำคัญจากพระคัมภีร์เหล่านั้นใหม่ ด้วยคำพูดของคุณเองเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจความหมายได้ดีขึ้น การนำไปใช้: ลองคิดถึงความหมาย ที่จะเชื่อฟังบัญญัติหรือแนวคิดเหล่านี้ในชีวิตของคุณเอง คุณจะต้องทำอะไรแตกต่างออกไป? เขียนสิ่งเหล่านี้ลงไป การอธิษฐาน: เขียนคำอธิษฐานที่บอกพระเจ้าถึงสิ่งที่คุณอ่านในพระวจนะของพระองค์ และคุณเข้าใจอะไรเกี่ยวกับการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ และนำสิ่งที่คุณเรียนรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การแบ่งปัน: ทูลถามพระเจ้าว่าพระองค์ต้องการให้คุณแบ่งปันกับใคร เกี่ยวกับสิ่งที่คุณได้เรียนรู้และวิธีที่คุณนำไปใช้ ให้เรามาลองใช้ S.O.A.P.S.กัน: พระคัมภีร์ : พระคัมภีร์กล่าวว่า: เพราะความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของเจ้า และทางของพวกเจ้าก็ไม่ใช่ทางของเรา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างไร ทางของเราก็สูงกว่าทางของพวกเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าอย่างนั้น” อิสยาห์ 55:8-9 การสังเกต- ในฐานะมนุษย์ ฉันก็มีข้อจำกัดในสิ่งที่ฉันรู้ และวิธีทำที่ฉันรู้ พระเจ้าไม่มีข้อจำกัดในทางใดๆ พระองค์เห็นและรู้ทุกสิ่ง พระองค์สามารถทำทุกสิ่ง การนำไปใช้ - เนื่องจากพระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งและหนทางของพระองค์ดีที่สุด ฉันจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากขึ้นหากฉันติดตามพระองค์ แทนที่จะพึ่งพาการทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีของฉัน การอธิษฐาน- พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตที่ดีได้อย่างไร ที่ทำให้พระองค์พอพระทัยและช่วยเหลือผู้อื่น การกระทำของข้าพระองค์นำไปสู่ความผิดพลาด ความคิดของข้าพระองค์นำไปสู่ความเจ็บปวด ขอพระองค์ได้โปรดสอนหนทางและความคิดของพระองค์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ทรงนำทางข้าพระองค์เมื่อข้าพระองค์เดินตามพระองค์ การแบ่งปัน - ฉันจะแบ่งปันข้อพระคัมภีร์เหล่านี้และการประยุกต์ใช้กับสตีฟเพื่อนของฉัน ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก และต้องการการชี้แนะสำหรับการตัดสินใจที่สำคัญที่เขากำลังเผชิญอยู่ การศึกษาพระคัมภีร์ S.O.A.P.S. หนึ่งในเครื่องมือที่เรียบง่ายใน ชุดเครื่องมือ Zume
ฝึกปฏิบัติ S.O.A.P.S.
เนื้อหา:
เขียนข้อพระคัมภีร์หนึ่งข้อหรือมากกว่านั้นที่มีความหมายต่อคุณเป็นพิเศษในวันนี้
เขียนข้อหรือประเด็นสำคัญเหล่านั้นใหม่ด้วยคำพูดของคุณเองเพื่อให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
ลองคิดดูว่าการเชื่อฟังคำสั่งเหล่านี้ในชีวิตของคุณหมายความว่าอย่างไร
เขียนคำอธิษฐานบอกพระเจ้าถึงสิ่งที่คุณได้เรียนรู้และวิธีที่คุณวางแผนที่จะเชื่อฟัง
ถามพระเจ้าว่าพระองค์ต้องการให้คุณแบ่งปันสิ่งที่คุณได้เรียนรู้/นำไปประยุกต์ใช้กับใคร
S – “เพราะความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของเจ้าและทางของพวกเจ้าก็ไม่ใช่ทางของเรา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างไร ทางของเราก็สูงกว่าทางของพวกเจ้าและความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าอย่างนั้น” อิสยาห์ 55:8-9
O - ในฐานะมนุษย์ ฉันมีข้อจำกัดในสิ่งที่รู้และสิ่งที่ทำได้ พระเจ้าไม่มีข้อจำกัดใด ๆ พระองค์ทรงเห็นและทรงรู้ทุกสิ่ง พระองค์ทรงทำทุกสิ่งได้
A – เนื่องจากพระเจ้าทรงทราบทุกสิ่งและหนทางของพระองค์ดีที่สุด ฉันจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่ามากหากฉันติดตามพระองค์แทนที่จะพึ่งพาวิธีการทำสิ่งต่างๆ ของตัวเอง
P – พระเจ้า ข้าพระองค์ไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตที่ดีเพื่อให้พระองค์พอพระทัยและช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร วิถีทางของข้าพระองค์นำไปสู่ความผิดพลาด ความคิดของข้าพระองค์นำไปสู่ความเจ็บปวด โปรดสอนข้าพระองค์เกี่ยวกับวิถีทางและความคิดของพระองค์แทน ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำข้าพระองค์ขณะที่ข้าพระองค์เดินตามพระองค์
S – ฉันจะแบ่งปันข้อพระคัมภีร์เหล่านี้และการประยุกต์ใช้กับสตีฟ เพื่อนของฉัน ที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก และต้องการคำแนะนำสำหรับการตัดสินใจที่สำคัญที่เขาต้องเผชิญ
กลุ่มความรับผิดชอบ
ชุดเครื่องมือ Zume กลุ่มความรับผิดชอบ พระเยซูตรัสว่า- “คนที่ได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากคนนั้นมาก และคนที่ได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากคนนั้นมาก” พระเยซูทรงแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับความรับผิดชอบหลายเรื่อง และบอกความจริงหลายประการแก่เราว่าเราจะต้องรับผิดชอบอย่างไร สำหรับสิ่งที่เราทำและพูด พระเยซูทรงบอกเราถึงเรื่องเหล่านี้ตอนนี้ เพื่อเราจะได้พร้อมในภายหลัง และเพราะเราจะต้องรับผิดชอบต่อพระองค์สักวันหนึ่ง การฝึกรับผิดชอบต่อกันและกันตอนนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี กลุ่มความรับผิดชอบประกอบด้วยบุคคลสองหรือสามคนที่เป็นเพศเดียวกัน ผู้ชายกับผู้ชาย ผู้หญิงกับผู้หญิง - ซึ่งจะพบกันสัปดาห์ละครั้งเพื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับชุดคำถาม ที่ช่วยเปิดเผยด้านที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างถูกต้อง และด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องแก้ไข สาวกทุกคนของพระเยซูจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น สาวกพระเยซูทุกคนควรแสดงความรับผิดชอบต่อผู้อื่น กลุ่มความรับผิดชอบ อีกหนึ่งเครื่องมือที่เรียบง่ายในชุดเครื่องมือ Zume
ฝึกฝนกลุ่มความรับผิดชอบ
เนื้อหา:
แนวคิดที่ได้ยินในส่วนนี้:
เครื่องมือที่ได้ยินในส่วนนี้:
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือเหล่านี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
ผู้ผลิตไม่ใช่ผู้บริโภค
ในบทเรียนนี้ เราจะพูดถึงวิธีการช่วยผู้ติดตามพระเยซูให้เป็นผู้ผลิตในอาณาจักรของ พระเจ้าแทนที่จะเป็นเพียงแค่ผู้บริโภค
ในแผนการอันสมบูรณ์ของพระเจ้า พระองค์ทรงสร้างเราให้มีชีวิตอย่างสมดุล – เพื่อผลิตและบริโภค เพื่อสร้าง และเพื่อใช้ เพื่อเทออกและเพื่อรับการเติมเข้ามาใหม่ เพื่อเราจะ เทออกได้อีกครั้งหนึ่ง
แต่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์นี้ ผู้คนปฏิเสธแผนการของพระเจ้า และคนจำนวนมากดำเนินชีวิตเพียงแค่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่สมบูรณ์ของพระเจ้า
พวกเขาเรียนรู้แต่ไม่แบ่งปันให้ผู้อื่น พวกเขารับการเติมเข้ามาแต่ไม่เคยส่งต่อออกไป พวกเขาบริโภคแต่ไม่ผลิต
หากเราจะสร้างสาวกซึ่งจะเพิ่มจำนวนทวีคูณแล้วละก็ เราจำเป็นต้องแบ่งปันให้พวกเขาฟัง ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ผลิตได้อย่างไร ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้บริโภคเท่านั้น
นื่คือวิธี – พระเจ้าทรงใช้พระดำรัสของพระองค์ที่ถูกบันทึกไว้ – ที่เราเรียกว่าพระวจนะหรือพระคัมภีร์ – เพื่อช่วยเราให้เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ
สาวกทุกคนต้องถูกเตรียมให้พร้อม เพื่อที่จะเรียนรู้ ตีความ และประยุกต์ใช้พระวจนะ
ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมาได้มีการบันทึกผ่านผู้เขียนหลายคนว่า พระเจ้าทรงตรัส พระดำรัสของพระองค์เข้าไปในใจของบรรดาชายผู้สัตย์ซื่อ เมื่อพวกเขาได้รับข้อความเหล่านี้พวกเขาได้บอกต่อสิ่งที่พวกเขาได้ยิน
พระวจนะสอนเราเกี่ยวกับเรื่องราวของพระเจ้า แผนการต่าง ๆ ของพระองค์ พระทัย ของพระองค์ ทางของพระองค์ให้แก่เรา
ในบทเรียนก่อนหน้านี้ คุณได้เรียนรู้เครื่องมือง่าย ๆ สองเรื่องด้วยกัน – การศึกษาพระคัมภีร์และกลุ่มผู้มีหน้ามีที่รับผิดชอบ ในบทเรียนต่อไป คุณจะได้เรียนรู้เครื่องมืออีกรูปแบบคือ – กลุ่ม 3 - 3
เครื่องมือสามอย่างนี้ทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเตรียมผู้ติดตามใหม่ให้เรียนรู้ ตีความและประยุกต์ใช้พระวจนะของพระเจ้า
พวกเขาจะเรียนรู้ว่าพวกเขาไม่เป็นเพียงแค่ผู้ฟังพระวจนะของพระเจ้า แต่จะเป็น นักปฏิบัติและนักแบ่งปันด้วย พระเจ้าใช้พระดำรัสของพระองค์ – ซึ่งเรารับรู้ได้ผ่านการอธิษฐาน – เพื่อช่วยเราให้เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณอีกด้วย
การอธิษฐานคือการพูดคุยกับพระเจ้าและฟังพระองค์ การอธิษฐานช่วยให้เรารู้จัก พระเจ้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้น และเข้าใจ ใจของพระองค์ น้ำพระทัยของพระองค์ และวิธีของพระองค์
การอธิษฐานช่วยเราที่จะดูแลและรับใช้ผู้อื่น ช่วยเราที่จะสอนและแบ่งปันด้วยวิธี ที่เฉพาะเจาะจงซึ่งเป็นการช่วยบุคคลหรือกลุ่มคนให้รู้จักพระเจ้าดีขึ้น
มีสองเครื่องมือง่าย ๆ – การเดินอธิษฐานและวงจรการอธิษฐาน สองสิ่งนี้ช่วยผู้ติดตามให้พัฒนาชีวิตด้านการอธิษฐานส่วนตัวและเรียนรู้ที่จะอธิษฐานในรูปแบบที่เป็นการรับใช้ผู้อื่น
เครื่องมือเหล่านี้ช่วยพัฒนานิสัยการอธิษฐานอย่างไม่ลดละและเรียนรู้ที่จะมองโลก ด้วยสายตาฝ่ายจิตวิญญาณ แทนที่จะพึ่งพาเพียงแต่สิ่งที่เรามองเห็นได้เท่านั้น
เมื่อใช้เครื่องมือ 2 สิ่งนี้อย่างสม่ำเสมอแล้ว จะช่วยผู้ติดตามของพระเยซู ช่วยเพิ่มศักยภาพของพวกเขาในการอธิษฐานและเสริมสร้างความสามารถในการได้ยินจาก พระเจ้าและแบ่งปันในสิ่งที่พวกเขาได้ยิน
พระเจ้าทรงใช้กายของผู้เชื่อ – ที่เราเรียกว่าคริสตจักร หรือผู้ติดตามพระเยซู – ทำให้เราเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ
เมื่อผู้เชื่อมาอยู่รวมกัน เราเชื่อมต่อกัน พระวจนะของพระเจ้าตรัสไว้ว่าในพระเยซู – แม้ทั้งหมดจะมีหลายส่วนแต่ประกอบกันเป็นกายเดียว พูดอีกอย่างคือ เราไม่ได้แค่เชื่อมต่อกับพระเจ้าเท่านั้น – แต่เราเชื่อมต่อกันและกันด้วย
พระเจ้าตรัสว่าจงยอมเชื่อฟังกันและกัน พระเจ้าตรัสว่าจงรับใช้กันและกัน
เราแต่ละคนมีจุดแข็งต่างกันและแต่ละคนก็มีจุดอ่อนด้วย พระเจ้าคาดหวังให้เราใช้ จุดแข็งของเราช่วยเหลือผู้อื่นที่อ่อนแอ และพระองค์คาดหวังให้เรายอมให้ผู้อื่นใช้จุดแข็งที่พระเจ้าประทานให้แก่เขาเพื่อช่วยในจุดที่อ่อนแอของเราด้วย
พระวจนะบอกว่าพระเจ้าทรงประทานความสามารถพิเศษบางอย่างให้เราแต่ละคน ให้เราแน่ใจว่าเราได้ใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อช่วยเหลือกันและกัน ส่งต่อพระพรมากมายให้กับผู้อื่น
เครื่องมือง่าย ๆ เช่นกลุ่ม 3 - 3 กลุ่มผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ และกลุ่มเพื่อน - พี่เลี้ยงจะช่วยเราให้หนุนใจซึ่งกันและกัน ให้รักและทำงานดี ทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเราให้เชื่อฟังในสิ่งที่พระเจ้าให้เราทำเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราหาวิธีแบ่งปันสิ่งที่เราได้เรียนรู้ไปให้ผู้อื่นฟังด้วย
นอกจากนี้พระเจ้ายังใช้การข่มเหงและการทนทุกข์ – คือการเสียสละและการสูญเสียที่เราได้ทนทุกข์ในนามของพระเยซู – เพื่อทำให้เราเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณอีกด้วย
เมื่อผู้อื่นข่มเหงและทำร้ายเราเพราะเรารักและเชื่อฟังพระเยซู หรือเมื่อสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นแม้ว่าเรารักและเชื่อฟังพระเยซูก็ตาม พระเจ้าทรงใช้การข่มเหงและความทุกข์ยากเหล่านี้เพื่อขัดเกลาคุณลักษณะของเราให้ดีขึ้นและสร้างเราให้เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น
พระองค์ทรงพัฒนาคุณลักษณะของเรา ทำให้เราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทรงชำระความเชื่อของเรา เตรียมเราให้พร้อมสำหรับพันธกิจและช่วยเราให้รับใช้ผู้อื่นที่กำลังทนทุกข์ในแบบที่พิเศษ – ในขณะเดียวกันพระองค์สำแดงให้ทุกคนที่กำลังมองดูเราอยู่ คนที่เห็นถึงความเจ็บปวดของเราก็จะเห็นพระองค์ชัดเจนยิ่งขึ้น
พระเจ้าบอกเราว่าในฐานะผู้ติดตามพระเยซูเราจะถูกคาดหวังว่าเราจะต้องถูกข่มเหง
พระเยซูตรัสว่า - ความสุขมีแก่ท่านเมื่อคนทั้งหลายสบประมาท ข่มเหง และใส่ร้ายป้ายสีท่านเพราะเรา จงชื่นชมยินดีเถิดเพราะบำเหน็จของท่านในสวรรค์ยิ่งใหญ่นัก เพราะพวกเขาได้ข่มเหงบรรดาผู้เผยพระวจนะที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
เครื่องมือง่าย ๆ เช่นกลุ่ม 3 - 3 และกลุ่มผู้มีหน้าที่รับผิดชอบให้โอกาสผู้ติดตามพระเยซู ที่จะได้เล่าถึงการข่มเหงและความทุกข์ยากต่าง ๆ ที่พวกเขาประสบ
กลุ่มเหล่านี้ให้โอกาสคุณเพื่อสอนสาวกว่า พระวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ว่าเราควรเตรียมตัวเพื่อที่จะเผชิญความยากลำบาก และเราควรเตรียมพวกเขาให้พร้อมเพื่อการตอบสนองอย่างถูกต้องด้วยความเชื่อมั่นในความรักของพระเจ้าเมื่อสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องและไม่คาดคิดเข้ามาในชีวิต
พระวจนะ อธิษฐาน กายของผู้เชื่อพระคริสต์ การข่มเหงและการทนทุกข์
ทั้งหมดนี้คือวิธีต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงทำให้เราเติบโตเป็นเหมือนพระเยซู พระบุตร ผู้สมบูรณ์แบบของพระองค์มากยิ่ง ๆ ขึ้น
เครื่องมือต่าง ๆ ช่วยให้เราไม่เป็นแค่เพียงผู้บริโภคหรือผู้รับสิ่งดีต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราเท่านั้น แต่ช่วยให้เราเป็นผู้ผลิตหรือผู้สร้างและเป็นผู้แบ่งปันอีกด้วย
หัวข้ออธิษฐานในวงกลม
ชุดเครื่องมือ Zume วงจรการอธิษฐาน พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์อยู่เสมอเกี่ยวกับจุดประสงค์ การปฏิบัติและคำสัญญาแห่งการอธิษฐาน พระเยซูตรัสว่า- “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่พวกท่าน เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ และทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา พระเยซูทรงสอนสาวกของพระองค์ว่าการอธิษฐานไม่ใช่เพื่อการสรรเสริญต่อหน้าสาธารณชน หรือความปรารถนาที่เห็นแก่ตัว หรือคำพูดที่ไม่ชัดเจนที่เราพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า พระเยซูทรงแสดงให้เราเห็นว่าคำอธิษฐานมีพลังเพราะเป็นคำอธิษฐานโดยตรง และการสนทนาอย่างต่อเนื่องกับพระบิดาของเราในสวรรค์ผู้ทรงรักเรา เหมือนการสนทนาที่ดี การอธิษฐานที่ดีหมายถึงทั้งสองฝ่ายต่างฟัง และพูด แต่การพูดคุยกับพระเจ้าผู้สร้างจักรวาล อาจดูน่ากลัว และได้ยินอะไรบางอย่างกลับมาจริง ๆ สำหรับคนส่วนใหญ่นั่นอาจเป็นเรื่องที่น่ากลัวเลยทีเดียว ข่าวดีก็คือการอธิษฐานที่ดีขึ้น คือมีการสนทนาที่ดีขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับพระเจ้าผู้ทรงรักเรา ไม่เพียงแต่เป็นไปได้เท่านั้น - นั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการอย่างแน่นอน แต่เมื่อการอธิษฐานเป็นเหมือนการเรียนรู้ภาษาใหม่ คุณจะดีขึ้นได้อย่างไร? คำตอบง่ายๆ คือ คุณต้องฝึกฝน วงจรการอธิษฐาน เป็นเครื่องมือง่ายๆ สำหรับฝึกอธิษฐาน ที่คุณสามารถนำไปใช้เองและแบ่งปันกับผู้ติดตามคนอื่นๆ ได้ เพียง 12 ขั้นตอนง่ายๆ - ขั้นตอนละ 5 นาที - วงจรการอธิษฐานจะนำทางคุณผ่านสิบสองวิธีที่พระคัมภีร์สอนเราให้อธิษฐาน สุดท้ายคุณจะได้อธิษฐานเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง พระคัมภีร์บอกเราว่า “จงอธิษฐานไม่หยุดหย่อน” ไม่ใช่หลายคนจะสามารถพูดได้ว่าเราทำแบบนั้น แต่ชั่วโมงแห่งการอธิษฐานนี้ คุณจะก้าวเข้าใกล้อีกขั้นหนึ่ง วงจรการอธิษฐาน - เครื่องมือที่เรียบง่ายอีกหนึ่งตัวในชุดเครื่องมือ Zume
หัวข้ออธิษฐานในวงกลม
เนื้อหา: ในขั้นตอนการอธิษฐานนี้ใช้เพียง 12 ขั้นตอนง่ายๆ - ขั้นตอนละ 5 นาที - ช่วยให้คุณเรียนรู้ 12 วิธีที่พระคัมภีร์สอนให้เราอธิษฐาน เมื่อสิ้นสุดขั้นตอน คุณจะอธิษฐานนานถึงหนึ่งชั่วโมง
[ภาพ_ขั้นตอนการอธิษฐานในวงกลม]
สรรเสริญ เริ่มต้นชั่วโมงการอธิษฐานของคุณด้วยการสรรเสริญพระเจ้า สรรเสริญพระองค์สำหรับสิ่งที่คุณคิดอยู่ในใจตอนนี้ สรรเสริญพระองค์สำหรับสิ่งพิเศษหนึ่งอย่างที่พระองค์ทรงทำในชีวิตของคุณในสัปดาห์ที่ผ่านมา สรรเสริญพระองค์สำหรับความดีที่พระองค์ทรงมีต่อครอบครัวของคุณ
รอสักครู่ ใช้เวลาในการรอคอยพระเจ้าเงียบ ๆ และปล่อยให้พระองค์รวบรวมความคิดในการใคร่ครวญเพื่อคุณ
สารภาพบาป ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์แสดงสิ่งใด ๆ ในชีวิตของคุณที่อาจทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย ขอให้พระองค์ชี้ให้เห็นทัศนคติที่ผิด ตลอดจนการกระทำเฉพาะเจาะจงที่คุณยังไม่ได้สารภาพบาป ตอนนี้จงสารภาพบาปนั้นต่อพระเจ้าเพื่อว่าคุณจะได้รับความบริสุทธิ์
อ่านพระวจนะ ใช้เวลาอ่านพระธรรมสดุดี พระธรรมผู้เผยพระวจนะ หรือข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับการอธิษฐานที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่
ขอ ส่งคำร้องขอในนามตัวคุณเอง
การวิงวอน ขอแทนผู้อื่น
อธิษฐานพระวจนะ อธิษฐานเฉพาะข้อพระคัมภีร์ คำอธิษฐานตามพระคัมภีร์และสดุดีบางบทสามารถนำไปใช้เพื่อจุดประสงค์นี้ได้
ขอบพระคุณ จงขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งต่างๆ ในชีวิตของคุณ ในนามของครอบครัวของคุณ และในนามของคริสตจักรของคุ
ร้องเพลง ร้องเพลงสรรเสริญหรือนมัสการหรือเพลงสรรเสริญหรือเพลงเกี่ยวกับจิตวิญญาณอื่น ๆ
อธิษฐาน ขอให้พระเจ้าตรัสกับคุณ เตรียมปากกาและกระดาษไว้เพื่อบันทึกความประทับใจที่พระองค์ประทานให้แก่คุณ
รับฟัง ใช้เวลารวบรวมสิ่งที่คุณอ่าน สิ่งที่คุณอธิษฐาน และสิ่งที่คุณร้องเข้าด้วยกัน และดูว่าพระเจ้าทรงนำสิ่งเหล่านั้นมารวมกันเพื่อตรัสกับคุณอย่างไร
สรรเสริญ สรรเสริญพระเจ้าสำหรับเวลาที่คุณใช้ร่วมกับพระองค์และความประทับใจที่พระองค์ประทานให้แก่คุณ สรรเสริญพระองค์สำหรับคุณสมบัติอันรุ่งโรจน์ของพระองค์
จากหนังสือ The Hour that Changes the World ของ Dick Eastman © 2002 โดย Dick Eastman, Chosen Books, Grand Rapids, MI, ใช้โดยได้รับอนุญาต
100 รายชื่อ
ชุดเครื่องมือ Zume 100 รายการ พระเยซูตรัสว่า - "จงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวก..." และสาวกของพระองค์ก็ทำเช่นนั้น พวกเขาไปหาครอบครัวของตน พวกเขาไปหาเพื่อนของพวกเขาไปหาคนที่รู้จักในเมือง พวกเขาไปหาคนที่ทำงานด้วยกัน พวกเขาออกไป พระเยซูตรัสว่า “จงออกไป” และพวกเขาก็เชื่อฟัง แล้วครอบครัวของพระเจ้าก็เติบโตขึ้น พระเจ้าได้มอบความสัมพันธ์ที่เราต้องการให้กับเราแล้ว ที่จะ “จงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวก” นี่คือครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนบ้านของเรา เพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมชั้นเรียน - คนที่เรารู้จักมาตลอดชีวิต คนที่เราเพิ่งพบเจอ การซื่อสัตย์ต่อผู้คนที่พระเจ้าส่งเข้ามาในชีวิตของเรา เป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ในการทวีคูณจำนวนสาวก และสามารถเริ่มต้นได้จากขั้นตอนง่าย ๆ ด้วยการจัดทำรายการ 100 รายการ เป็นเครื่องมือง่ายๆ ในชุดเครื่องมือ Zume ที่ทวีคูณจำนวนสาวก
สร้างรายการ 100 รายชื่อของคุณเอง
1 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
2 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
3 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
4 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
5 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
6 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
7 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
8 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
9 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
10 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
11 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
12 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
13 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
14 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
15 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
16 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
17 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
18 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
19 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
20 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
21 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
22 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
23 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
24 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
25 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
26 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
27 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
28 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
29 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
30 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
31 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
32 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
33 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
34 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
35 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
36 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
37 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
38 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
39 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
40 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
41 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
42 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
43 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
44 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
45 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
46 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
47 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
48 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
49 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
50 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
51 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
52 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
53 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
54 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
55 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
56 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
57 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
58 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
59 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
60 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
61 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
62 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
63 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
64 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
65 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
66 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
67 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
68 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
69 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
70 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
71 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
72 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
73 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
74 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
75 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
76 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
77 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
78 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
79 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
80 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
81 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
82 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
83 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
84 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
85 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
86 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
87 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
88 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
89 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
90 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
91 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
92 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
93 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
94 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
95 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
96 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
97 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
98 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
99 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
100 ___________________________________________
☐ สาวก ☐ ผู้ไม่เชื่อ ☐ ไม่รู้จัก
แนวคิดที่ได้ยินในส่วนนี้:
เครื่องมือที่ได้ยินในส่วนนี้:

ให้ผู้เข้าร่วมและวิทยากรทุกคนเช็คอิน
หรือ zume.training/checkin และใช้รหัส: 2341
อธิษฐานและขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่คุณได้พบกับพระองค์ในการเรียนส่วนที่แล้ว และเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ทรงนำช่วงเวลาของคุณร่วมกัน
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือเหล่านี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
เศรษฐศาสตร์ฝ่ายวิญญาณ
ในบทเรียนนี้ เราจะพูดถึงเรื่องการทำงานฝ่ายวิญญาณของพระเจ้า ในโลกที่ไม่สมบูรณ์นี้ ผู้คนรู้สึกว่าเขาได้รับรางวัลเมื่อพวกเขาไปรับอะไรบางอย่าง เมื่อพวกเขาได้รับบางอย่าง และเมื่อพวกเขาได้มากกว่าคนรอบข้าง
ในพระวจนะของพระเจ้า พระองค์บอกกับคนของพระองค์ว่า – เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งวิถีทางของเจ้าไม่เป็นวิถีทางของเรา
พระเจ้าสำแดงให้เราเห็นว่าการทำงานในอาณาจักรของพระองค์นั้น เราไม่เพียงแต่ได้รางวัลจากสิ่งที่เราได้รับมา – แต่เราได้จากสิ่งที่เราให้ออกไป
พระเจ้าตรัสว่า – เราจะช่วยเจ้าและเจ้าจะเป็นพระพร พระเยซูตรัสว่า – การให้เป็นเหตุ ให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ
การให้ในสิ่งที่พระเจ้าให้เราและการอวยพรผู้อื่นเมื่อพระเจ้าอวยพรเรา นี่เป็นพื้นฐาน ของการมีชีวิตทางฝ่ายจิตวิญญาณที่เราได้เรียนรู้ไปแล้ว
เราหายใจเข้าและได้ยินจากพระเจ้า เราหายใจออกและเราเชื่อฟังในสิ่งที่เราได้ยิน และแบ่งปันให้กับผู้อื่น
เมื่อเราสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังและแบ่งปันสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ให้กับเรา จากนั้น พระองค์สัญญาว่าจะให้มากยิ่งกว่าเดิม
พระเยซูตรัสว่า - คนที่ไว้ใจได้ในสิ่งเล็กน้อย ก็ไว้ใจได้ในสิ่งใหญ่ด้วย
นี่คือหนทางไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้ง รวมถึงความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้น มีชีวิตครบบริบูรณ์อย่างที่พระเจ้าสร้างเรามาเพื่อใช้ชีวิตเช่นนั้น นี่คือหนทางที่เราสามารถเดิน เพื่องาน ที่เกิดผลดี ดังที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนไว้ให้เราทำ
หากเราต้องการได้รับรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่สุดจากพระเจ้า เราจะต้องฝึกฝนสองสิ่งนี้ซึ่ง พระเจ้าทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะทรงอวยพรเรา
เราต้อง –
- ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกให้เราทำ
หากเราต้องการให้ผู้อื่นรับรางวัลยิ่งใหญ่ที่สุดจากพระเจ้า เราก็จะต้องแสดงให้พวกเขาเห็นถึงวิธีทำสิ่งเดียวกันนี้ด้วย
นี่คือองค์ประกอบหลักของการเป็นสาวกและเป็นองค์ประกอบหลักของการสร้างสาวกเช่นกัน
พระเจ้าไม่ต้องการให้เรารอจนเรารู้ทุกสิ่งทุกอย่างครบแล้วจึงเริ่มเชื่อฟังและแบ่งปัน เพราะสิ่งนั้นจะไม่มีวันมาถึง
พระเจ้าไม่ได้คาดหวังให้เราเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ก่อนที่เราจะเริ่มการเพิ่มจำนวนอย่างทวีคูณ พระองค์ต้องการให้เราทำการเพิ่มจำนวนอย่างทวีคูณทันที
พระเจ้าต้องการให้เราเชื่อฟังในสิ่งที่เรารู้และแบ่งปันในสิ่งที่เราได้ยิน
จากนั้น พระองค์ต้องการให้เราสอนคนอื่นให้ทำอย่างเดียวกันด้วย ในที่สุด – นั่นคือ การเชื่อฟังและการแบ่งปันสิ่งที่พระองค์ได้ทรงบอกให้เราทำ นี่คือหนทางสู่ความเป็นผู้ใหญ่และการเติบโต
คุณเห็นความแตกต่างอะไรบ้างระหว่างระบบเศรษฐศาสตร์ฝ่ายจิตวิญญาณของพระเจ้ากับวิธีการทำสิ่งต่าง ๆ บนโลกของเรา?
พระเยซูตรัสว่า “เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นสักขีพยานของเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย ทั่วแคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”
พระกิตติคุณ
ไม่มี "วิธีที่ดีที่สุด" ในการบอกเล่าเรื่องราวของพระเจ้า (เรียกอีกอย่างว่าพระกิตติคุณ) เพราะวิธีที่ดีที่สุดจะขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังบอกเล่าเรื่องราวกับใคร สาวกทุกคนควรเรียนรู้ที่จะบอกเล่าเรื่องราวของพระเจ้าในลักษณะที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์และเชื่อมโยงกับผู้ฟังที่เขากำลังบอกเล่าด้วย
กรุณาทบทวนงานนำเสนอสองชิ้นต่อไปนี้ และเลือกหนึ่งชิ้นเพื่อฝึกฝน
การนำเสนอ 1
ในบทเรียนนี้ เราจะเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่องราวของพระเจ้า – ข่าวประเสริฐ – จากการทรงสร้างถึงการพิพากษา จากจุดเริ่มต้นของมวลมนุษย์สู่ยุคสุดท้าย มีหลายวิธีในการเล่าเรื่องราวของพระเจ้า
วิธีที่ดีที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับคนที่คุณกำลังเล่าให้ฟังว่า พวกเขามีมุมมองในการมองโลก และประสบการณ์ชีวิตอย่างไร
พระเจ้าทรงใช้ผู้ที่มีใจยินดีที่จะเล่า ให้ทำงานกับผู้ที่มีใจยินดีที่จะฟัง
นี่คืองานของพระองค์ พระองค์เพียงเชิญชวนคุณให้เข้ามามีส่วนร่วม
วิธีหนึ่งในการเล่าเรื่องราวของพระเจ้า คือการอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่การทรงสร้างของพระเจ้า จนถึงการพิพากษาของพระองค์ที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย
เมื่อเราเล่าเรื่องราวของพระเจ้าด้วยวิธีนี้ เราสามารถทำให้เป็นเรื่องยาวหรือเรื่องสั้นก็ได้ ลงในรายละเอียดหรือเพียงแค่ภาพกว้าง ๆ ก็ได้ อย่างไรก็ตาม ให้เราเล่าเรื่องโดยให้สัมพันธ์สอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้ฟังเสมอ
ขณะเล่าเรื่องของพระองค์ให้กับคนต่างวัฒนธรรมและต่างมุมมอง คุณสามารถใช้มือแสดงท่าทาง
เล่าเรื่องได้ สิ่งนี้จะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปได้ง่ายขึ้น
นี่คือเรื่องราวข่าวประเสริฐของพระเจ้า
ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างโลกใบนี้ขึ้นมาและทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในโลก
พระองค์ทรงสร้างชายคนแรกและหญิงคนแรกขึ้นมา พระองค์ให้พวกเขาอยู่ในสวน ที่สวยงาม พระองค์ทรงให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์และทรงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับพวกเขา
พระองค์ทรงสร้างเขาทั้งสองเพื่อให้มีชีวิตอยู่ตลอดไป ที่นั่นไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความตาย
แม้ว่าจะอยู่ในที่ ๆ สมบูรณ์แบบ แต่มนุษย์ก็ยังกบฎดื้อดึงกับพระเจ้าและนำเอาความบาปและความทุกข์ยากเข้ามาสู่โลกนี้
พระองค์ทรงขับมนุษย์ออกจากสวนนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าแตกสลายลง
ในตอนนี้ มนุษย์จะต้องเผชิญกับความตาย
หลายร้อยปีต่อมา พระเจ้าทรงส่งผู้ส่งสารหลายคนมายังโลกนี้ พวกเขามาเตือนมนุษย์ ถึงความบาปและยังบอกพวกเขาให้รู้ถึงความสัตย์ซื่อและพระสัญญาของพระเจ้าด้วย ที่พระองค์จะส่งพระผู้ช่วยให้รอดมายังโลกนี้
องค์พระผู้ช่วยให้รอดจะมาฟื้นคืนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ดั่งที่เคยมีก่อน องค์พระผู้ช่วยให้รอดจะกู้มนุษย์ออกจากความตาย องค์พระผู้ช่วยให้รอด จะประทานชีวิต
นิรันดร์และจะอยู่กับมนุษย์ตลอดนิรันดร์กาล
“พระเจ้าทรงรักเรามากเมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม พระองค์ทรงส่งพระบุตรองค์เดียว ของพระองค์ลงมายังโลกนี้เพื่อมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดพระองค์นั้น”
พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงบังเกิดเข้ามาในโลกนี้ผ่านทางหญิงพรหมจารีย์ พระองค์ทรงดำเนินชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ พระองค์ไม่เคยทำบาปเลย
พระเยซูสอนเรื่องราวของพระเจ้าให้ผู้คนฟัง พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์หลายอย่าง ที่สำแดงให้เห็นฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระองค์ทรงขับผีออกหลายตน ทรงรักษาผู้คนจำนวนมาก และทรงทำให้คนตาบอดกลับมองเห็นได้ ทรงทำให้คนหูหนวกได้ยิน ทรงทำให้คนง่อยเดินได้
พระเยซูทรงทำให้คนตายฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ผู้นำศาสนาหลายคนรู้สึกว่าอำนาจของตนถูกคุกคามและอิจฉาพระเยซู พวกเขาจึงอยากให้พระเยซูตายเสีย
เนื่องจากพระองค์ไม่เคยทำบาป พระองค์จึงไม่จำเป็นต้องตาย แต่พระองค์เลือกที่จะตายในฐานะเครื่องบูชาไถ่บาปเพื่อเราทุกคน ความตายอันสุดแสนเจ็บปวดทรมานของพระองค์ได้ปกคลุมความบาปทั้งหลายของมวลมนุษยชาติ
หลังจากนี้ พระเยซูทรงถูกฝังในอุโมงค์ฝังศพ
พระเจ้าทอดพระเนตรเห็นการยอมสละพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปและพระเจ้าทรงยอมรับสิ่งนั้น พระเจ้าทรงแสดงการยอมรับด้วยการให้พระเยซูเป็นขึ้นจากตาย ในวันที่สาม
หากเราเชื่อและยอมรับการเสียสละของพระเยซูเพื่อบาปของเรา – หากเราหันหลังให้กับบาปของเราและติดตามพระเยซู พระเจ้าจะชำระเราจากบาปทั้งสิ้นของเราและรับเรากลับเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
พระเจ้าทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อสถิตอยู่ในเราและช่วยเราให้สามารถติดตาม พระเยซูได้
เราได้รับบัพติศมาในน้ำเพื่อแสดงให้เห็นและเพื่อประสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อพระเจ้ากลับคืนมา
การที่เราอยู่ใต้น้ำนั้นเป็นสัญลักษณ์ของการตาย การขึ้นมาจากน้ำเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตขึ้นมาใหม่เพื่อติดตามพระเยซู หลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้นจากตายแล้ว พระองค์ทรงใช้เวลา 40 วันอยู่บนโลก
พระเยซูทรงสั่งสอนสาวกของพระองค์ให้ออกไปทุกหนทุกแห่ง ประกาศข่าวประเสริฐและการช่วยให้รอดของพระองค์ให้กับทุกคนทั่วโลก
“พระเยซูตรัสว่า - ดังนั้นจงไปสร้างสาวกจากมวลประชาชาติ ให้เขารับบัพติศมาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราสั่งพวกท่านไว้ และแน่นอน เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปตราบจนสิ้นยุค”
หลังจากตรัสดังนี้แล้วพระองค์ก็ทรงถูกรับขึ้นไปบนสวรรค์ต่อหน้าต่อตาพวกเขา พระเยซูจะเสด็จกลับมาในแบบเดียวกันนี้ในวันหนึ่งข้างหน้า
พระองค์จะทรงลงโทษผู้ที่ไม่รักและไม่เชื่อฟังพระองค์ตลอดนิรันดร์
และพระองค์จะทรงรับและให้รางวัลผู้ที่รักและเชื่อฟังพระองค์ตลอดนิรันดร์
เราจะมีชีวิตอยู่เป็นนิรันดร์กับพระองค์ในสวรรค์และบนโลกใหม่แผ่นดินใหม่
ฉันได้เชื่อและได้รับรู้ว่าพระเยซูคริสต์ได้สละพระชนม์เพื่อไถ่บาปให้ฉันแล้ว พระองค์ทรงชำระฉันให้สะอาดและฟื้นคืนความสัมพันธ์ให้ฉันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า พระองค์ทรงรักฉัน และฉันรักพระองค์และจะอยู่กับพระองค์ตลอดนิรันดร์กาลในอาณาจักรของพระองค์
พระเจ้าทรงรักคุณและปรารถนาให้คุณได้รับของขวัญนี้ด้วย คุณต้องการรับสิ่งนี้ตอนนี้เลยหรือไม่?
การนำเสนอ 2
ยินดีต้อนรับกลับสู่ Zume Training ในส่วนนี้เราจะเรียนรู้วิธีการแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้าพระกิตติคุณโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าวงกลม 3 วง มีหลายวิธีในการแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้า วิธีที่ดีที่สุดจะขึ้นอยู่กับบุคคลที่คุณกำลังแบ่งปัน มุมมองของพวกเขาต่อโลก และประสบการณ์ชีวิตของพวกเขา พระเจ้าทรงใช้หัวใจที่ยินดีจะแบ่งปันเพื่อทำงานกับหัวใจที่เต็มใจฟัง นี่เป็นงานของพระองค์ พระองค์เพียงแต่เชิญชวนเราให้เข้าร่วม วิธีหนึ่งในการแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้าคือการแบ่งปันเรื่องราวที่เรียบง่าย รูปวาดที่เราเรียกว่าวงกลมสามวง เราทุกคนอาศัยอยู่ในโลกที่แตกสลายมาก เราเห็นและได้ยินเรื่องราวแห่งความทุกข์ ความตาย สงคราม โรคภัย การเสพติด ซึ่งมีอยู่ทุกที่ แต่นี่ไม่ใช่การออกแบบดั้งเดิมของพระเจ้า การออกแบบที่สมบูรณ์ของพระเจ้าคือโลกที่เต็มไปด้วยความรัก ความยินดี ความสามัคคี และความสงบ การที่เราเอาตัวเองออกจากการออกแบบที่สมบูรณ์ของพระเจ้าและมาถึงความแตกหัก คือผ่านสิ่งที่พระคัมภีร์เรียกว่าบาป บาปคือการละทิ้งแนวทางของพระเจ้าและดำเนินตามทางของตนเอง บาปทำให้เราแยกจากพระเจ้า บาปทำให้เราเข้าสู่ความแตกสลาย บาปนำเราไปสู่ความตายฝ่ายวิญญาณ ผู้คนต้องการหลุดพ้นจากความพังทลาย เราลองสิ่งต่างๆ มากมายเพื่อให้หลุดพ้น เราบางคนลองใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล เราบางคนพยายามหาทางออกไปโดยการทำงานที่ดีหรือโดยการหาเงินเยอะๆ เราบางคนคิดว่าความสัมพันธ์จะจัดการกับปัญหาเหล่านี่ บางคนยังพยายามนับถือศาสนา เราคิดว่าพฤติกรรมที่ดีหรือการช่วยเหลือคนอื่นจะปลดปล่อยเราได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยแก้ไขปัญหาของความแตกหักได้จริงๆ แม้ว่าเราจะรู้สึกเหมือนเราหนีไปสักพักหนึ่ง เราถูกดีดกลับทันทีไปยังจุดที่เราเริ่มต้น นี่เป็นความจริงที่ยากจะยอมรับ หากเรายังอยู่ที่นั่น ยังคงอยู่ในความแตกสลาย เมื่อชีวิตนี้สิ้นสุดลง พระคัมภีร์ก็กล่าวว่าเราแยกจากกันอย่างถาวรจากพระเจ้าตลอดไป พระคัมภีร์เรียกสถานที่นั้นว่านรก แต่พระเจ้าไม่ต้องการให้เราอยู่ในความพังทลาย พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าทรงรักเรามากที่พระองค์ส่งพระบุตรของพระองค์เองมาเพื่อให้ทางออกกับเรา พระเยซูเสด็จมาบนโลกเพื่อลบล้างบาปของเราและนำเราออกจากความแตกสลาย แต่โดยวิธีใด? พระเยซูทำทั้งหมดนี้ได้อย่างไร? พระเยซูทรงดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แบบ พระเยซูทรงเป็นบุคคลเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยทำบาป พระเยซูคือผู้เดียวที่ยังอยู่ในการออกแบบอันสมบูรณ์ของพระเจ้า แล้วพระเยซูก็ยอมสละชีวิตอันสมบูรณ์แบบของพระองค์และเข้ามาแทนที่เรา พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อชดใช้ราคาสำหรับบาปของเรา พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ทรงยกเลิกบาปของเราด้วยความตายของพระองค์ สามวันหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์และถูกฝังแล้ว พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เพราะความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ พระเจ้าทรงตั้งพระเยซูให้เป็นกษัตริย์ของทุกสิ่งในสวรรค์และทุกสิ่งบนโลก พระเยซูเจ้าเปิดทางออกจากความแตกสลายสำหรับเรา พระเจ้าตรัสว่าถ้าเราละทิ้งบาปของเราและเชื่อว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์เพื่อเรา และรับบัพติศมาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ แล้วพระเจ้าก็ทรงให้เราเป็นขึ้นเหมือนพระเยซู ที่จะก้าวเดินไปสู่ชีวิตแบบใหม่ เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระเจ้าตลอดไป แล้วเราก็จะจำลองชีวิตใหม่ในโลกที่พังทลาย และรอคอยการกลับมาของพระเยซูเมื่อพระองค์จะทรงสร้างสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ที่เราจะอยู่กับพระองค์ได้ตลอดไปในความบริบูรณ์ครบถ้วน พระเจ้าต้องการให้เราเติบโตในความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์ พระเจ้าต้องการให้เราได้รับการฟื้นฟูกลับสู่การออกแบบดั้งเดิมที่สมบูรณ์ของพระองค์ ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระเจ้า พระเยซูทรงมอบพันธกิจแก่เรา เหตุผลในการมีชีวิตอยู่ และหนทางสู่ชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภารกิจของพระเยซูสำหรับเราคือการออกไป พระเยซูทรงส่งเรามาเหมือนอย่างพระบิดาของพระองค์ พระเจ้าทรงส่งพระองค์กลับไปสู่ความแตกหักอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นให้หลุดพ้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนิรันดร์ของพระเจ้าด้วย ในโลกวงกลมสามวงนี้ มีคนอยู่สองประเภทเท่านั้น ผู้คนที่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอันสมบูรณ์ของพระเจ้า ดำเนินชีวิตตามพันธกิจช่วยเหลือของพระเจ้าช่วยเชื่อมต่อใหม่ระหว่างพระเจ้ากับครอบครัวตลอดกาลของพระองค์ หรือคนที่ยังอยู่ในสภาพที่พังทลาย ที่พยายามทำทุกสิ่งเพื่อที่จะหลุดพ้น หวังว่าจะมีใครช่วยเขาได้ คุณรู้ไหมว่าตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน? คุณรู้ไหมว่าคุณอยากอยู่ที่ไหน? มีหลายวิธีในการแบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้า สิ่งสำคัญคือการแบ่งปัน พระเจ้าทรงใช้หัวใจที่เต็มใจจะแบ่งปันเพื่อทำงานกับหัวใจที่เต็มใจจะฟัง นี่เป็นงานของพระองค์ พระองค์เพียงแต่เชิญชวนเราให้เข้าร่วม
แบ่งปันพระกิตติคุณ
พิธีบัพติศมา
ชุดเครื่องมือ Zume บัพติศมา พระเยซูตรัสว่า: “จงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์...” บัพติศมา - หรือบัพติศมาในภาษาต้นฉบับ - แปลว่า การเปียกหรือจมลงไปใต้น้ำ เหมือนตอนย้อมผ้าแล้วสีมันซึมเข้า และออกมาในสภาพที่เปลี่ยนไป บัพติศมาเป็นภาพของชีวิตใหม่ของเรา ชุ่มโชกด้วยพระฉายของพระเยซู เปลี่ยนแปลงไปโดยเชื่อฟังพระเจ้า เป็นภาพแสดงถึงการตายต่อบาปของเรา เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา ฝังวิถีชีวิตเก่าของเรา เช่นกับที่พระเยซูถูกฝัง การบังเกิดใหม่สู่ชีวิตใหม่ในพระคริสต์ เช่นเดียวกับพระเยซูที่ฟื้นคืนพระชนม์และมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ถ้าคุณไม่เคยให้ใครรับบัพติศมามาก่อน ก็อาจจะดูน่ากลัว แต่ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนง่าย ๆ หาแหล่งน้ำนิ่ง ๆ ลึกพอที่จะให้สาวกใหม่จมได้ อาจเป็นบ่อน้ำ แม่น้ำ ทะเลสาบ หรือมหาสมุทร อาจจะเป็นอ่างอาบน้ำหรือวิธีอื่นที่รวบรวมน้ำ ให้สาวกจับมือข้างหนึ่งของคุณด้วยมือของเขา และพยุงหลังของเขาด้วยมืออีกข้างหนึ่ง ถามคำถามสองข้อ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาเข้าใจการตัดสินใจของตน “คุณรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณแล้วหรือยัง?” “คุณจะเชื่อฟังและรับใช้พระองค์ในฐานะกษัตริย์ของคุณ ตลอดชีวิตที่เหลือของคุณมั้ย?” ถ้าเขาตอบว่า “ใช่” ทั้งสองคำถาม แล้วให้พูดประมาณนี้: “เพราะคุณได้แสดงความเชื่อในพระเยซูเจ้าแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าขอให้บัพติศมาคุณ ในนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์” ช่วยพวกเขาลงไปในน้ำ จมลงไปให้หมดทั้งตัวแล้วดึงกลับขึ้นมา คุณให้บัพติศมาสาวกใหม่ของพระเยซูแล้ว - พลเมืองใหม่ของสวรรค์ - บุตรคนใหม่ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ถึงเวลาเฉลิมฉลองแล้ว! บัพติศมา - พิธีศักดิ์สิทธิ์แรกที่พระเยซูประทานแก่สาวกของพระองค์ และเป็นรากฐานของเครื่องมือ Zume
คำเตือนที่สำคัญ – คุณได้รับบัพติศมาแล้วหรือยัง?
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น เราขอแนะนำให้คุณวางแผนล่วงหน้าก่อนที่จะเข้าร่วมการฝึกอบรมอีกครั้ง เชิญกลุ่มของคุณให้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวันสำคัญนี้เมื่อคุณเฉลิมฉลองการกล่าว "ใช่" ต่อพระเยซู
แนวคิดที่ได้ยินในส่วนนี้:
เครื่องมือที่ได้ยินในส่วนนี้:
คำเตือนที่สำคัญ – กลุ่มของคุณจะเฉลิมฉลองอาหารค่ำมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้าในส่วนถัดไป อย่าลืมเตรียมสิ่งของมาด้วย (ขนมปัง และไวน์/น้ำผลไม้)
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือเหล่านี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
คำพยานสามนาที
ชุดเครื่องมือ Zume คำพยาน 3 นาที พระเยซูทรงบอกกับสาวกของพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลายเป็นพยานถึงสิ่งเหล่านี้” ในฐานะผู้ติดตามพระเยซู เราเป็น “พยาน” เช่นกัน “การเป็นพยาน” ถึงผลกระทบที่พระเยซูมีต่อชีวิตของเรา เรื่องราวความสัมพันธ์ของคุณกับพระเจ้า เรียกว่าคำพยานของคุณ ทุกคนต่างก็มีเรื่องราวของตัวเอง นี่คือโอกาสที่จะฝึกฝนคำพยานของคุณ เลือกสาวกหนึ่งหรือสองคนเพื่อฝึกซ้อมด้วย จากนั้นเลือก 5 ชื่อจากรายชื่อ 100 ชื่อของคุณ โปรดทำให้แน่ใจว่าคุณเลือกคนในหมวดหมู่ “ไม่ใช่คริสเตียน” หรือ “ไม่ทราบสถานะฝ่ายวิญญาณ” ฝึกฝนการเป็นพยานของคุณ - เรื่องราวของคุณเกี่ยวกับพระเยซู - โดยให้คู่ฝึกของคุณแสร้งทำเป็น หนึ่งในห้าคนที่คุณเลือกจากรายการของคุณ ฝึกฝนการแบ่งปันเรื่องราวของคุณให้มีความเฉพาะเจาะจง สำหรับแต่ละคนจากห้าคน คุณควรสามารถแบ่งปันเรื่องราวของคุณในรูปแบบสั้น ๆ ได้ ในเวลาประมาณสามนาที มีวิธีการมากมายที่จะสร้างเรื่องราวของคุณ แต่มีบางวิธีที่เราเห็นว่าใช้ได้ผลดีกับคนอื่น: คุณสามารถแบ่งปันคำชี้แจงง่าย ๆ เกี่ยวกับเหตุผลที่คุณเลือกติดตามพระเยซู วิธีนี้ได้ผลดีกับผู้เชื่อรายใหม่ คุณสามารถแบ่งปันเรื่องราว “ก่อน” และ “หลัง” ของคุณได้ ชีวิตของคุณเป็นอย่างไรก่อนที่คุณรู้จักพระเยซู และชีวิตของคุณตอนนี้เป็นอย่างไร ทำให้เรียบง่ายและทรงพลัง คุณสามารถแบ่งปันเรื่องราวของคุณ “ที่มี” และ “ไม่มี” ชีวิตคุณเป็นอย่างไร “ที่มีพระเยซู” และจะเป็นเช่นไรหาก "ไม่มีพระองค์" เรื่องราวของคุณแบบนี้ใช้ได้ดี หากคุณมาเชื่อตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อคุณเสร็จสิ้นการแบ่งปัน ให้คู่ฝึกซ้อมของคุณทำส่วนของเขา ทำกลับไปกลับมาจนกระทั่งคุณทั้งสองทำครบทั้ง 5 คน ต้องการสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมั้ย? เมื่อแบ่งปันเรื่องราวของคุณ จะเป็นประโยชน์หากคิดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสามส่วน: เรื่องราวของเขา- ขอคนที่คุณกำลังพูดคุยด้วยให้แบ่งปัน การเดินทางฝ่ายจิตวิญญาณของเขา เรื่องราวของคุณ - จากนั้นแบ่งปันคำพยานของคุณที่เข้ากันกับประสบการณ์ของเขา เรื่องราวของพระเจ้า- ท้ายที่สุดก็แบ่งปันเรื่องราวของพระเจ้า ในลักษณะที่เชื่อมโยงกับโลกทัศน์ของเขา ค่านิยมและลำดับความสำคัญ และหากคุณกังวลว่าจะเริ่มต้นอย่างไร - ควรทำให้เรียบง่าย เพียงแบ่งปันคำพูดที่แสดงเหตุผลที่คุณตัดสินใจติดตามพระเยซู พระเจ้าสามารถใช้เรื่องราวของคุณเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ แต่จำไว้ว่า - คุณเป็นคนที่ต้องบอกเรื่องนี้ คำพยานสามนาทีของคุณ เป็นเครื่องมือเรียบง่ายอีกตัวหนึ่งในชุดเครื่องมือ Zume
ฝึกการแบ่งปันคำพยานของคุณ
เนื้อหา:
มีวิธีการมากมายที่จะสร้างเรื่องราวของคุณ แต่ต่อไปนี้คือวิธีการบางอย่างที่เราเห็นว่าใช้ได้ผลดี:
เมื่อแบ่งปันเรื่องราวของคุณ การคิดว่าเรื่องราวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสามส่วนก็จะเป็นประโยชน์:
ไม่จำเป็นต้องเล่าประจักษ์คำพยานยาวหรือเล่ารายละเอียดมากเกินไปเพื่อให้เกิดผลกระทบ ในความเป็นจริง การทำให้เรื่องราวของคุณสั้นลงเหลือประมาณ 3 นาที จะทำให้มีเวลาสำหรับคำถามและการสนทนาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หากคุณกังวลว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ก็เล่าให้เรียบง่ายเข้าไว้ พระเจ้าสามารถใช้เรื่องราวของคุณเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ แต่จำไว้ว่า คุณคือผู้ที่จะเล่าเรื่องราวของคุณ
พระพรยิ่งใหญ่ - ยิ่งใหญ่กว่า - ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในบทเรียนนี้ เราจะพูดถึงเรื่องพระพรยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระพรที่ยิ่งใหญ่กว่า และ พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และวิธีที่คุณจะแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้อื่น
เมื่อใครคนหนึ่งเลือกติดตามพระเยซู คุณจะช่วยเขาให้เดินอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องได้อย่างไร?
คุณจะช่วยเขาให้กลายเป็นผู้ผลิต ไม่ใช่แค่เพียงผู้บริโภคอีกคนหนึ่งในอาณาจักรของ พระเจ้าได้อย่างไร?
คุณจะช่วยให้พวกเขาได้รับพระพรทุกประการที่พระเจ้ายินดีประทานให้ได้อย่างไร?
ผมเริ่มต้นด้วยการบอกแก่พวกเขาอย่างนี้ว่า...
คุณได้เลือกติดตามพระเยซูแล้ว และพระเจ้าทรงอวยพรคุณ
ผมอยากให้คุณได้รับทั้งพระพรยิ่งใหญ่ พระพรที่ยิ่งใหญ่กว่า และพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดด้วย ให้ผมบอกคุณได้ไหมว่าต้องทำอย่างไร?
หากพวกเขาอยากรู้เพิ่ม ผมจะขอให้พวกเขาเขียนชื่อคนที่พวกเขารู้จักมา 100 คน
จากนั้น ผมจะให้พวกเขาเลือกห้าคนจากรายชื่อทั้งหมด – ห้าคนที่ยังไม่รู้จักพระเยซู – ห้าคนที่เขาอยากแบ่งปันให้ฟังเดี๋ยวนั้น
การติดตามพระเยซูเป็นพระพร มีใครที่คุณอยากแบ่งปันพระพรให้อีก?
ผมสอนให้พวกเขาเล่าคำพยาน พระเจ้าทรงกระทำอะไรในชีวิตของเขา ผมสอนให้พวกเขาเล่าเรื่องข่าวประเสริฐ คือพระราชกิจที่พระเจ้าทรงกระทำในโลกนี้ ผมสอนให้พวกเขาเล่าถึงพระพรของ
พระเจ้า ทั้งพระพรที่ยิ่งใหญ่ พระพรที่ยิ่งใหญ่กว่า และพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ผมจะให้พวกเขาฝึกเล่าเรื่องเหล่านี้ให้แต่ละคนที่พวกเขาเลือกคนละหนึ่งรอบ เริ่มด้วยเรื่องราวของพวกเขา ต่อด้วยเรื่องราวของพระเจ้า และพระพรของพระเจ้า
ในแต่ละรอบ ผมสมมุติตัวว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อห้าคนจากที่เขาเลือกไว้
ในแต่ละรอบ พวกเขาเล่าเรื่องของตนเอง เล่าเรื่องของพระเจ้า และเชิญชวนให้ผมมาติดตามพระเยซูด้วยกัน พวกเขาสอนเรื่องพระพรยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระพรที่ยิ่งใหญ่กว่าและพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในแต่ละรอบผมถามคำถามหรือแสดงความคิดเห็นที่ผมคิดว่าคน ๆ นั้นอาจพูดออกมา
หลังจากที่เราได้ฝึกฝนแล้ว ผมขอพบกับพวกเขาอีกครั้ง ในสองวันต่อมา ถ้าเป็นไปได้ เพื่อดูว่าการแบ่งปันเป็นอย่างไร
ผมอยากให้พวกเขามีเวลาเพียงพอที่จะพบกับห้าคนจากรายชื่อของเขา แต่ผมไม่ต้องการให้เขามีเวลามากจนผัดผ่อนหรือหลงลืมไป
ผมขอเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์หรือวิธีติดต่อกันทางอื่นไว้เสมอ
ผมอธิษฐานกับพวกเขา ขอพระเจ้าจะทรงประทานถ้อยคำที่เหมาะสมเหมือนกับตอนที่พวกเขาเล่าให้ผมฟัง
สองวันต่อมา เราจะพบกันอีกครั้งและคุยถึงการแบ่งปันว่า เป็นอย่างไรบ้าง
หากพวกเขายังไม่ได้เริ่มเล่า ผมจะเสนอตัวฝึกซ้อมกับพวกเขาเพิ่ม หรือเสนอตัวที่จะไปกับเขา เพื่อไปหาหนึ่งในห้าคนที่อาจจะว่างให้พบได้ ผมทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยให้พวกเขาเริ่มต้นเล่าเรื่อง
แต่ผมจะยังไม่พูดถึงเรื่องใหม่ ผมต้องการให้พวกเขาใช้โอกาสนี้อย่างดีที่สุดที่จะสำแดงความสัตย์ซื่อในสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ไป
หากพวกเขาปฏิเสธหรือมีข้ออ้าง ผมจะถามพระเจ้าว่า นี่คือ “ดินดี” ที่จะเกิดผลมาก เพื่ออาณาจักรของพระองค์หรือไม่ หรือมีที่อื่นที่ผมควรไปลงทุนมากกว่า
ถ้าพวกเขาได้เล่าเรื่องแล้ว... อย่างนี้ต้องฉลอง!
แม้จะยังไม่มีใครเชื่อจากรายชื่อของพวกเขา แต่ผมตื่นเต้นที่พวกเขาได้ยินเชื่อฟัง และแบ่งปัน นี่คือผู้สัตย์ซื่อ
และเพราะพวกเขาสัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อย ผมจึงยินดีที่จะแบ่งปันให้เขาเพิ่มอีก
ผมจะพูดถึงการรับบัพติศมาและให้เครื่องมือที่พวกเขาจะนำไปใช้ได้เช่น การเดินอธิษฐาน หรือ กลุ่มผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ
ผมจะขอให้พวกเขาเลือกจากรายชื่อ 100 คน ออกมาอีกบางส่วน คนที่ยังไม่รู้จัก หรือไม่ได้ติดตามพระเยซู
จากนั้นผมจะฝึกกับพวกเขา เหมือนก่อนหน้านี้ที่เขาเล่าเรื่องของตนเอง เรื่องราวของ พระเจ้าและเรื่องพระพรจากพระเจ้า และเราอธิษฐานด้วยกัน
ถึงตอนนี้ถ้าพวกเขาได้แบ่งปันและมีบางคนเชื่อ เราต้องฉลองใหญ่
ครอบครัวของพระเจ้ากำลังขยายใหญ่ขึ้น
ผมถามเสมอว่า พวกเขาได้เล่าถึงพระพรยิ่งใหญ่ พระพรที่ยิ่งใหญ่กว่า และพระพร ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าหรือไม่ เพราะสิ่งนี้แหละที่จะทำให้ครอบครัวของพระเจ้าขยายออกไปเรื่อย ๆ
หากพวกเขาไม่ได้เล่าถึงพระพรยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราจะพูดกันอีกครั้งถึงพระพร ของพระเจ้า วิธีที่ผู้เชื่อใหม่จะเขียนรายชื่อ วิธีการเล่าเรื่องของตนเอง การเล่าเรื่องราวของพระเจ้า และพระพรต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้ผู้เชื่อใหม่ได้เรียนรู้จักการแบ่งปันด้วย
หลังจากที่เราฝึกด้วยกันแล้ว ผมจะให้พวกเขากลับไปหาผู้เชื่อใหม่คนเดิมเพื่อที่เขาจะได้แบ่งปันต่อ
แล้วสำหรับคนที่ได้เล่าเรื่องแล้วมีคนเชื่อและพวกเขาได้เล่าถึงพระพรต่าง ๆ ด้วยล่ะ?
เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ผมปลาบปลื้มเป็นที่สุด
นี่แหละคือคนที่พระวจนะเรียกว่า “ดินดี” – คนที่จะทำให้ครอบครัวของพระเจ้าเจริญขึ้นในแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ถ้าผมได้เจอคนแบบนี้เมื่อไหร่ ผมจะวางแผนพบเขาให้บ่อยขึ้น จะทุ่มเทลงทุนเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของพวกเขา
ผมจะสอนบทเรียนใหม่ๆ เช่น บัพติศมาและวิธีตั้งกลุ่ม 3 - 3 เพื่อพวกเขาจะสามารถเริ่มต้นสร้างครอบครัวฝ่ายวิญญาณได้ โดยเริ่มที่กลุ่มคนที่เขานำมาเชื่อในพระเยซู
เพราะว่าพวกเขามีความสัตย์ซื่ออย่างมาก ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะแบ่งปันให้พวกเขาได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วดูว่าพระเจ้าจะทรงทำอะไรต่อไป ค่อย ๆ ก้าวทีละก้าว! ให้โอกาสพวกเขาได้ศึกษา เชื่อฟังและแบ่งปันสิ่งที่เขารู้
ผมจะอธิษฐานเผื่อเขาบ่อยๆ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงอนุญาตให้ผมได้แบ่งปันและเรียนรู้ไปกับพวกเขาและขอพระองค์จะประทานพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้แก่พวกเขาเสมอ
การเป็นสาวกแบบลูกเป็ด
ยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่การอบรมซูเม่
ในบทเรียนนี้ เราจะได้เรียนรู้ว่าฝูงลูกเป็ดที่กำลังหัดเดินเตาะแตะจะช่วยเราให้เข้าใจหลักการที่สำคัญที่สุดสองข้อในการสร้างสาวกได้อย่างไร
คุณเคยเห็นเป็ดเดินตามกันมั๊ย?
ไม่ว่าคุณจะอยู่ส่วนใดของโลก คุณจะเห็นภาพเดียวกันคือ
แม่เป็ดเดินนำและลูกเป็ดเดินตามหลังเป็นแถวเรียงหนึ่ง
แม่เป็ดนำ ลูกเป็ดตัวน้อยตาม
แต่หากคุณมองดูให้ดี คุณจะได้เห็นอะไรอีกอย่างหนึ่ง
จริง ๆ แล้วลูกเป็ดแต่ละตัวกำลังทำสองบทบาทในเวลาเดียวกัน
ลูกเป็ดแต่ละตัวคือ ผู้ตาม เพราะมันกำลังติดตามแม่เป็ดหรือลูกเป็ดตัวที่เดินอยู่ข้างหน้า
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง -
ลูกเป็ดตัวน้อยแต่ละตัวก็เป็นผู้นำด้วย เพราะมันกำลังนำลูกเป็ดตัวอื่นที่เดินตามหลังมา
ลูกเป็ดเหล่านี้เป็นผู้ตามหรือผู้นำกันแน่
คำตอบคือ ทั้งสองอย่าง!
นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมการ “ออกเดิน” ของเป็ดจึงมีความเกี่ยวข้องกับการสร้างสาวก
พระเจ้าปรารถนาให้ครอบครัวของพระองค์ขยายออกไปอย่างมากมาย พระองค์จึงทรงคาดหวังว่าผู้ตามทุกคนจะเป็นผู้นำ ผู้เชื่อทุกคนจะเป็นนักแบ่งปัน และสาวกทุกคน จะเป็นผู้สร้างสาวกในเวลาเดียวกัน
หนึ่งในหลุมพรางที่เราในฐานะสาวกและผู้สร้างสาวกตกลงไปคือ ความเชื่อผิดที่ว่า เราต้องรู้ทุกอย่าง หรืออย่างน้อยก็ต้องรู้ให้มาก ก่อนที่จะบอกหรือสอนคนอื่นได้
แต่การสร้างสาวกไม่ใช่แบบนั้น
สาวกก็เป็นเหมือนลูกเป็ด การจะเป็นผู้นำไม่ได้หมายความว่าต้องรู้ทุกอย่าง มันแค่ต้องอยู่ข้างหน้าตัวอื่นหนึ่งก้าว
พระเจ้าทรงปรารถนาให้ครอบครัวของพระองค์เติบโตในด้านความสัตย์ซื่อ – พระองค์จึงทรงคาดหวังว่าผู้นำทุกคนจะเป็นผู้ตาม ผู้แบ่งปันทุกคนจะเป็นผู้เชื่อ และผู้สร้างสาวกทุกคนจะเป็นสาวก – ในเวลาเดียวกันด้วย
หลุมพรางอีกอย่างหนึ่งที่เราในฐานะสาวกและผู้สร้างสาวกตกลงไปคือ ความเชื่อผิดที่ว่า มีใครคนหนึ่งอยู่ที่แห่งหนึ่ง สักแห่งที่รู้ทุกอย่าง และถ้าเราเพียงแต่หาเขาให้เจอและติดตามเขา เท่านั้นก็เรียบร้อย
แต่การสร้างสาวกก็ไม่ใช่อย่างนั้นด้วย
ในอาณาจักรของพระเจ้า มี ”แม่เป็ด” เพียงแค่ตัวเดียวที่เราทุกคนติดตาม – นั่นคือ พระเยซูคริสต์
ไม่ใช่มิชชันนารี ไม่ใช่ศิษยาภิบาล ไม่ใช่อาจารย์สอนพระคริสตธรรม แต่เป็นพระเยซูเพียงองค์เดียวที่คู่ควรให้เราเชื่ออย่างหมดใจ
พวกเราที่เหลือกำลังอยู่ในกระบวนการ
เราสามารถเดินตามผู้ที่อยู่ใกล้พระเยซูมากกว่าเรา และเราสามารถนำผู้ที่อยู่ข้างหลังเราได้ แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งไหน ตาของเราและใจของเรา ควรจับจ้องไปยัง องค์พระเยซูเสมอ
ในพระคัมภีร์ เปาโล ผู้เขียนพระธรรมในพันธสัญญาใหม่หลายเล่ม และเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรในยุคแรกหลายแห่ง ท่านไม่ได้เขียนแค่ว่า จงทำตามอย่างข้าพเจ้า! แต่ท่านเขียนว่า “จงทำตามอย่างข้าพเจ้าเหมือนที่ข้าพเจ้าทำตามแบบอย่างของพระคริสต์!”
เปาโลรู้ในสิ่งที่ลูกเป็นทุกตัวรู้ และสาวกทุกคนควรรู้นั่นคือ ผู้นำทุกคนในอาณาจักร ของพระเจ้าจะต้องเป็นผู้ตาม และเราทั้งหมดติดตามพระเยซู
ในพระคัมภีร์ เปาโลยังได้เขียนไว้ด้วยว่า: “สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้ยินข้าพเจ้าพูดต่อหน้าพยานหลายคนจงมอบหมายแก่ผู้ที่เชื่อถือได้ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะสอนผู้อื่นด้วย”
เปาโลรู้ในสิ่งที่ลูกเป็ดทุกตัวรู้ และสาวกทุกคนควรรู้นั่นคือ ผู้ตามทุกคนในอาณาจักรของพระเจ้าจะต้องเป็นผู้นำด้วย และเราทุกคนควรนำตามแบบอย่างพระเยซู คือยอมสละชีวิตของเราเพื่อผู้อื่น
หากเราอยากเห็นครอบครัวของพระเจ้าขยายออกไปและเติบโตในความสัตย์ซื่อ เราต้องมองการสร้างสาวกเป็นเหมือนกับลูกเป็ด คือ เป็นผู้ตามและผู้นำในเวลาเดียวกัน
ดวงตาที่มองเห็นว่าแผ่นดินของพระเจ้าไม่อยู่ที่ไหน
ในบทเรียนนี้ เราจะมาเรียนรู้ว่าสาวกจะทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วได้ เมื่อเขาเห็นว่ายังมีที่ใดที่แผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ตั้งอยู่
ในความเป็นมนุษย์ เราคิด มุ่งความสนใจและทำงานเพื่อสิ่งที่เรามองเห็น เราเรียกมันว่าความเป็นจริง ตามอย่างที่มันเป็น แต่แผ่นดินของพระเจ้าจะเติบโตรวดเร็วกว่ามากเมื่อเราให้ความสนใจในสิ่งที่ตามองไม่เห็น สิ่งที่ยังไม่มี หรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น
มีหลายแห่งบนโลกรอบตัวเราที่พระประสงค์ของพระเจ้ายังไม่สำเร็จเหมือนอย่าง ในสวรรค์ มีช่องว่างขนาดมหึมาที่ทำให้ความแตกสลาย ความเจ็บปวด การข่มเหง การทนทุกข์ และกระทั่งความตายได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
สาวกทุกคน คือทุกคนที่ติดตามพระเยซูจำเป็นต้องมองให้เห็นทั้งที่ที่อาณาจักรของ พระเจ้าตั้งอยู่แล้ว และที่ที่อาณาจักรของพระเจ้ายังไม่ได้มาตั้งอยู่
การขยายอาณาจักรของพระเจ้าคือการเข้าไปในช่องว่างและที่มืดเหล่านั้นแล้วทำการปิดรอยแยกนำแสงสว่างและชีวิตเข้าไปในขณะที่เราอยู่บนโลกนี้
มีสองทางที่เราจะมองเห็นว่าที่ไหนที่แผ่นดินของพระเจ้ายังไม่ได้มาตั้งอยู่ นั่นคือ ผ่านทางคนที่เรารู้จัก และผ่านทางคนที่เรายังไม่เคยพบ
ทางแรกคือผ่านทางคนที่เรารู้จัก ได้แก่ - ความสัมพันธ์ที่ดำเนินอยู่ระหว่างเพื่อนฝูง ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนบ้านและอื่น ๆ
นี่คือวิธีเผยแพร่เรื่องราวของพระเจ้าที่เร็วที่สุด เรารักและห่วงใยคนเหล่านี้เพราะเรารู้จักพวกเขาแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติ
พระเยซูทรงเล่าถึงเศรษฐีผู้เห็นแก่ตัวที่ลำพองในชีวิตและเวลานี้ได้รับโทษอยู่ในนรก เขาวิงวอนให้ส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนเขา เพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่ต้องมาที่ทรมานนี้ด้วย
พระเยซูแสดงให้เราเห็นว่า แม้แต่คนที่เห็นแก่ตัว และคนที่มีความทุกข์ก็มีความรักความเป็นห่วงต่อคนที่ใกล้ชิดกับพวกเขา
พระเจ้าทรงวางคนที่เรารู้จักไว้ในชีวิตเรา เพราะพระองค์ทรงรักเราและทรงอยากให้เรารักพวกเขา เราต้องเป็นผู้อารักขาที่ดีในความสัมพันธ์เหล่านั้น และกระทำด้วยความรัก ความอดทนและไม่ลดละ
สาวกจะทวีจำนวนมากขึ้นเมื่อพวกเขาห่วงใยผู้ที่พระเจ้านำให้มาอยู่รอบตัวพวกเขา และเตรียมที่จะทำอะไรบางอย่าง
คุณสามารถช่วยสาวกให้ห่วงใยผู้อื่นมากขึ้น และเตรียมแผนการง่าย ๆ เพื่อเพิ่มจำนวนสาวกได้ในไม่กี่ขั้นตอน
ดังวิธีต่อไปนี้ - ให้เขาเขียนรายชื่อคนที่เขารู้จักมา 100 คน แบ่งรายชื่อนั้นออกเป็นสามประเภท
สำหรับผู้ที่ติดตามพระเยซู – สาวกสามารถเตรียมและหนุนใจพวกเขาให้เกิดผลและสัตย์ซื่อยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดตามพระเยซู – สาวกสามารถเรียนรู้ที่จะแบ่งปันและแนะนำให้พวกเขารู้จักพระเจ้าแห่งความรักได้
สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าติดตามพระเยซูหรือไม่ ให้สาวกใช้เวลาและทำความรู้จักพวกเขามากขึ้น
อีกทางหนึ่งที่จะมองเห็นได้ว่าอาณาจักรของพระเจ้ายังไม่ได้มาตั้งอยู่ที่ใด ผ่านคนที่เรายังไม่เคยพบ
คนเหล่านี้คือคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับเรา – คนที่เราไม่รู้จัก เพื่อนบ้านที่เราเคยแค่กล่าวคำ สวัสดี นักธุรกิจที่เราเดินผ่านตามถนน คนแปลกหน้าในหมู่บ้าน เมือง หรือจังหวัดที่เรายังไม่เคยไป
พระเยซูตรัสว่า – จงสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวก
พระเยซูตรัสว่า – ท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก
การเล่าให้คนที่เรารู้จักฟังเป็นการเผยแพร่เรื่องราวของพระเจ้าที่รวดเร็วที่สุด
การเล่าให้คนที่เรายังไม่รู้จักฟัง เป็นการเผยแพร่เรื่องราวของพระเจ้าออกไปไกลที่สุด
หากเรารักและห่วงใยคนเหล่านั้นที่เราไม่รู้จัก นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่เป็นมาจาก พระเจ้าและแสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในชีวิตของเรา
ความโปรดปรานของพระเจ้าอยู่เหนือคนเล็กน้อยที่สุด คนสุดท้าย และคนที่หลงหายเหล่านี้คือคนที่พระเจ้าทรงเทใจให้ครั้งแล้วครั้งเล่า
หากเราต้องการเป็นเหมือนพระเจ้า เราต้องลงทุนชีวิตกับคนเหล่านี้
พระเจ้าทรงบัญชาให้เราออกไปประกาศ และการออกไปไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่อยู่ใกล้เราเท่านั้น แต่หมายรวมถึงคนเหล่านั้นที่อยู่ในความตกต่ำฝ่ายจิตวิญญาณ คนที่อาจยังไม่เคยแม้แต่ได้ยินชื่อของพระเยซู
พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า - “พระเจ้าทรงเป็นปฏิปักษ์กับคนเหล่านั้นที่ถือตัวจองหอง แต่พระองค์ทรงสำแดงพระคุณแก่คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน”
ในฐานะผู้ติดตามพระเยซู เราต้องทำเหมือนที่พระเจ้าทรงทำ คือ แสดงพระคุณแก่คนที่ใจถ่อม คนสิ้นหวัง และคนที่หลงหาย
สาวกจะทวีจำนวนเมื่อพวกเขาห่วงใยคนที่พระเจ้าทรงนำเข้ามาในชีวิตของเขา
สาวกจะทวีจำนวนมากยิ่งขึ้นเมื่อพวกเขาห่วงใยคนที่อยู่ไกลออกไป แต่อย่างไรก็ดี พวกเขาจำเป็นต้องมีแผน
คุณสามารถช่วยสาวกให้ห่วงใยผู้อื่นและวางแผนง่าย ๆ เพื่อเพิ่มจำนวนสาวกโดยการฝึกพวกเขาให้มองหาคนที่ได้รับการเตรียมจากพระเจ้า เพื่อให้ได้ยินข่าวประเสริฐ
พระเยซูตรัสว่า - “ถ้าจะเข้าไปในเรือนใด ๆ จงพูดก่อนว่า “ให้ความสุขมีแก่เรือนนี้เถิด” ถ้าลูกแห่งสันติสุขอยู่ที่นั่น สันติสุขของท่านจะอยู่กับเขา ถ้าหากไม่ สันติสุขของท่าน จะกลับอยู่กับท่านอีก”
เราเรียกคนที่ได้รับการเตรียมจากพระเจ้าเพื่อให้ได้ยินข่าวประเสริฐว่า บุคคลแห่งสันติ – คือคนที่ตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้า และสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังและแบ่งปันกับผู้อื่น
ในที่ ๆ เรารู้จักคนน้อย แทนที่เราจะแบ่งปันกับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมชั้นเรียน และเพื่อนบ้านของเรา เราจะฝึกบุคคลแห่งสันติให้เป็นผู้แบ่งปันแก่คนรอบตัวของเขาแทน
แต่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อเราให้ความสนใจแก่คนที่สัตย์ซื่อ โปรดจำไว้ว่าความสัตย์ซื่อสำแดงออกด้วยการเชื่อฟังในสิ่งที่พระเจ้าทรงบอกและแบ่งปันให้ผู้อื่นได้รู้
ผู้สัตย์ซื่อที่เชื่อฟังและแบ่งปันก็เป็นเหมือนดินดีที่พระเยซูทรงตรัสไว้
พระเยซูตรัสว่า – เมล็ดบางส่วนตกที่ดินดีแล้วงอกงามจำเริญขึ้น เกิดผลสามสิบเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง ร้อยเท่าบ้าง
คนสัตย์ซื่อหนึ่งคนที่เชื่อฟังและแบ่งปันทำให้เกิดมีคนอีกมากมายที่ต้องการรู้จักพระเยซูมากขึ้น
การเปิดตาของเราเพิ่ม มองว่าที่ใดที่อาณาจักรของพระเจ้ายังไม่ได้มาตั้งอยู่ และการประกาศข่าวประเสริฐผ่านคนที่เรารู้จักและคนที่เรายังไม่รู้จัก คือวิธีที่จะทำให้สาวก ทวีจำนวนเพิ่มขึ้นและแผ่นดินของพระเจ้าขยายออกไปไกลและรวดเร็ว
อาหารค่ำมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้า
ชุดเครื่องมือ Zume อาหารค่ำมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระเยซูตรัสว่า- “เราเป็นอาหารดำรงชีวิตซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าใครกินอาหารนี้ คนนั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อชีวิตของโลกนั้น ก็คือเลือดเนื้อของเรา” ศีลมหาสนิท หรือ “มื้ออาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้า” เป็นวิธีการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของเรา และความสัมพันธ์อันยั่งยืนกับพระเยซู นี่คือวิธีง่าย ๆ ในการเฉลิมฉลอง เมื่อคุณมารวมตัวกันในฐานะสาวกพระเยซู ใช้เวลาใคร่ครวญอย่างเงียบๆ พิจารณาและสารภาพบาปของคุณอย่างเงียบ ๆ ให้ใครสักคนอ่านข้อความนี้จากพระคัมภีร์ -- เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้ามอบไว้กับพวกท่านนั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือในคืนที่เขาทรยศพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงหยิบขนมปัง เมื่อขอบพระคุณแล้ว จึงทรงหัก และตรัสว่า “นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงทำอย่างนี้เพื่อระลึกถึงเรา” (1 โครินธ์ 11:23-24) แจกขนมปังที่คุณจัดไว้สำหรับกลุ่มของคุณ และรับประทาน อ่านต่อ -- “หลังจากรับประทานอาหารแล้ว พระองค์ทรงหยิบถ้วยด้วยอากัปกิริยาเดียวกัน ตรัสว่า “ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา จงทำอย่างนี้ คือเมื่อใดที่พวกท่านดื่มจากถ้วยนี้ จงดื่มเพื่อระลึกถึงเรา” (1 โครินธ์ 11:25) แบ่งน้ำผลไม้หรือไวน์ที่คุณเตรียมไว้สำหรับกลุ่มของคุณและดื่ม อ่านต่อให้จบ-- “เพราะว่าเมื่อใดที่พวกท่านกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา” (1 โครินธ์ 11:26) คุณได้ร่วมแบ่งปันในมื้ออาหารค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้า ร่วมเฉลิมฉลองด้วยการอธิษฐานหรือร้องเพลง - คุณเป็นของพระองค์ และพระองค์เป็นของคุณ! อาหารค่ำมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ศีลระลึกอันศักดิ์สิทธิ์จากคริสตจักรแรก และเป็นส่วนสำคัญของชุดเครื่องมือ Zume
ร่วมฉลองอาหารค่ำมื้อสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้า
เนื้อหา:
ร่วมฉลองด้วยการอธิษฐานหรือร้องเพลง คุณได้ร่วมรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายของพระเจ้าแล้ว คุณเป็นของพระองค์ และพระองค์ก็เป็นของคุณ!
แนวคิดที่ได้ยินในส่วนนี้:
เครื่องมือที่ได้ยินในส่วนนี้:

ให้ผู้เข้าร่วมและวิทยากรทุกคนเช็คอิน
หรือ zume.training/checkin และใช้รหัส: 3455
อธิษฐานและขอบคุณพระเจ้าสำหรับวิธีที่พระองค์ทรงทำผ่านคำพยานของผู้คนของพระองค์ เชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ให้ทรงนำเวลาที่คุณอยู่ด้วยกัน
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือเหล่านี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
การเดินอธิษฐาน
ชุดเครื่องมือ Zume การเดินอธิษฐาน พระวจนะของพระเจ้าบอกว่าเราควร “วิงวอน อธิษฐาน ทูลขอ และขอบพระคุณเพื่อทุกคน เพื่อกษัตริย์ทั้งหลายและทุกคนที่มีตำแหน่งสูง เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสงบและมีสันติ ในทางพระเจ้า และเป็นที่นับถือ การกระทำเช่นนี้เป็นการดี และเป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของเรา พระองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอด และรู้ความจริง” การเดินอธิษฐานเป็นวิธีง่าย ๆ ในการเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าเพื่ออธิษฐานเพื่อคนอื่น การเดินอธิษฐานเป็นเหมือนกับ การอธิษฐานต่อพระเจ้าขณะที่เดิน แทนที่จะหลับตาและก้มหัวลง เรากลับลืมตาต่อความต้องการที่เราเห็นรอบตัวเรา และขอน้อมใจอธิษฐานด้วยความถ่อมตนให้พระเจ้าทรงเข้ามาแทรกแซง คุณสามารถเดินอธิษฐานเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-3 คนได้ หรือคุณสามารถเดินอธิษฐานได้ด้วยตัวเอง ถ้าคุณไปเป็นกลุ่ม ก็ลองให้ทุกคนอธิษฐานออกเสียง การสนทนากับพระเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่ทุกคนเห็น และความต้องการที่พระเจ้าทรงนำมาสู่จิตใจเขา ถ้าจะไปคนเดียวก็อธิษฐานเงียบ ๆ หรือออกเสียงดัง ๆ ถ้าคุณอธิษฐานร่วมกับใครก็ตามที่คุณพบระหว่างทาง นี่คือสี่วิธีที่คุณสามารถรู้ว่าควรอธิษฐานเรื่องอะไร ระหว่างการเดินอธิษฐานของคุณ: การสังเกต -- คุณเห็นอะไร? ถ้าคุณเห็นของเล่นของเด็กอยู่ในสนามหญ้า คุณอาจได้รับการกระตุ้นให้อธิษฐานเพื่อเด็ก ๆ ในละแวกบ้าน สำหรับครอบครัวหรือสำหรับโรงเรียนในพื้นที่ ค้นคว้า -- คุณรู้อะไรบ้าง? ถ้าคุณได้อ่านเกี่ยวกับละแวกนี้ คุณอาจจะรู้บางอย่างเกี่ยวกับผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น หรือถ้าพื้นที่นั้นประสบปัญหาอาชญากรรมหรือความอยุติธรรม อธิษฐานเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้และขอให้พระเจ้าทรงกระทำ การเปิดเผย-- พระวิญญาณบริสุทธิ์อาจกระตุ้นใจคุณ หรือนำความคิดมาสู่จิตใจเพื่อความต้องการหรือหัวข้อการอธิษฐานโดยเฉพาะ ฟัง-และอธิษฐาน! พระคัมภีร์ - คุณอาจเคยอ่านพระวจนะของพระเจ้าบางส่วน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินของคุณ หรือขณะที่คุณเดิน พระวิญญาณบริสุทธิ์อาจนำพระคัมภีร์มาสู่ความคิดของคุณ อธิษฐานเกี่ยวกับข้อความนั้น และวิธีที่ข้อความนั้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่นั้น นี่คือห้ารายการที่ทรงอิทธิพล ซึ่งคุณสามารถเน้นระหว่างการเดินอธิษฐาน: รัฐบาล - ลองค้นหาและอธิษฐานที่ศูนย์ราชการ เช่น ศาล อาคารคณะกรรมาธิการ หรือสำนักงานบังคับใช้กฎหมาย อธิษฐานในเรื่องที่จะขอความคุ้มครอง เพื่อความยุติธรรม และเพื่อพระปัญญาของพระเจ้าแก่บรรดาผู้นำ ธุรกิจและการค้า - แสวงหาและอธิษฐานเกี่ยวกับศูนย์กลางธุรกิจ เช่น ย่านการเงิน หรือแหล่งช้อปปิ้ง อธิษฐานให้การลงทุนเป็นไปอย่างถูกต้องและการจัดการทรัพยากรอย่างดี อธิษฐานให้เกิดความยุติธรรมทางเศรษฐกิจและโอกาส และสำหรับคนที่ให้ด้วยใจกว้างและเลื่อมใสในพระเจ้า คนที่ให้ความสำคัญกับผู้คนก่อนผลกำไร การศึกษา - ค้นหาและอธิษฐานเพื่อศูนย์การศึกษา เช่น โรงเรียน และอาคารบริหาร ศูนย์ฝึกอบรมอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน และมหาวิทยาลัย อธิษฐานให้ครูผู้ชอบธรรมสอนความจริงของพระเจ้า และปกป้องจิตใจของลูกศิษย์ของตน ขอพระเจ้าช่วยแทรกแซงในทุกความพยายามที่ส่งเสริมการโกหกหรือความสับสน อธิษฐานให้สถานที่เหล่านี้ส่งพลเมืองที่มีปัญญา ผู้มีจิตใจใฝ่รับใช้และนำทาง การสื่อสาร - ค้นหาและอธิษฐานเพื่อศูนย์การสื่อสาร เช่น สถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ และผู้จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ อธิษฐานเพื่อเรื่องราวของพระเจ้าและคำพยานของผู้ติดตามพระองค์ ที่จะแพร่กระจายไปทั่วเมืองและทั่วโลก อธิษฐานให้ข้อความของพระองค์ถูกส่งถึง โดยผ่านสื่อกลางของพระองค์ไปยังผู้คนมากมายของพระองค์ และประชากรของพระเจ้าทุกแห่งจะได้เห็นการงานของพระเจ้า ด้านวิญญาณ - ค้นหาและอธิษฐานเพื่อศูนย์จิตวิญญาณ เช่นอาคารโบสถ์ มัสยิด หรือวัด อธิษฐานให้ผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณทุกคนจะพบความสงบและความสบายใจในพระเยซู และอย่าให้สับสนหรือไขว้เขวไปกับศาสนาเท็จใด ๆ สุดท้ายนี้ นี่คือห้าวิธีที่คุณสามารถอธิษฐานเผื่อผู้คนที่คุณพบเจอ ระหว่างการเดินอธิษฐานของคุณ: ขณะที่คุณเดินและอธิษฐาน จงตื่นตัวเพื่อโอกาส และรับฟังการกระตุ้นเตือนจากพระวิญญาณของพระเจ้า เพื่ออธิษฐานให้กับบุคคลและกลุ่มคนที่คุณพบเจอระหว่างทาง คุณสามารถพูดได้ว่า “เรากำลังอธิษฐานเพื่อชุมชนนี้ มีอะไรที่เราสามารถอธิษฐานขอพรให้คุณเป็นพิเศษไหม” หรือพูดว่า "ฉันกำลังอธิษฐานเพื่อพื้นที่นี้" คุณรู้ไหมว่ามีอะไรเป็นพิเศษที่เราควรอธิษฐานขอ?” หลังจากฟังคำตอบของพวกเขาแล้ว คุณสามารถถามถึงความต้องการของเขาเองได้ ถ้าพวกเขาแบ่งปัน โปรดอธิษฐานให้พวกเขาทันที ถ้าพระเจ้าทรงนำ คุณอาจอธิษฐานเกี่ยวกับความต้องการอื่นได้เช่นกัน ใช้คำว่า BLESS เพื่อช่วยให้คุณจดจำ 5 วิธีในการอธิษฐานที่แตกต่างกัน: ร่างกาย (สุขภาพ) แรงงาน (งานและการเงิน) อารมณ์ (ขวัญกำลังใจ) สังคม (ความสัมพันธ์) จิตวิญญาณ ในกรณีส่วนใหญ่ ผู้คนจะรู้สึกขอบคุณที่คุณใส่ใจพอที่จะอธิษฐาน ถ้าคนนั้นไม่ใช่คริสเตียน คำอธิษฐานของคุณอาจเปิดประตูสู่การสนทนาทางด้านวิญญาณ และเป็นโอกาสที่จะแบ่งปันเรื่องราวของคุณและเรื่องราวของพระเจ้า คุณสามารถเชิญพวกเขาให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาพระคัมภีร์ได้ หรือแม้แต่จัดการศึกษาพระคัมภีร์ในบ้านของเขา ถ้าคนนั้นเป็นคริสเตียน คุณสามารถเชิญพวกเขาเข้าร่วมการเดินอธิษฐานของคุณได้ หรือฝึกให้พวกเขาเดินอธิษฐานได้ และใช้ขั้นตอนง่าย ๆ เช่น การอธิษฐานเพื่อด้านที่มีอิทธิพล หรือคำอธิษฐาน BLESS เพื่อให้ครอบครัวของพระเจ้าเจริญยิ่งขึ้น การเดินอธิษฐาน อีกหนึ่งเครื่องมือที่เรียบง่ายในชุดเครื่องมือ Zume
บุคคลแห่งสันติภาพ
ยินดีต้อนรับกลับเข้าสู่การอบรม ซูเม่
ในบทเรียนก่อนหน้านี้ เราได้พูดถึงบุคคลแห่งสันติ ในบทเรียนนี้ เราจะมาดูในรายละเอียดว่าคน ๆ นั้นน่าจะเป็นใคร และคุณจะทราบได้อย่างไรว่าคุณได้เจอเขาแล้ว บุคคลแห่งสันติสามารถช่วยสร้างสาวกได้อย่างรวดเร็วแม้ในที่ ๆ มีผู้ติดตามพระเยซู ไม่มากและอยู่อย่างกระจัดกระจาย
เมื่อพระเยซูทรงส่งสาวกของพระองค์ออกไปยังเมืองอื่นเพื่อสร้างสาวก พระบัญชาของพระองค์นั้นไม่ซับซ้อนแต่มีเป้าหมาย
พระเยซูตรัสว่า - อย่าเอาไถ้เงิน หรือย่าม หรือรองเท้าไป และอย่าคำนับผู้ใดตามทาง ถ้าจะเข้าไปในเรือนใด ๆ จงพูดก่อนว่า ‘ให้ความสุขมีแก่เรือนนี้เถิด’ ถ้าลูกแห่งสันติสุขอยู่ที่นั่น สันติสุขของท่านจะอยู่กับเขา ถ้าหาไม่ สันติสุขของท่านจะกลับอยู่กับท่านอีก จงอาศัยอยู่ในเรือนนั้น กินและดื่มของซึ่งเขาจะให้นั้น ด้วยว่าผู้ทำงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน อย่าเที่ยวจากเรือนนี้ไปเรือนโน้น
ทั้งหมดนี้หมายความว่าอะไร?
เมื่อเราคิดถึงการสร้างสาวก เราอาจคิดถึงสิ่งเหล่านี้ก่อน คือ เราต้องจัดการเรื่องเงินให้เรียบร้อย เลือกกลุ่มเป้าหมาย และวางแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน หากพระเยซูตรัสว่า – “ไป!” เราก็ควรจะ “ไป” และอย่าหยุด ประกาศกับทุกคน! ในทุกที่! และทุกเวลา!
แต่ในคำสั่งของพระเยซู ดูเหมือนพระองค์จะเป็นห่วงเรื่องเงินและแผนการน้อยมาก แต่ทรงเป็นห่วงเรื่องเป้าหมายมากกว่า
พระเยซูต้องการให้สาวกของพระองค์มองหา และลงทุนใน บุคคลแห่งสันติ
เมื่อคุณต้องการสร้างสาวกในที่ ๆ มีสาวกไม่มาก หรืออาจไม่มีเลย การมองหาบุคคลแห่งสันติน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรทำ
บุคคลแห่งสันติคือ:
ในพระคัมภีร์ เราเห็นว่าพระเยซูและสาวกของพระองค์ได้พบกับหลายคนที่เป็นบุคคลแห่งสันติในเหตุการณ์ที่น่าประหลาดอยู่สักหน่อย
ในเมืองเกราซา พระเยซูทรงพบกับชายที่ถูกผีโสโครกสิง เขาอยู่ตัวคนเดียวและถูกล่ามโซ่ เราคงไม่คาดคิดว่าคน ๆ นี้จะเป็นบุคคลแห่งสันติ แต่เขาเปิดใจฟังพระเยซู เขายอมให้พระเยซูเข้าไปในที่ ๆ เขาอาศัยอยู่ เขาเป็นที่สนใจและสามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาหาเขาได้ แม้จะเป็นเพราะพฤติกรรมรุนแรงของเขาก็ตาม และพระเยซูทรงพบว่า เขาเป็นคนสัตย์ซื่อและประกาศเรื่องของพระองค์ ให้แก่ครอบครัว ชุมชน และประเทศของเขาได้ฟัง จนเมื่อพระเยซูทรงกลับไปยังที่นั่นอีกครั้ง ฝูงชนมารวมตัวกัน ตื่นเต้นที่ได้เห็นชายผู้ที่พวกเขาได้ยินเรื่องราวมามากมาย
ในสะมาเรีย พระเยซูทรงพบหญิงคนหนึ่งที่บ่อน้ำ เธอเปิดใจรับฟังพระองค์ แสดงความโอบอ้อมอารีย์และตอบรับคำขอน้ำดื่มของพระเยซู เราได้รู้ว่าหญิงนี้มีสามีห้าคนและได้อาศัยอยู่กับชายอีกคนหนึ่ง สำหรับเมืองเล็ก ๆ เราแน่ใจได้เลยว่ามีคนรู้จักเธออย่างแน่นอน และหลังจากที่พระเยซูสนทนากับเธอแล้ว เธอแสดงความสัตย์ซื่อและรีบไปเล่าให้คนมากมายฟัง จนคนทั้งหลายมาขอให้พระเยซูประทับอยู่กับเขาและสอนพวกเขา และพระองค์ทรงทำเช่นนั้น
ถ้าอย่างนั้น หากว่าบุคคลแห่งสันติสามารถอยู่ที่ไหนก็ได้ ทำอาชีพอะไรก็ได้ และอาจเป็นใครก็ได้ที่เรารู้จักหรือได้พบ เราจะหาเขาเจอได้อย่างไร?
ต่อไปนี้เป็นวิธีง่าย ๆ สามประการ
เราขอคำแนะนำจากคนในชุมชน เช่น คนที่ได้รับความไว้วางใจที่นี่คือใคร? ที่นี่มีใครที่คิดถึงคนอื่นก่อนตนเอง? หากมีชื่อใดที่เราได้ยินซ้ำ ๆ ก็ให้เราหาทางไปพบพวกเขา เล่าเรื่องความคิดฝ่ายวิญญาณให้เขาฟัง และดูว่าพวกเขาจะเปิดใจฟังและเล่าต่อหรือไม่
เราเสนอตัวที่จะ อธิษฐานเผื่อคนที่เราพบ ขณะที่เดินอธิษฐาน ในที่ทำงาน ในการแข่งกีฬา หรือที่ใดก็ตามที่มีโอกาส จากนั้นให้การอธิษฐานนำเข้าสู่การพูดคุยกันเรื่องจิตวิญญาณ
เราพูดเรื่องฝ่ายวิญญาณทุกครั้งที่เราพูดคุยกับคนอื่น และดูว่าพระเจ้ากำลังทำงานในชีวิตของคน ๆ นั้นหรือไม่ หากพวกเขาเปิดใจ เราจะถามว่าเขายินดีจะรวบรวมคนเพื่อมาคุยกันเพิ่มเติมหรือไม่
ขอคำแนะนำ เสนอตัวอธิษฐานเผื่อ พูดเรื่องฝ่ายวิญญาณ นี่คือวิธีที่เราจะเริ่มต้นค้นหาบุคคลแห่งสันติ
และไม่ว่าเราจะพบพวกเขาด้วยวิธีใด อย่าลืมว่าพระเยซูตรัสว่าบุคคลแห่งสันติเป็นคนที่เราควรจะทุ่มเทเวลาในการสร้างสาวกให้มากที่สุด
เรามักจะคิดว่า การใช้เวลาของเราอย่าง “ชอบธรรม” ที่สุดคือการให้เวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน แต่พระเยซูตรัสและแสดงให้เราเห็นว่า พระองค์ไม่ได้ต้องการให้เรามีความสัมพันธ์เพียงผิวเผินกับทุกคนแต่ให้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับบางคน
บ่อยครั้งที่มีกลุ่มฝูงชนมาเฝ้าพระเยซู แต่พระคัมภีร์บันทึกไว้ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า พระองค์ทรงเลี่ยงจากฝูงชนเพื่อใช้เวลาส่วนใหญ่กับสาวกสิบสองคนที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากที่สุด
ยังมีหลายครั้งที่พระเยซูทรงใช้เวลากับสาวกแค่สามคนมากกว่าสาวกคนอื่น ๆ
พระเยซูทรงมีฤทธิ์เดช มีกำลัง มีสิทธิอำนาจ วินัย สติปัญญา ความรอบรู้ ความเข้าใจ และพระเมตตาที่เหนือกว่าเรามาก แต่พระองค์ยังเลือกที่จะลงทุนใช้เวลาลึกซึ้งกับคนเพียงไม่กี่คนและสอนให้สาวกทำเหมือนกัน ฉะนั้น ไม่ควรหรือที่เราจะเชื่อฟังและบอกต่อถึงแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมนี้?
บุคคลแห่งสันติ
ไม่ใช่ว่าเราจะหาพวกเขาพบได้อย่างง่าย ๆ ในหนึ่งพันคนอาจมีแค่คนเดียว พวกเขาเป็นเหมือนขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้ที่ควรค่าแก่การตามหา เพราะคุณค่าที่พวกเขามีต่อการขยายครอบครัวของพระเจ้านั้นประเมินค่ามิได้
ฝึกปฏิบัติคำอธิษฐาน B.L.E.S.S.
เนื้อหา:
รูปแบบการอธิษฐาน BLESS มี 5 วิธีในการอธิษฐานเพื่อผู้คนที่คุณพบเจอได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กำลังอธิษฐานอยู่
การเดินอธิษฐาน
เนื้อหา:
ก่อนที่คุณจะออกไปทำกิจกรรมการเดินอธิษฐาน อย่าลืมอธิษฐานกับกลุ่มของคุณเพื่อยุติเวลาที่อยู่ร่วมกัน
ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักผู้ที่หลงหาย คนสุดท้ายและคนต่ำต้อยที่สุด – รวมถึงพวกเราด้วย
ขอให้พระองค์เตรียมใจคุณและใจของคนที่คุณจะพบระหว่างการเดินของคุณให้พร้อมที่จะเปิดรับงานของพระองค์
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือนี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
ความซื่อสัตย์
ในบทเรียนนี้ เราจะมาเรียนรู้ว่าความสัตย์ซื่อคือตัวชี้วัดความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณที่ดียิ่งกว่าความรู้และการเรียนหรือฝึกฝน ในทุกวันนี้ มีความคิดสองอย่างที่สร้างปัญหามากมายในคริสตจักร
ความคิดแรกคือ ความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณขึ้นอยู่กับความรู้ในพระวจนะของ พระเจ้า
พวกเขาทำราวกับว่าความเชื่อที่ถูกต้อง หรือหลักข้อเชื่อ เป็นตัววัดความเชื่อที่ดี
ความคิดที่สองคือ ความสามารถในการเป็นผู้นำเกิดจากการได้ “เรียนและฝึกอย่างเต็มที่” ก่อนจะเริ่มทำพันธกิจได้ พวกเขาทำราวกับว่า ความรู้ที่ครบถ้วน เป็นตัววัดความสามารถในการรับใช้ที่ดี
ปัญหาของความคิดแรกที่เชื่อถือในหลักข้อเชื่อ หรือ “ความเชื่อที่ถูกต้อง” คือ ตัวซาตานเองรู้จักพระวจนะมากกว่ามนุษย์ทุกคน พระวจนะบอกว่า “ท่านเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นหนึ่ง นั่นก็ดีอยู่แล้ว แม้พวกปีศาจก็เชื่อ และกลัวจนตัวสั่น”
ตัวชี้วัดที่ดีกว่าที่จะบอกว่าใครเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายจิตวิญญาณ คือ การปฏิบัติที่ถูกต้อง
เราควรให้ความสำคัญเรื่องความสัตย์ซื่อในการเชื่อฟังและการประกาศมากกว่า จะวัดความเป็นผู้ใหญ่จากความรู้เท่านั้น
ส่วนความคิดที่สองที่บอกว่า คนจะเป็นผู้นำได้ก็ต่อเมื่อได้เรียนและฝึกมาอย่างเต็มที่เสียก่อนเท่านั้น ปัญหาคือ ไม่มีใครที่จะเรียนรู้และฝึกฝนได้มากพอ
พระเยซูทรงทำให้เราเห็นเป็นตัวอย่าง โดยการส่งผู้นำหนุ่มที่ยังต้องเรียนรู้อีกมากให้ออกไปทำงานที่สำคัญที่สุด
พระวจนะกล่าวว่า “พระองค์ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกัน แล้วก็ประทานให้เขามีอำนาจเหนือผีทั้งปวง และรักษาโรคต่าง ๆ ให้หาย แล้วพระองค์ทรงใช้เขาไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า และรักษาคนเจ็บป่วยให้หาย”
คนหนุ่มเหล่านี้ถูกส่งออกไปก่อนที่เปโตรจะสำแดงความเชื่อว่าพระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอดเสียอีก ในขณะที่เรามักคิดว่า นี่ควรเป็นก้าวแรกของความเชื่อด้วยซ้ำไป และแม้หลังจากถูกส่งออกไปแล้ว พระเยซูยังได้ทรงตำหนิเปโตรอีกหลายครั้งเมื่อเขาทำผิด แถมต่อมาเปโตรก็ยังปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซู ส่วนสาวกคนอื่น ๆ ก็เถียงกันว่าใครจะเป็นใหญ่ที่สุด และใครจะมีตำแหน่งอะไรในแผ่นดินของพระเจ้า
พวกเขายังต้องเรียนรู้อีกมาก แต่พระเยซูก็ทรงให้พวกเขาออกไปเล่าและประกาศในสิ่งที่พวกเขารู้แล้ว เมื่อมีคนเริ่มติดตามพระเยซู สิ่งที่พวกเขามีได้ทันทีก่อนมีความรู้ คือ ความสัตย์ซื่อ
การตอบสนองต่อสิ่งที่เราได้รับรู้เป็นการแสดงถึงความสัตย์ซื่อ มากกว่าแสดงว่าเราได้รับการเรียนหรือฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
หากเราเชื่อฟังและแบ่งปัน ประกาศสิ่งที่เราได้ยินแก่ผู้อื่น เราก็เป็นคนสัตย์ซื่อ
หากเราได้ยิน แต่ปฏิเสธที่จะเชื่อฟังและแบ่งปันต่อ เราก็เป็นคนไม่สัตย์ซื่อ
ขณะที่เราเพิ่มจำนวนสาวกเป็นเท่าทวีคูณ ให้เราแน่ใจว่าเรากำลังวัดผลในสิ่งที่ถูกต้อง
ลองคิดถึงพระบัญญัติของพระเจ้าที่คุณรู้แล้ว คุณ “ซื่อสัตย์” แค่ไหนในการเชื่อฟังและแบ่งปันสิ่งเหล่านั้น
ประชุมกลุ่ม 3/3
ขอต้อนรับกลับเข้าสู่การอบรมซูเม่ ในบทเรียนนี้ เราจะมาเรียนรู้กันว่ากลุ่ม 3/3 เป็นวิธีการเข้ากลุ่มที่จะทำให้ผู้ติดตามพระเยซูได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้ติดตามพระเยซูอย่างใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
พระเยซูตรัสว่า - “ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหน ๆ ในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น” นี่เป็นพระสัญญาที่ยิ่งใหญ่ และเป็นสิ่งที่ผู้ติดตามพระเยซูทุกคนควรใช้ให้เกิดประโยชน์ แต่คำถามคือ เมื่อคุณมาร่วมกลุ่มกันแล้ว คุณควรใช้เวลาอย่างไร?
กลุ่ม 3/3 คือการเข้ากลุ่มที่มีการแบ่งเวลาออกเป็นสามช่วง เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มสามารถฝึกปฏิบัติตามพระบัญชาที่สำคัญยิ่งของพระเยซู
วิธีการเข้ากลุ่ม:
ในชั่วโมงนี้ กลุ่มของคุณจะได้จำลองการเข้ากลุ่ม 3/3 แบบย่อ เพื่อช่วยเตรียมคุณสำหรับการนำไปปฏิบัติจริง
จำที่เราเรียนเรื่องการหายใจฝ่ายวิญญาณได้มั๊ย? การหายใจเข้าคือการฟังพระเจ้า การหายใจออกคือการเชื่อฟังสิ่งที่ได้ยินและแบ่งปันต่อให้คนอื่น นั่นแหละคือเป้าหมายของกลุ่ม 3/3
การเข้ากลุ่ม 3/3 แบ่งเวลาออกเป็นสามช่วง เพื่อที่สมาชิกจะได้ฝึกการฟังพระเจ้า รวมทั้งการเชื่อฟังและแบ่งปันสิ่งสำคัญที่พระเยซูได้บัญชาไว้
การฝึกเข้ากลุ่มของเราในวันนี้จะใช้เวลาชั่วโมงกว่า ๆ และเราจะใช้เวลาในแต่ละขั้นตอนอย่างกระชับ หากกลุ่มของคุณหรือสมาชิกบางคนชอบอภิปรายแบบลงรายละเอียด คุณอาจต้องขอให้มีคนหนึ่งในกลุ่มคอยรักษาเวลาในแต่ละช่วงให้เหมาะสม
ในการเข้ากลุ่มจริง เราจะใช้เวลาในแต่ละขั้นตอนมากกว่านี้ แต่ในการฝึกวันนี้ ขอให้คุณระวังอย่าใช้เวลามากเกินไป และอย่าข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง – เพราะทุกขั้นตอนมีความสำคัญ
ขอให้จำไว้ว่า การเข้ากลุ่ม 3/3 มีเป้าหมายแตกต่างจากไม่ใช่การศึกษาพระคัมภีร์! ขอให้คุณใช้ประสบการณ์นี้เป็นโอกาสเพื่อเรียนรู้วิธีการเข้ากลุ่มแบบใหม่ เพื่อจะเห็นว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งดีอะไรไว้ให้ในการเข้ากลุ่มของคุณ
พร้อมมั๊ย? เริ่มกันเลย!
มองย้อนกลับ
เราจะใช้เวลาช่วงแรกนี้ในการมองย้อนกลับ โดยการแสดงความใส่ใจซึ่งกันและกันผ่านทางการขอบพระคุณพระเจ้า การเล่าถึงปัญหา และการอธิษฐานเผื่อสมาชิกในกลุ่ม เราจะถามสมาชิกแต่ละคนว่าได้มีโอกาสเชื่อฟังและแบ่งปันสิ่งที่เรียนรู้จากการเข้ากลุ่มครั้งที่แล้วหรือไม่?
ขั้นที่ 1 – “ขอบพระคุณ”
ให้เวลาแต่ละคนได้พูดถึงสิ่งที่พวกเขาอยากขอบคุณพระเจ้า กดหยุดวีดีโอไว้ที่ตรงนี้ก่อน...กดหรือยังครับ กดหยุดเลยครับ เพื่อให้ทุกคนในกลุ่มได้แบ่งปันสิ่งที่อยากขอบคุณพระเจ้า เสร็จแล้วค่อยกดเล่นวีดีโอต่อ
ขั้นที่ 2 – “เล่าถึงปัญหา” และ “อธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกัน”
ให้สมาชิกแต่ละคนเล่าถึงปัญหาของพวกเขาแบบย่อ ๆ โดยไม่ต้องลงรายละเอียดมากนัก เสร็จแล้วให้ใครคนหนึ่งในกลุ่มอธิษฐานเผื่อเรื่องดังกล่าว กดหยุดวีดีโอ เพื่อแบ่งปันและอธิษฐาน
ขั้นที่ 3 – “ทบทวนเป้าหมายของกลุ่ม”
ทุกครั้งที่มีการเข้ากลุ่ม คุณควรใช้เวลาเพื่อทบทวนเป้าหมายของการเข้ากลุ่มร่วมกัน นั่นคือ – เพื่อทุกคนจะรักพระเจ้า รักผู้อื่น เล่าเรื่องพระเยซู และช่วยคนอื่นในการประกาศข่าวประเสริฐ
มีหลายวิธีที่คุณสามารถใช้เพื่อทบทวนจุดมุ่งหมายของกลุ่ม แต่ในการฝึกครั้งนี้ เราจะขอให้คนหนึ่งในกลุ่มอ่านจากมัทธิว 22 : 37-38 ให้ทุกคนฟัง กดหยุดวีดีโอ
ขั้นที่ 4 – “สำรวจ”
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่หลายคนอยากจะข้าม เพราะต้องถามคำถามที่ไม่อยากถาม
โปรดอย่าข้ามขั้นตอนนี้
พระเยซูทรงรักผู้ที่ติดตามพระองค์มากพอที่จะถามคำถามยาก ๆ หากเราต้องการเป็นเหมือน
พระเยซู เราควรรักซึ่งกันและกันมากพอที่จะทำเช่นนั้นด้วย
ในขั้นตอนนี้ ให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มรายงานผลว่าพวกเขาคุณได้เชื่อฟังและทำตามสิ่งที่พระเจ้าบอกกับเขาในการเข้ากลุ่มครั้งที่แล้วหรือไม่
ในการอบรมซูเม่แต่ละขั้นตอน เราควรตระหนักถึงภาระผูกพันหรือสิ่งที่เราสัญญาว่าจะทำในขั้นตอนของการมองไปข้างหน้า ซึ่งเกี่ยวกับการที่เราขอให้คุณเชื่อฟัง แบ่งปัน และอธิษฐาน เราต้องรับผิดชอบในภาระผูกพันหรือสิ่งที่สัญญาเหล่านั้น โดยการพิจารณาดูว่าเราได้ปฏิบัติดังกล่าวหรือไม่ ในขั้นตอนของการมองย้อนกลับ
นับตั้งแต่เริ่มการอบรมนี้ ถ้าคุณยังไม่เคยได้ใช้เวลามากนักในขั้นตอนนี้ นี่เป็นโอกาสดีที่จะเริ่มต้น
การรักพระเจ้าคือการเชื่อฟังสิ่งที่พระองค์ทรงบอกเรา การรักผู้อื่นหมายถึงการช่วยเหลือให้คนเหล่านั้นเชื่อฟังสิ่งที่พระเจ้าบอกกับพวกเขา
ความรักคือ การรับภาระผูกพันของใครบางคนอย่างจริงจัง – และในเวลาเดียวกันนั้นก็แสดงความรักแก่พวกเขาด้วยใจเมตตา
กดหยุดวีดีโอไว้ก่อนเพื่อถามคำถามต่อไปนี้:
ก่อนจบช่วงมองย้อนกลับ ผมมีคำแนะนำที่จะเป็นประโยชน์กับกลุ่มของคุณ:
คำแนะนำสำหรับผู้สอนการอบรม
ในการเข้ากลุ่ม บางครั้งอาจมีคนหนึ่งที่พูดมากกว่าคนอื่น อย่าปล่อยให้เป็นแบบนั้น ทุกคนในกลุ่มมีความสำคัญ ให้ทุกคนมีโอกาสแบ่งปัน หากมีคนที่ยังไม่มีโอกาสได้พูด ขอให้ค่อย ๆ เตือนคนที่พูดมากกว่าคนอื่นว่า ให้โอกาสคนอื่นได้พูดบ้าง
มองขึ้นไป
ในช่วงเวลาที่สองของการเข้ากลุ่ม เราขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงนำเราทุกคนให้มีความเข้าใจในพระวจนะของพระองค์ดียิ่งขึ้น
เราจะอ่านข้อพระคัมภีร์แบบออกเสียงด้วยกัน จากนั้นถามคำถามให้ทุกคนช่วยกันตอบเพื่อจะได้เข้าใจพระประสงค์และแผนการของพระเจ้า
ขั้นที่ 1 – ทูลขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงนำ
ใช้เวลาสักครู่อธิษฐานพูดคุยกับพระเจ้าอย่างเรียบง่ายและกระชับ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์สอนคุณเกี่ยวกับข้อพระธรรมที่คุณจะอ่านด้วยกัน กดหยุดวีดีโอและอธิษฐาน
ขั้นที่ 2 – อ่านพระคำของพระเจ้าและถามคำถาม
ให้คนหนึ่งในกลุ่มอ่านออกเสียงจากพระธรรมลูกา 18 : 9 - 14 เมื่ออ่านเสร็จแล้ว ให้ทุกคนช่วยกันตอบคำถามต่อไปนี้:
หากในกลุ่มของคุณมีคนที่อ่านหนังสือไม่คล่อง – หรือมีคนที่สามารถเรียนรู้ด้วยการฟังเท่านั้น – ขอให้อ่านพระธรรมตอนนี้อย่างน้อยสองรอบ
กดหยุดวีดีโอเพื่ออ่านและตอบคำถาม
ให้อีกคนหนึ่งในกลุ่มอ่านพระธรรมตอนเดิมอีกครั้ง แล้วให้กลุ่มตอบคำถามต่อไปนี้:
ขอให้ยึดพระวจนะเป็นหลักและอภิปรายโดยไม่ต้องลงรายละเอียดมากเกินไป!
ก่อนจบขั้นตอนการมองขึ้น ผมมีคำแนะนำที่จะเป็นประโยชน์กับกลุ่มของคุณ:
คำแนะนำสำหรับผู้สอนการอบรม
เมื่อคุณศึกษาพระคำของพระเจ้า ขอให้มุ่งความสนใจไปที่พระวจนะ ไม่ใช่หนังสืออื่น ผู้สอนอื่น หรือแนวคิดอื่น แทนที่จะถามว่า “คุณคิดว่าพระธรรมตอนนี้หมายความว่าอย่างไร” ให้ถามว่า “พระธรรมตอนนี้บอกอะไรกับเรา?”
หากมีบางคนในกลุ่มที่ชอบสอนคนอื่น ให้คุณค่อย ๆ เตือนเขาอย่างสุภาพว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์จะเป็นผู้สอนเรา ทุกคนมาเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน หากไม่มีใครพูดหรือการอภิปรายหยุดชะงักไปบ้าง ขออย่ากลัว พระเจ้าทรงทำงานของพระองค์แม้ในเวลาที่ไม่มีใครพูดอะไร
ขอให้จดจ่อที่พระคำของพระเจ้า ยึดพระวจนะเป็นหลัก และวางใจว่าพระเจ้าจะจัดการทุกอย่างเอง
มองไปข้างหน้า
ในช่วงที่สามซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายของการเข้ากลุ่ม เราจะมุ่งความสนใจในการมองไปข้างหน้าเพื่อเราจะได้รู้ว่าเราจะเชื่อฟังและสอนคนอื่นด้วยสิ่งที่เราเรียนรู้จากพระวจนะของพระเจ้าได้อย่างไร
สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มจะได้อธิษฐานและถามคำถามต่อพระเจ้า 2 - 3 คำถามสั้น ๆ แล้วรอฟังคำตอบจากพระองค์ หลังจากนั้นเราจะแบ่งปันและฝึกปฏิบัติตามภาระผูกพันของเรา จากนั้นอธิษฐานปิดการเข้ากลุ่ม
ขั้นที่ 1 – อธิษฐานขอเป้าหมายที่มาจากพระเจ้า
ให้แต่ละคนในกลุ่มอธิษฐานเงียบ ๆ และถามพระเจ้าด้วยคำถามต่อไปนี้:
กดหยุดวีดีโอและใช้เวลาอธิษฐาน
ทูลขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าประทานคำตอบที่เจาะจง เช่น ชื่อคน วิธีการหรือขั้นตอนที่คุณจะทำได้ในระหว่างหลังเลิกการเข้ากลุ่มนี้ไปจนถึงการเข้ากลุ่มครั้งต่อไป
ขั้นที่ 2 – สรุปภาระผูกพัน (สิ่งที่สัญญาว่าจะทำ)
ให้สมาชิกแต่ละคนแบ่งปันคำตอบที่พวกเขาได้ยินจากพระเจ้า จากถามคำถามที่เขาได้ถามพระองค์
บางคนอาจไม่ได้ยินคำตอบจากพระเจ้าสำหรับคำถามใดคำถามหนึ่ง หรือทั้งสามคำถาม ให้เขาบอกตามตรงว่าเขาไม่ได้ยินคำตอบ
แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่ากลุ่มของคุณควรจะได้ยินคำตอบจากพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า – “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา” ยิ่งคุณให้ความสำคัญกับขั้นตอนการเชื่อฟังมากเท่าใด การเชื่อฟังของคุณก็จะง่ายขึ้นตามไปด้วย
กดหยุดวีดีโอและแบ่งปันสิ่งที่คุณได้ยิน
ขั้นที่ 3 – ฝึกปฏิบัติตามแผน
ก่อนจบการเข้ากลุ่ม ให้แบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 2 - 3 คน เพื่อฝึกปฏิบัติสิ่งที่พระเจ้าบอกให้แต่ละคนทำ
โปรดจำไว้ว่า – การฝึกนี้ไม่ใช่ การเชื่อฟัง ไม่ใช่การสอน หรือการแบ่งปัน เพียงแต่จะช่วยเตรียมคุณให้พร้อมทำสิ่งเหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น
ให้กลุ่มย่อยอธิษฐานปิดช่วงการฝึกปฏิบัติในกลุ่มย่อยของตนเอง อธิษฐานเผื่อซึ่งกันและกันรวมถึงแผนการที่พระเจ้าให้ไว้ในใจของสมาชิกแต่ละคน
หากในกลุ่มของคุณมีคนที่อ่านหนังสือไม่คล่อง ขอให้เผื่อเวลาสำหรับการอ่านพระวจนะซ้ำอีกครั้ง เพื่อช่วยให้ทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจมากขึ้น ที่จะแบ่งปันกับคนที่เขาพบในระหว่างก่อนเข้ากลุ่มครั้งต่อไป
กดหยุดวีดีโอ เพื่อแบ่งกลุ่มย่อย ฝึกปฏิบัติและอธิษฐาน หากใครไม่มีภาระผูกพันที่เฉพาะเจาะจงให้ฝึกเล่าคำพยานหรือเล่าข่าวประเสริฐของพระเจ้าแทน
เมื่อแบ่งกลุ่มย่อยเสร็จแล้ว ให้ทุกคนกลับมารวมกลุ่มใหญ่เพื่อใช้เวลาสักครู่ขอบคุณพระเจ้าร่วมกัน คุณได้ฝึกขั้นตอนการมองไปข้างหน้าเสร็จสิ้นแล้ว และการฝึกเข้ากลุ่ม 3/3 ของคุณก็สมบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
กลุ่มของคุณจะได้ฝึกแบบนี้ โดยไม่มีวีดีโอแนะนำในครั้งต่อไป ให้แน่ใจว่าทุกคนในกลุ่มได้สลับกันเป็นผู้นำ คุณไม่จำเป็นต้องมีของประทานด้านการสอน ขอแค่ทำตามขั้นตอนง่าย ๆ ที่ได้เรียนรู้ไป
ก่อนจะแยกย้ายจากกัน ผมมีคำแนะนำที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเข้ากลุ่มของคุณ:
คำแนะนำสำหรับผู้สอนการอบรม
กลุ่ม 3/3 หลายกลุ่มมักจะมีการทำพิธีมหาสนิทร่วมกัน หรืออาจรับประทานอาหารร่วมกันและพูดคุยอย่างเป็นกันเอง
พระเจ้าประทานการสามัคคีธรรมเช่นนี้แก่เรา -- คือการที่เรามีความตั้งใจที่จะเรียนรู้และเติบโต ตั้งใจที่จะใช้ชีวิตและมีความสัมพันธ์เพื่อช่วยเสริมกำลัง หนุนใจกัน และสร้างเราให้เป็นเหมือนพระเยซู พระบุตรของพระเจ้ามากยิ่ง ๆ ขึ้น
และแล้ว – ตอนนี้กลุ่มของคุณก็ได้ฝึกการใช้เวลาทั้งสามช่วงไปแล้ว - เริ่มต้นด้วยการมองย้อนกลับ เพื่อสำรวจสิ่งที่เราทำสำเร็จหลังจากการเข้ากลุ่มครั้งที่แล้ว ต่อด้วยการมองขึ้น เพื่อเข้าใจในสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้เราเรียนรู้ร่วมกัน สุดท้ายการมองไปข้างหน้า เพื่อนำสิ่งที่พระเจ้าให้ไว้ในใจของเราเปลี่ยนเป็นการกระทำในระหว่างที่เราแยกย้ายกันไป
กลุ่ม 3/3 – คือวิธีการเข้ากลุ่มที่ง่ายและเกิดผลจริงที่จะช่วยให้เราเป็นเหมือนพระเยซู มากยิ่งขึ้น
แนวคิดที่ได้ยินในส่วนนี้:
เครื่องมือที่ได้ยินในส่วนนี้:
ใช้เวลาในสัปดาห์นี้ในการเชื่อฟัง ฝึกฝน และแบ่งปันตามคำมั่นสัญญาที่คุณได้ทำไว้ระหว่างการฝึกฝนกลุ่ม 3/3
อธิษฐานและขอพระเจ้าว่าพระองค์ต้องการให้คุณแบ่งปันรูปแบบกลุ่ม 3/3 กับใครก่อน ที่กลุ่มของคุณจะพบกันอีกครั้ง แบ่งปันชื่อของบุคคลนี้กับกลุ่มก่อนที่คุณจะออกไป

ให้ผู้เข้าร่วมและวิทยากรทุกคนเช็คอิน
หรือ zume.training/checkin และใช้รหัส: 4329
อธิษฐานและขอบคุณพระเจ้าสำหรับความมุ่งมั่นของกลุ่มที่จะติดตามพระเยซูอย่างซื่อสัตย์ และเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าให้ทรงนำเวลาของคุณร่วมกัน
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือนี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
วงจรการฝึกอบรม
ในบทเรียนนี้ เราจะทำความรู้จักกับวงจรการเรียนรู้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนสาวก จากหนึ่งเพิ่มเป็นหลายคน และทำให้ภารกิจเปลี่ยนเป็นการขับเคลื่อน
คุณเคยหัดปั่นจักรยานหรือไม่? คุณเคยช่วยคนอื่นหัดมั๊ย? หากเคย คุณคงรู้เกี่ยวกับวงจรการเรียนรู้แล้ว
มันคือการทำให้ดู ช่วยเหลือ เฝ้ามอง และปล่อย
ลองคิดย้อนกลับไปก่อนที่คุณจะปั่นจักรยานเป็น คุณอาจจะเคยเห็นคนอื่นปั่นมาก่อนแล้ว นั่นคือการทำให้ดู
ทำให้ดู ช่วยเหลือ เฝ้ามอง และปล่อย
การทำให้ดู ก็คือการแสดงให้ดูเป็นตัวอย่างว่าต้องทำอย่างไร เมื่อเด็กได้เห็นคนปั่นจักรยานครั้งแรก พวกเขาเข้าใจได้ทันที นั่นแหละคือการทำให้ดู การทำให้ดูนี้ไม่จำเป็นต้องทำบ่อย ๆ ส่วนใหญ่ทำแค่ครั้งเดียวก็พอ
ลองคิดย้อนไปถึงการปั่นจักรยานครั้งแรก คุณต้องการเพียงแค่ดูเท่านั้นหรือเปล่า? หรือคุณตื่นเต้นอยากจะลองปั่นด้วยตัวเอง? ถ้าไม่มีใครยอมให้คุณลองปั่นล่ะ?
การทำให้ดูที่มากจนเกินไป อาจส่งผลเสียต่อกระบวนการเรียนรู้ได้ การทำให้ดู คือการแสดงให้เห็นเพียงเล็กน้อย แล้วให้พวกเขาลองทำเอง เกิดอะไรขึ้นในการปั่นจักรยานครั้งแรก? พวกเขาเอาจักรยานให้คุณ แล้วก็เดินจากไปหรือเปล่า?
คงไม่ใช่ ส่วนใหญ่เวลาหัดปั่นจักรยาน จะมีคนอยู่คอยช่วยในการปั่นครั้งแรก ๆ เขาจะเดินไปข้าง ๆ และคอยช่วยคุณ
นั่นคือการช่วยเหลือ ทำให้ดู ช่วยเหลือ เฝ้ามอง และปล่อย
การช่วยเหลือ คือ การให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ แต่จะคอยดูไม่ให้ผู้ที่ฝึกล้มลงแรงจนเกินไป
การช่วยเหลือใช้เวลามากกว่าการทำให้ดู แต่จะไม่นานจนเกินไป อาจต้องมีการจูง การชี้ทาง และการแนะนำข้อปฏิบัติพื้นฐานบ้าง แต่จะไม่ใช่การฝึกให้เก่ง แค่ให้ได้ลงมือปฏิบัติ
นึกออกมั๊ยเวลาที่มีคนวิ่งอยู่ข้าง ๆ ขณะที่คุณเริ่มปั่นไปได้และเคลื่อนไปเร็วขึ้น? ขั้นตอนนี้จะไม่ใช้เวลานาน ไม่เช่นนั้นคุณจะทรงตัวไม่เป็นเสียที
การช่วยเหลือ คือ การทำให้คน ๆ หนึ่งได้เริ่มต้น และยอมให้เขาได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง และเมื่อเขาเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้า พวกเขาก็กำลังทำให้ผู้เรียนคนอื่นได้ดูเป็นตัวอย่าง
ถึงแม้จะไม่มีใครช่วยจับจักรยานเอาไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณอยู่ตัวคนเดียว โดยปกติแล้วจะมีคนคอยเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ
นั่นคือการเฝ้ามอง ทำให้ดู ช่วยเหลือ เฝ้ามอง และปล่อย
การเฝ้ามอง คือการสร้างกำลังใจให้ผู้เรียนจนกว่าเขาจะสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องเข้าไปช่วยหรือคอยบอก ในการปั่นจักรยาน บางคนอาจลุกขึ้นมาหัดและปั่นเป็นค่อนข้างเร็ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขารู้กฎทุกข้อบนท้องถนน
การเฝ้ามอง คือ การดูให้แน่ใจว่าคน ๆ นั้นจะปลอดภัย แม้จะไม่มีใครอยู่กับเขา การเฝ้ามอง ไม่ใช่แค่เพื่อให้แน่ใจว่าเขารู้ว่าจะต้องทำอะไรเท่านั้น แต่ต้องแน่ใจว่าเขาจะลงมือทำ แม้ไม่มีใครเฝ้ามองอยู่ก็ตาม
ในขั้นตอนการเรียนรู้นี้ ผู้เรียนจะได้เติบโตและสอนคนอื่นให้เติบโต...เพื่อที่คนอื่นเหล่านั้นจะสอนคนอื่น ๆ ให้เติบโตด้วย...เป็นอย่างนี้ซ้ำไปเรื่อย ๆ
สาวกจะสร้างสาวก ที่สร้างสาวก ที่สร้างสาวกไปเรื่อย ๆ จนมีสาวกรุ่นที่สามรุ่นที่สี่
การเฝ้ามอง คือการดูให้แน่ใจว่าผู้เรียนมีความเป็นผู้ใหญ่และไม่ใช่แค่เพียงเต็มใจแต่ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย การเฝ้ามองต้องใช้เวลาสักพัก อาจจะนานกว่าการทำให้ดูและการช่วยเหลือรวมกันสักสิบเท่า หรืออาจนานกว่านั้น แต่การรอคอยนี้ให้ผล ที่คุ้มค่าเสมอ
ในที่สุด ผู้หัดก็ปั่นจักรยานเองได้
ก็ถึงเวลาของการปล่อย ทำให้ดู ช่วยเหลือ เฝ้ามองและปล่อย
การปล่อย เป็นเหมือนการจบการศึกษา นักเรียนก้าวขึ้นมาเป็นครู ลูกน้องขึ้นมาเป็นเพื่อนร่วมงาน สาวกขึ้นมาเป็นเพื่อน ในการปั่นจักรยาน คนที่สอนคุณจะไม่ปั่นไปกับคุณด้วยทุกครั้ง บางครั้งเขาอาจจะปั่นไปกับคุณ บางครั้งคุณอาจแยกจากเขา หรือไปกับคนอื่น ๆ หรือไปคนเดียว
การปล่อย ถือเป็นการให้ของขวัญชิ้นสุดท้ายกับคนที่คุณรัก คือของขวัญแห่งอิสรภาพ การปล่อย คือการเตรียมคนให้พร้อมที่จะไปในที่ ๆ คุณเคยไปมาแล้ว และจะหนุนใจเขาให้ไปในที่ ๆ คุณยังไม่เคยไปด้วย
ทำให้ดู ช่วยเหลือ เฝ้ามองและปล่อย วงจรการเรียนรู้
จากหนึ่งคนเป็นหลายคน จากภารกิจสู่การขับเคลื่อน
ประชุมกลุ่ม 3/3
เนื้อหา:
ใช้เวลาสักพักเพื่อให้แต่ละคนแบ่งปันสิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณ
ให้แต่ละคนในกลุ่มแบ่งปันสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอย่างสั้น ๆ ให้คนอื่นอธิษฐานเผื่อพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาแบ่งปัน
ใช้เวลาและจดจำว่าทำไมคุณถึงอยู่ด้วยกัน - เพื่อรักพระเจ้า รักผู้อื่น แบ่งปันพระเยซู และช่วยเหลือผู้อื่นแบ่งปันพระองค์ด้วยเช่นกัน
ให้แต่ละคนตอบคำถามต่อไปนี้:
ใช้เวลาสักครู่ในการอธิษฐาน พูดคุยกับพระเจ้าอย่างเรียบง่ายและสั้น ๆ ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนคุณจากข้อพระคัมภีร์ที่คุณกำลังจะอ่าน
ให้ใครสักคนในกลุ่มอ่านพระคัมภีร์ เมื่อคุณอ่านจบแล้ว กลุ่มควรตอบคำถามสองข้อนี้:
อ่านเนื้อหาเดิมซ้ำอีกครั้ง จากนั้นให้กลุ่มตอบคำถามสองข้อต่อไปนี้:
จำไว้ว่าให้ยึดตามข้อความและให้มีความเรียบง่าย!
ให้แต่ละคนในกลุ่มของคุณอธิษฐานในใจและถามพระเจ้าด้วยคำถามเหล่านี้:
ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าประทานคำตอบที่เฉพาะเจาะจง ชื่อที่เฉพาะเจาะจง และขั้นตอนที่เฉพาะเจาะจงที่คุณสามารถดำเนินการได้ในช่วงเวลาตั้งแต่นี้ไปจนถึงเมื่อกลุ่มของคุณพบกันอีกครั้ง
ขอให้แต่ละคนในกลุ่มของคุณแบ่งปันสิ่งที่พวกเขาได้ยินจากพระเจ้าสำหรับแต่ละคำถาม บางคนอาจไม่ได้ยินอะไรจากพระเจ้าเลยในคำถามหนึ่ง สอง หรือแม้กระทั่งทั้งสามคำถาม เขาอาจรายงานเพียงว่าพวกเขาไม่ได้ยินก็ได้
แต่จำไว้ว่ากลุ่มควรฟังเสียงของพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา” และยิ่งคุณทำตามขั้นตอนการเชื่อฟังที่เฉพาะเจาะจงมากเท่าไร คุณก็จะเชื่อฟังได้ง่ายขึ้นก่อนที่เราจะพบกันอีกครั้ง
ก่อนที่คุณจะยุติเวลาที่อยู่ร่วมกัน ให้กลุ่ม 3/3 ของคุณแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละสองหรือสามคน และฝึกฝนสิ่งที่คุณได้ยินพระเจ้าขอให้คุณทำ
แนวคิดที่ได้ยินในส่วนนี้:
เครื่องมือที่ได้ยินในส่วนนี้:
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้:
และเราจะฝึกฝนเครื่องมือนี้จากชุดเครื่องมือของเรา:
กลุ่มย่อยสำหรับผู้นำ
ในบทเรียนนี้ เราจะมาเรียนรู้ว่ากลุ่มเซลล์ผู้นำจะช่วยเตรียมผู้เชื่อในระยะเวลาอันสั้น ให้พร้อมเป็นผู้นำตลอดชีวิตได้อย่างไร
จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นแปด การเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณ การเพิ่มผู้เชื่อตามกลุ่มอายุ การเติบโตแบบก้าวกระโดด
นี่คือรูปแบบที่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในการทรงสร้างของพระองค์ นี่คือรูปแบบที่พระเจ้าตั้งใจไว้สำหรับครอบครัวของพระองค์ เราได้เรียนรู้รูปแบบ สามส่วนสาม ไปแล้ว คือ การเปลี่ยนผู้บริโภคให้เป็นผู้ผลิต เปลี่ยนผู้เรียนให้เป็นผู้นำ และเปลี่ยนสาวกให้เป็นผู้สร้างสาวก
มองย้อนกลับ - มองขึ้น - มองไปข้างหน้า เรียนรู้ - เชื่อฟัง - แบ่งปัน
การเข้ากลุ่มลักษณะนี้จะทำให้ผู้เชื่อแต่ละคนเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่อง และจะเกิดการเติบโตของผู้เชื่อใหม่ในกลุ่มผู้ติดตามพระเยซูอย่างต่อเนื่องด้วย รูปแบบนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนสาวกแบบทวีคูณ
แต่ถ้าการเข้ากลุ่มใช้เวลาแค่ช่วงสั้นๆล่ะ? พวกเขาจะยังคงเติบโตและขยายอาณาจักรของพระเจ้าได้หรือไม่? กลุ่มเซลล์ผู้นำคือทางหนึ่งที่จะนำรูปแบบสามส่วนสามมาใช้ เมื่อคุณรู้ว่าคุณมีเวลาจำกัดในการเข้ากลุ่ม
กลุ่มเซลล์ผู้นำเป็นการเตรียมผู้เชื่อแต่ละคนภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้พวกเขาเรียนรู้รูปแบบการสร้างผู้เชื่อใหม่ที่ยั่งยืน กลุ่มเซลล์ผู้นำจะช่วยให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้นำที่สร้างกลุ่มใหม่ขึ้น ฝึกคริสตจักรใหม่ และตั้งกลุ่มเซลล์ผู้นำใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อขยายครอบครัวของพระเจ้า
กลุ่มเซลล์ผู้นำจะเกิดผลดีกับกลุ่มคนที่ไม่อยู่กับที่
คนที่อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง นักเรียน นักศึกษา ทหาร คนงานตามฤดูกาลที่เชื่อพระเยซูแล้ว คนเหล่านี้เหมาะมากสำหรับกลุ่มเซลล์ผู้นำ เนื่องจากวัฒนธรรม อาชีพ หรือช่วงชีวิตของเขาเหล่านี้ ทำให้การตั้งกลุ่มที่พบปะกันเป็นประจำทำได้ยาก แต่พวกเขาสามารถเรียนรู้และฝึกการตั้งกลุ่มในทุกที่ ที่พวกเขาไปอยู่ได้
นอกจากนี้ กลุ่มเซลล์ผู้นำจะเกิดผลดีถ้าสมาชิกในกลุ่มเริ่มเชื่อพร้อม ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน หรือหมู่บ้านเล็กๆ ก็สามารถเรียนรู้และได้รับการฝึกได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อจะกลายเป็นผู้สร้างสาวกไปตลอดชีวิต แม้พวกเขาจะไม่มีพี่เลี้ยงคอยติดตามผลหรือให้คำแนะนำฝ่ายวิญญาณก็ตาม
ในบทเรียนก่อนหน้านี้ เราได้เรียนรู้และได้ฝึกสองส่วนสุดท้ายของรูปแบบสามส่วนสามไปแล้ว ในเวลานี้ - เราจะฝึกทั้งสามส่วน - นั่นคือ มองย้อนกลับ, มองขึ้น, และมองไปข้างหน้า
ประชุมกลุ่ม 3/3
เนื้อหา:
ใช้เวลาสักพักเพื่อให้แต่ละคนแบ่งปันสิ่งที่เขารู้สึกขอบคุณ
ให้แต่ละคนในกลุ่มแบ่งปันสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอย่างสั้น ๆ ให้คนอื่นอธิษฐานเผื่อพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาแบ่งปัน
ใช้เวลาและจดจำว่าทำไมคุณถึงอยู่ด้วยกัน - เพื่อรักพระเจ้า รักผู้อื่น แบ่งปันพระเยซู และช่วยเหลือผู้อื่นแบ่งปันพระองค์ด้วยเช่นกัน
ให้แต่ละคนตอบคำถามต่อไปนี้:
ใช้เวลาสักครู่ในการอธิษฐาน พูดคุยกับพระเจ้าอย่างเรียบง่ายและสั้น ๆ ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนคุณจากข้อพระคัมภีร์ที่คุณกำลังจะอ่าน
ให้ใครสักคนในกลุ่มอ่านพระคัมภีร์ เมื่อคุณอ่านจบแล้ว กลุ่มควรตอบคำถามสองข้อนี้:
อ่านเนื้อหาเดิมซ้ำอีกครั้ง จากนั้นให้กลุ่มตอบคำถามสองข้อต่อไปนี้:
จำไว้ว่าให้ยึดตามข้อความและให้มีความเรียบง่าย!
ให้แต่ละคนในกลุ่มของคุณอธิษฐานในใจและถามพระเจ้าด้วยคำถามเหล่านี้:
ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าประทานคำตอบที่เฉพาะเจาะจง ชื่อที่เฉพาะเจาะจง และขั้นตอนที่เฉพาะเจาะจงที่คุณสามารถดำเนินการได้ในช่วงเวลาตั้งแต่นี้ไปจนถึงเมื่อกลุ่มของคุณพบกันอีกครั้ง
ขอให้แต่ละคนในกลุ่มของคุณแบ่งปันสิ่งที่พวกเขาได้ยินจากพระเจ้าสำหรับแต่ละคำถาม บางคนอาจไม่ได้ยินอะไรจากพระเจ้าเลยในคำถามหนึ่ง สอง หรือแม้กระทั่งทั้งสามคำถาม เขาอาจรายงานเพียงว่าพวกเขาไม่ได้ยินก็ได้
แต่จำไว้ว่ากลุ่มควรฟังเสียงของพระเจ้า พระเยซูตรัสว่า “แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา” และยิ่งคุณทำตามขั้นตอนการเชื่อฟังที่เฉพาะเจาะจงมากเท่าไร คุณก็จะเชื่อฟังได้ง่ายขึ้นก่อนที่เราจะพบกันอีกครั้ง
ก่อนที่คุณจะยุติเวลาที่อยู่ร่วมกัน ให้กลุ่ม 3/3 ของคุณแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ กลุ่มละสองหรือสามคน และฝึกฝนสิ่งที่คุณได้ยินพระเจ้าขอให้คุณทำ
แนวคิดจากส่วนนี้:
เครื่องมือจากส่วนนี้:

ให้ผู้เข้าร่วมและวิทยากรทุกคนเช็คอิน
หรือ zume.training/checkin และใช้รหัส: 5451
อธิษฐานและขอบคุณพระเจ้าที่ทางของพระองค์ไม่ใช่ทางของเราและความคิดของพระองค์ไม่ใช่ความคิดของเรา ขอให้พระองค์ประทานความคิดของพระคริสต์แก่สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มของคุณ โดยให้จดจ่ออยู่กับงานของพระบิดาของพระองค์เสมอ ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเวลาที่คุณอยู่ร่วมกันและทำให้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ก่อนที่จะเริ่มต้น ควรใช้เวลาสักพักเพื่อมองย้อนกลับไป
เมื่อสิ้นสุดส่วนสุดท้าย ทุกคนในกลุ่มของคุณได้รับความท้าทายให้ฝึกฝนสิ่งที่คุณได้เรียนรู้
ใช้เวลาสักครู่เพื่อดูว่ากลุ่มของคุณทำได้อย่างไรในสัปดาห์นี้
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดเหล่านี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือนี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
การเจริญเติบโตแบบไม่เป็นขั้นตอน
ในบทเรียนนี้ เราจะมาเรียนรู้วิธีการเลิกนิสัยการคิดแบบแนวตรงเป็นขั้นตอน เพื่อเร่ง การขับเคลื่อนขยายแผ่นดินของพระเจ้า ในการสร้างสาวกที่สามารถสร้างสาวกเพิ่มได้อย่างรวดเร็วนั้น เราจะต้องระลึกเสมอว่า หลาย ๆ สิ่งสามารถเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันได้ และไม่จำเป็นต้องมีลำดับแน่นอนว่าสิ่งใดต้องมาก่อนมาหลัง
เราต้องเรียนรู้ถึงพลังของการเติบโตแบบไม่เป็นขั้นตอน เมื่อคิดถึงการทวีจำนวนสาวก คนเรามักคิดว่าเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปทีละขั้นตอน
ขั้นแรก อธิษฐาน จากนั้น เตรียมการ ต่อมาเล่าข่าวประเสริฐของพระเจ้า จากนั้นสร้างสาวก แล้วจึงสร้างคริสตจักร จากนั้นพัฒนาผู้นำ แล้วก็เริ่มใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนแรก
เมื่อเราเรียนรู้วิธีการนี้ การเติบโตของแผ่นดินของพระเจ้าดูเหมือนเป็นกระบวนการ ที่ปฏิบัติตามได้ง่าย ซึ่งเป็นแนวตรง และเป็นไปตามลำดับ ปัญหามีอยู่ว่า มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ หลายครั้งมันไม่ใช่วิธีที่ได้ผลดีที่สุด
เส้นนี้แสดงถึงชีวิตของคน นี่คือตอนเกิด นี่คือตอนที่เขาได้ยินข่าวประเสริฐเป็นครั้งแรก นี่คือตอนที่เขาเลือกติดตามพระเยซู นี่คือตอนที่เขาเล่าเรื่องของตนเองและเรื่องราวของพระเจ้าเป็นครั้งแรก และเริ่มต้นที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น และนี่คือตอนที่ชีวิตของเขาสิ้นสุดลง
จากจุดนี้ถึงจุดนี้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องราวของพระเยซูไปจนถึงครั้งแรกที่เล่าเรื่องของพระองค์ เราจะเรียกช่วงเวลานี้ว่าเป็นช่วงเวลาด้านจิตวิญญาณ
ระยะเวลาก่อนที่จะเริ่มสร้างสาวก ระยะเวลาก่อนที่ครอบครัวของพระเจ้าจะเติบโตขึ้น นี่คือวิธีการสร้างสาวก แต่เมื่อเราใช้รูปแบบของ “พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” มาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ตอนนี้ สาวกใหม่เริ่มทวีจำนวนได้ทันที เป็นการลดช่วงเวลาด้านจิตวิญญาณให้สั้นเข้า มีคนได้ยินข่าวประเสริฐเร็วขึ้น ครอบครัวของพระเจ้าเติบโตเร็วขึ้น มีคนได้รับความรอด นิรันดร์มากขึ้น
ทั้งหมดนี้ ทำได้โดยการลดช่วงเวลาของการทวีจำนวนสาวกเข้ามา แล้วถ้าเราทำแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ล่ะ? ถ้าคนหนึ่งเริ่มทวีจำนวนสาวกได้เร็วกว่านั้นล่ะ? ถ้าพวกเขาเริ่มแบ่งปันตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้ยิน แทนที่จะรอให้พวกเขาเชื่อก่อนล่ะ?
มีบางคนยินดีที่จะตั้งกลุ่มเพื่อบอกเล่าสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้จากพระวจนะของพระเจ้าให้กับเพื่อนและครอบครัว ก่อนที่พวกเขาจะตอบ “ตกลง” กับพระเยซูเสียอีก หากเราสอนคนเหล่านี้ให้รู้วิธีตั้งกลุ่ม และวิธีบอกเล่าสิ่งที่เขาได้รู้ และสอนคนอื่นให้ทำแบบเดียวกัน ครอบครัวของพระเจ้าก็จะเติบโตเร็วยิ่งขึ้น การเป็นสาวกคือทางที่นำไปถึงพระเยซู ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราต้องบอกเล่าแก่ผู้อื่นหลังจากรับความรอดแล้ว
นี่คือหนทางที่จะนำครอบครัว เพื่อนฝูง หรือกระทั่งคนทั้งหมู่บ้านให้มาติดตามพระเยซูได้ แล้วถ้ามีคนที่สามารถทวีจำนวนสาวกได้เร็วกว่านั้นอีกล่ะ? ถ้ามีคนที่สามารถเล่าถึงวิถีทางของพระเจ้าให้คนอื่นฟัง ก่อนที่ตัวเขาเองจะได้พบพระบุตรของพระองค์ล่ะ?
บางครั้ง บางคนอาจทำไม่ได้หรือไม่พร้อมที่จะฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าในทันที
แต่คนกลุ่มนี้สามารถเรียนรู้แบบแผนของพระเจ้าได้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชนหรือการอบรมผู้นำ คนกลุ่มนี้สามารถเริ่มเผยแพร่แบบแผนของพระเจ้า เรียนรู้ เชื่อฟัง แบ่งปัน และสอนผู้อื่นให้ทำแบบเดียวกันได้ ก่อนที่พวกเขาจะได้ยินเรื่องของพระเยซูด้วยซ้ำไป
หากเป็นอย่างนี้ วิถีของพระเจ้าจะประทับอยู่ในหัวใจที่พร้อม วิธีการของพระองค์จะถูกผสมผสานเข้าไปในชุมชนและชีวิตของผู้คน จากนั้น เมื่อพระองค์ทรงเตรียมทางของพระองค์ไว้แล้ว ข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเปิดเผยความจริงที่พวกเขาได้รับตลอดเวลาที่ผ่านมา นี่คือ วิธีการที่จะนำให้สถาบัน ชุมชน หรือกระทั่งผู้คนทั้งประเทศมาติดตาม พระเยซู
แต่ในการเติบโตแบบไม่เป็นขั้นตอน เรายังจำเป็นต้องถามคำถามว่า “อะไรคือสิ่งสำคัญ?” ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด คำถามสำคัญที่สุดก็ยังคงเหมือนเดิม ใครคือดินดีที่เป็นคนสัตย์ซื่อ? ใครคือคนที่จะเรียนรู้ ฝึกฝน และบอกเล่าถึงวิถีทางของพระเจ้า?
การเผยให้เห็นดินดี การค้นพบหัวใจดีงามเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับเวลา พลังงาน และความพยายามทั้งหมดของเรา คนเหล่านี้คือคนที่เราทุ่มเทใจให้ คนเหล่านี้คือคนที่เราทุ่มเทชีวิตให้ คนเหล่านี้คือคนที่ขยายอาณาจักรของพระเจ้าได้ดีที่สุด
จังหวะก้าว
ในบทเรียนนี้เราจะมาเรียนรู้ว่าเพราะเหตุใดการทวีจำนวนจึงสำคัญ และเพราะเหตุใดการทวีจำนวนอย่างรวดเร็วจึงสำคัญยิ่งกว่า บทเรียนนี้เป็นเรื่องของการขับเคลื่อน การขับเคลื่อนเกี่ยวข้องกับเวลา มันกำหนดว่าสิ่งต่าง ๆ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรืออย่างช้า ๆ การขับเคลื่อนมีความสำคัญ เพราะสถานที่ ๆ เราทุกคนจะใช้ชีวิตนิรันดร์หลังความตายซึ่งอยู่เหนือกาลเวลา ได้ถูกกำหนดด้วยเวลาสั้นๆ ที่เราเรียกว่า “ชีวิต”
พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่า พระเจ้าทรงอดทนกับเรา ไม่ทรงต้องการให้มีใครสักคนพินาศ แต่ทรงปรารถนาให้ทุกคนหันกลับมาติดตามพระองค์ พระเจ้าทรงให้เวลากับเรามาก เพราะทรงรู้ว่าเรามีเวลาจำกัดที่จะทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกให้เราทำ และประกาศกับผู้ที่พระองค์ทรงเรียกให้เราไปประกาศ
เราต้องประกาศแก่ผู้อื่นอย่างรวดเร็ว เพื่อเราจะได้ติดตามพระเยซูใกล้ชิดยิ่งขึ้น เราไม่อาจชักช้า เราต้องเร่งการขับเคลื่อนของเรา
คริสตจักรทั่วโลก คือผู้ติดตามพระเยซูทั้งหมด มีจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คริสตจักรทั่วโลก คือ ผู้ติดตามของพระเยซูทั้งหมดรวมกันแล้วเป็นส่วนใหญ่ของประชากรโลกมากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน แต่แม้ว่าจะมีจำนวนมากขนาดนั้น คริสตจักรทั่วโลกก็ยังเติบโตช้ากว่าจำนวนประชากรทั่วโลก
นั่นหมายความว่า ในขณะที่มีพวกเราที่ติดตามพระเยซูเป็นจำนวนมากกว่าที่เคยเป็น แต่ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากกว่าที่ไม่ได้ติดตามพระเยซู และพวกเขาเหล่านั้นจะมีชีวิต นิรันดร์ที่แยกจากพระองค์มากกว่าที่เคยเป็นมาก่อน
การสร้างสาวก ที่สร้างสาวกต่อ เป็นเรื่องสำคัญ เริ่มต้นด้วยสาวกเพียงหนึ่งคน หากพวกเขาเพิ่มจำนวนและสร้างสาวกใหม่หนึ่งคนทุก ๆ 18 เดือน คือหนึ่งปีครึ่ง แล้วสาวกใหม่ทุกคนทำอย่างเดียวกัน ในเป็นเวลาสิบปี จะมีผู้ติดตามพระเยซูใหม่ 64 คน
64 คนนี้จะดำเนินชีวิตของพวกเขาตลอดไปด้วยความรักของพระเจ้า
แต่ถ้าพวกเขาทำงานเร็วขึ้นอีกสักนิดล่ะ? ถ้าพวกเขาเร่งการขับเคลื่อนให้เร็วขึ้นล่ะ?
หากพวกเขาเพิ่มจำนวนได้ภายใน 4 เดือน หรือหนึ่งไตรมาส แทนที่จะเป็น 18 เดือน และสาวกใหม่ทุกคนทำแบบเดียวกัน ในระยะเวลา 10 ปี จะมีผู้ติดตามพระเยซูใหม่ ถึง 1,000 ล้านคน
ลองคิดดูสิครับ แทนที่จะไม่ถึง 100 คน แต่กลับมากกว่า 1,000 ล้านคน
ทั้งหมดนี้เกิดจากการเร่งการขับเคลื่อน
การลดระยะเวลาจาก 18 เดือนเหลือ 4 เดือน หมายความว่าเราเคลื่อนไปเร็วกว่าเดิมถึง สี่เท่าครึ่ง แต่ถ้าสาวกทุกคนเร่งมือไปพร้อมกันภายในระยะเวลา 10 ปี นั่นหมายความว่า ครอบครัวของพระเจ้าจะเติบโตเร็วกว่าเดิมถึง 15 ล้านเท่า
ไม่ถึงหนึ่งร้อย มากกว่าหนึ่งพันล้าน
การขับเคลื่อน มีความสำคัญ
การเล่าเรื่องของเราและเรื่องราวของพระเจ้าและนำคนมาติดตามพระเยซูคือการขยายครอบครัวของพระเจ้า การสอนให้ผู้เชื่อใหม่ทำแบบเดียวกัน จะทำให้ครอบครัวของพระเจ้าเติบโตราวกับไฟป่าที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
เหมือนยีสต์หรือเชื้อขนมปังที่กระจายไปทั่วขนมปัง
เหมือนซูเม่
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจาก การขับเคลื่อน
เป็นส่วนหนึ่งของสองคริสตจักรเสมอ
ในบทเรียนนี้ เราจะได้เรียนรู้ว่าผู้ติดตามพระเยซูจะต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของสองคริสตจักรได้ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและช่วยทำให้ครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณที่สัตย์ซื่อกลายเป็นกลุ่มผู้เชื่อที่ขยายออกไปเรื่อย ๆ จนทั่วเมือง ในพระวจนะของพระเจ้า เราได้รู้ว่าพระเจ้ามีแผนการอันสมบูรณ์แบบสำหรับเรา นั่นคือ ให้เราใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณ พระคัมภีร์พูดถึงครอบครัวในฐานะที่เป็นคริสตจักรไว้สามรูปแบบ:
กลุ่มที่เล็กที่สุดที่เป็นคริสตจักรนี้ ประกอบไปด้วยครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณที่ใช้ชีวิตร่วมกัน และเกิดผลมากเมื่อมีการพบปะและทำงานร่วมกันเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปีในแต่ละครั้ง
ในเวลาเดียวกัน พระเยซูทรงสอนผู้ติดตามพระองค์ว่าพวกเขาควรสร้างครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณใหม่อยู่เสมอ ให้ครอบครัวเหล่านั้นเติบโตเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น และช่วยพวกเขาเรียนรู้จักการสร้างครอบครัวใหม่ฝ่ายจิตวิญญาณต่อไปด้วย
พระเยซูตรัสแก่เราว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้“ แล้วสองสิ่งนี้จะมีส่วนร่วมกันได้อย่างไร เราจะเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร และร่วมในกระบวนการสร้างคริสตจักรใหม่ในเวลาเดียวกันได้อย่างไร?
ลองคิดภาพคริสตจักรแห่งหนึ่งที่อยู่ในระดับขั้นพื้นฐาน ที่มีสมาชิกเพียงสี่ครอบครัว ในหนึ่งครอบครัวจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการนำครอบครัวของเขา หัวหน้าครอบครัวทุกคู่เป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร ซึ่งเป็นครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณที่พวกเขาเป็นสมาชิกประจำ เป็นกลุ่มที่พวกเขาใช้ชีวิตด้วย เป็นพี่น้องที่หนุนใจกันด้วยความรักและการทำความดี
แต่หัวหน้าครอบครัวเหล่านี้ต่างกำลังสร้างครอบครัวใหม่ฝ่ายจิตวิญญาณอยู่ด้วย ซึ่งบทบาทการมีส่วนร่วมของพวกเขาจะไม่เหมือนกับในคริสตจักรที่อยู่ในระดับพื้นฐานของพวกเขาเอง แต่พวกเขากำลังช่วยด้วยการ ทำให้ดู และ ช่วยเหลือ ในขณะที่ครอบครัวใหม่ฝ่ายจิตวิญญาณถือกำเนิดและเติบโตขึ้น
ลองคิดดูนะครับ หนึ่งคริสตจักรสามารถตั้งคริสตจักรใหม่ได้ถึง 4 แห่งในเวลาเดียวกัน พระเจ้าทรงสามารถขยายครอบครัวของพระองค์ได้อย่างรวดเร็วถึงขนาดนี้ ดังนั้นคริสตจักรควรเร่งการขับเคลื่อนให้ทัน
ในบทเรียนก่อนหน้านี้ เราเรียนเรื่องวงจรการเรียนรู้ อันได้แก่ การทำให้ดู ช่วยเหลือ เฝ้ามอง และปล่อย และเรารู้ว่า 2 ช่วงเวลาแรก คือการทำให้ดูและช่วยเหลือนั้น ควรเริ่มและจบอย่างรวดเร็ว เพื่อผู้เชื่อใหม่จะแข็งแรงและเติบโตในความเชื่อ
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคริสตจักรเริ่มแรกและคริสตจักรสี่แห่งที่พวกเขาพึ่งก่อตั้งขึ้นใหม่?
หลังจากที่หัวหน้าครอบครัว จากคริสตจักรเริ่มแรก ได้ตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นด้วยการ ทำให้ดูและช่วยเหลือแล้ว นั่นหมายความว่าพวกเขาได้ช่วยคริสตจักรใหม่รุ่นที่ 1 ให้เริ่มการ ทำให้ดูและช่วยเหลือ คริสตจักรใหม่รุ่นที่ 2 ด้วยเช่นกัน
ในตอนนี้ สำหรับคริสตจักรใหม่รุ่นที่ 1 ทั้งสี่แห่ง หัวหน้าครอบครัวจากคริสตจักรเริ่มแรก จะอยู่ในระยะเฝ้ามองดูความก้าวหน้าของคริสตจักรใหม่รุ่นที่ 1 และคอยให้คำแนะนำพวกเขาในการ ทำให้ดูและช่วยเหลือคริสตจักรใหม่รุ่นที่ 2 ที่พวกเขาตั้งขึ้น
คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถ ทำให้ดูและช่วยเหลือ ครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณได้ครั้งละมากกว่าหนึ่งครอบครัว แต่พวกเขาสามารถช่วยเฝ้ามองและฝึกสอนคริสตจักรหลายแห่งได้ และช่วยให้พวกเขาติดต่อกับกลุ่มเพื่อนหรือพี่เลี้ยงได้ในขั้นตอนของการเติบโต
นั่นหมายความว่า ครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณหนึ่งครอบครัวหรือคริสตจักรขนาดเล็ก สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการตั้งคริสตจักรขนาดเล็กอีกหลายแห่งได้ในเวลาเดียวกัน นี่คือการเกิดผลที่มากมาย
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับคริสตจักรเหล่านี้ที่เติบโตและสร้างคริสตจักรใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ ? พวกเขาจะรักษาความสัมพันธ์ที่มีต่อกันไว้อย่างไร? พวกเขาจะดำเนินชีวิตในขณะที่ขยายครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างไร?
คำตอบก็คือ คริสตจักรที่มีรูปแบบเรียบง่ายเหล่านี้เป็นเหมือนเซลล์ในร่างกายที่กำลังเติบโต พวกเขาเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน เกิดเป็นเครือข่ายคริสตจักรในเมืองหรือคริสตจักรท้องถิ่น
คริสตจักรต่าง ๆ เชื่อมโยงกัน พวกเขามีดีเอ็นเอฝ่ายจิตวิญญาณเดียวกัน พวกเขาผูกพันกัน เพราะมาจากครอบครัวที่เพิ่มจำนวนเหมือนกัน
และบัดนี้ โดยการแนะนำบางอย่าง พวกเขามารวมกันเป็นกลุ่มที่ใหญ่กว่าเดิมเพื่อจะเกิดผลให้มากกว่าเดิม
อะไรคือข้อดีบางประการของการรักษาครอบครัวฝ่ายวิญญาณให้สม่ำเสมอซึ่งให้กำเนิดครอบครัวใหม่ที่เติบโตและทวีคูณ แทนที่จะทำให้ครอบครัวเติบโตอย่างต่อเนื่องและแยกออกจากกันเพื่อเติบโตต่อไป
รายการตรวจสอบการฝึกสอน
ชุดเครื่องมือ Zume รายการตรวจสอบการฝึกสอน พระเยซูตรัสว่า- “ไม่มีใครมีความรักยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการสละชีวิตเพื่อมิตรสหายของตน” พระเยซูบอกเราแล้วแสดงให้เราเห็นอีกครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าครอบครัวของพระเจ้าจะเติบโตได้ดีที่สุด เมื่อเรายินดีที่ละทิ้งความต้องการของเราเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า รายการตรวจสอบการฝึกสอน เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่คุณสามารถใช้เพื่อช่วยแนะนำคุณ ในขณะที่คุณช่วยเหลือผู้อื่นผ่านส่วนต่าง ๆ ของการฝึกอบรม Zume เช่นเดียวกับวงจรการฝึกฝนหรือ 100 รายการของพวกเขา คุณเห็นว่าคนอื่น ๆ พัฒนาทักษะอะไรบ้าง? ในส่วนไหนที่ยังต้องพัฒนาอีก? การมีรายการตรวจสอบการฝึกสอนจะช่วยให้คุณมีสมาธิ และมีส่วนร่วมขณะที่คุณพัฒนาสาวกพระเยซู ให้เป็นผู้นำในครอบครัวของพระเจ้าทุกที่ที่คุณไป ใช่ นั่นต้องใช้เวลาและความพยายาม ใช่ ซึ่งหมายถึงการเสียสละ และการยอมสละความชอบของเราเพื่อแผนการอันสมบูรณ์ของพระเจ้า และใช่แล้ว ยิ่งกว่านั้น มันคุ้มค่าอีกด้วย รายการตรวจสอบการฝึกสอน เป็นเครื่องมือง่ายๆ จากชุดเครื่องมือ Zume เพื่อช่วยให้คุณอยู่ในเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต -- คืองานของพระเจ้า
รายการตรวจสอบการฝึกสอน
ได้ยิน - ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับเครื่องมือหรือแนวคิดนี้มั้ย?
เชื่อฟัง - ฉันยอมรับเครื่องมือหรือแนวคิดนี้หรือไม่ ถ้าเป็นเครื่องมือ ฉันได้ฝึกฝนด้วยตนเองหรือไม่ ถ้าเป็นแนวคิด คุณได้ไตร่ตรองถึงการเปลี่ยนแปลงมุมมองของคุณหรือไม่
แบ่งปัน - ฉันได้แบ่งปันเครื่องมือหรือแนวคิดนี้แล้วหรือยัง ถ้าเป็นเครื่องมือ คุณได้แสดงให้ใครเห็นวิธีใช้เครื่องมือนี้แล้วหรือไม่ ถ้าเป็นแนวคิด คุณได้แบ่งปันแนวคิดนี้กับใครแล้วหรือไม่
ฝึกอบรม - ฉันได้ฝึกอบรมคนอื่น ๆ ให้แบ่งปันเครื่องมือหรือแนวคิดนี้มั้ย? ถ้าเป็นเครื่องมือ ฉันได้ฝึกอบรมคนอื่น ๆ ให้แบ่งปันเครื่องมือนี้กับคนอื่น ๆ มั้ย? ถ้าเป็นแนวคิด ฉันได้ฝึกอบรมคนอื่น ๆ ให้แบ่งปันแนวคิดนี้กับคนอื่น ๆ หรือเปล่า?
ไม่รับรู้ - ผู้รับคำแนะนำไม่รู้ ไม่คุ้นเคย หรือเข้าใจผิดเกี่ยวกับเครื่องมือหรือเปล่า?
ไร้ทักษะ - ผู้รับคำแนะนำมีความคุ้นเคยกับเครื่องมือนี้บ้างแต่ยังไม่แน่ใจใช่หรือไม่?
มีความสามารถ - ผู้รับคำแนะนำเข้าใจเครื่องมือและสามารถฝึกอบรมพื้นฐานของเครื่องมือได้ไหม?
มีทักษะ - ผู้รับคำแนะนำรู้สึกมั่นใจและสามารถฝึกอบรมเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า?
แบบอย่าง - (ฝึกอบรมข้อมูลใหม่และทำให้แน่ใจว่าเข้าใจ) การสร้างแบบจำลองเป็นเพียงการให้ตัวอย่างของแนวทางปฏิบัติหรือเครื่องมือ ถือเป็นส่วนที่สั้นที่สุดของวงจรการฝึกอบรม โดยปกติแล้วจะต้องดำเนินการเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เป็นเพียงการสร้างความตระหนักรู้ว่ามีแนวทางปฏิบัติหรือเครื่องมืออยู่ และให้แนวคิดทั่วไปว่าแนวทางปฏิบัติหรือเครื่องมือนั้นมีลักษณะอย่างไร การทำเป็นตัวอย่างซ้ำ ๆ ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการเตรียมคนอื่น ๆ
ช่วยเหลือ - (หยุดและอยู่กับพวกเขาจนกว่าพวกเขาจะมีพื้นฐาน) การช่วยเหลือคือการให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะ ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานกว่าขั้นตอนการทำเป็นแบบอย่าง โดยต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงต้องคอยชี้นำและมีบทบาทในการฝึกสอนผู้เรียน ขั้นตอนนี้ไม่กินเวลานานจนกว่าผู้เรียนจะมีความสามารถเต็มที่ แต่จะกินเวลาจนกว่าผู้เรียนจะเข้าใจพื้นฐานของทักษะนั้น ถ้าขั้นตอนนี้ใช้เวลานานเกินไป ผู้เรียนจะพึ่งพาพี่เลี้ยงและไม่สามารถพัฒนาทักษะให้ถึงขีดสุดได้
เฝ้าดู- (มีส่วนร่วมไปจนกว่าจะมีความสามารถอย่างคงเส้นคงวา) การเฝ้าดูเป็นขั้นตอนที่ยาวนานที่สุด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการติดต่อกับผู้เรียนทางอ้อมมากขึ้น โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาความสามารถเต็มที่ในทุกแง่มุมของทักษะ อาจใช้เวลานานกว่าสองขั้นตอนแรกรวมกันถึงสิบเท่าหรือมากกว่านั้น เมื่อผู้เรียนมีทักษะมากขึ้น การติดต่อกับพี่เลี้ยงอาจสม่ำเสมอน้อยลงและเฉพาะหน้ามากขึ้น
ปล่อย - (ติดต่อกับพวกเขาในฐานะผู้ร่วมงาน) การปล่อยถือเป็นการสำเร็จการศึกษาเมื่อผู้เรียนกลายเป็นเพื่อนของพี่เลี้ยง การติดต่อและการให้คำปรึกษาจากเพื่อนเป็นระยะ ๆ อาจยังคงเกิดขึ้นต่อไปได้ถ้าผู้เรียนและพี่เลี้ยงอยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เมื่อผู้ปกครองปล่อยให้เด็กขี่จักรยานโดยไม่มีใครดูแลเลย นั่นคือช่วงปล่อย
โปรดจำไว้ - อย่าลืมแบ่งปันผลลัพธ์จากรายการตรวจสอบการผู้ฝึกสอนของคุณกับเพื่อนร่วมการฝึกหรือพี่เลี้ยงคนอื่น ๆ
ถ้าคุณไม่มีผู้ฝึกสอนหรือพี่เลี้ยง โปรดสแกนรหัส QR และขอรับทันที
ทุ่งนาสี่แบบและแผนที่ลำดับรุ่น เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความพยายามในการเคลื่อนไหวที่เพิ่มมากขึ้น
คำเตือน: มีผู้สอน Zúme ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือคุณในการประยุกต์ใช้เครื่องมือเหล่านี้ในพื้นที่ของคุณ
สี่ช่อง
พระเยซูมักจะดึงเหล่าสาวกออกจากพันธกิจไปยังสถานที่ซึ่งเงียบสงบ เพื่อทบทวนงานที่กำลังดำเนินอยู่
ทุ่งนาสี่แบบ ถูกใช้โดยกลุ่มผู้นำเพื่อสะท้อนความพยายามในปัจจุบันและกิจกรรมของ แผ่นดินของพระเจ้ารอบ ๆ ตัวพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยให้ผู้นำสามารถ รักษาสมดุลของความพยายามได้ เพื่อไม่ให้มองข้ามท่งนาใด ๆ ไป
ทบทวนสไลด์สองสไลด์ถัดไป: คำอธิบายทุ่งนาและตัวอย่างท่งนาสี่แบบ
คำอธิบายทุ่งนา
ตัวอย่างทุ่งนาสี่แบบ

แหล่งข้อมูลกิจกรรม
การทำแผนที่รุ่น
การทำแผนที่ลำดับรุ่นเป็นเครื่องมือง่าย ๆ อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ผู้นำในขบวนการเข้าใจการเติบโตที่เกิดขึ้นรอบตัวพวกเขา
แผนที่ต้นไม้ลำดับรุ่นสามารถวาดลงบนกระดาษแผ่นเดียวหรือหลายแผ่นก็ได้ แผนที่นี้จะช่วยแสดงจุดหยุดในการทวีคูณและการฝึกอบรมที่อาจจำเป็น สุขภาพของการเคลื่อนไหวถือเป็นข้อกังวลอันดับต้น ๆ ของผู้นำ และผลผลิตเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการวัดสุขภาพ
ดูตัวอย่างในสไลด์ถัดไป
ตัวอย่างการทำแผนที่ลำดับรุ่น

แหล่งข้อมูลกิจกรรม
ใช้ตัวอย่างการทำแผนที่ลำดับรุ่นเพื่อหารือเรื่องต่อไปนี้:
แนวคิดที่ได้ยินในส่วนนี้:
เครื่องมือที่ได้ยินในส่วนนี้:
ฝึกแบ่งปันแนวคิดเรื่อง “ก้าวย่าง” กับเพื่อน และอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงปลูกฝังแนวคิดนี้ไว้ในใจและจิตวิญญาณของคุณอย่างลึกซึ้ง ถามพระเจ้าว่าพระองค์ต้องการให้เราแบ่งปันแนวคิดนี้กับใคร
ถ้าคุณได้เริ่มก่อตั้งคริสตจักรเรียบง่ายของตนเองแล้ว โปรดแบ่งปันแนวคิด “คริสตจักรทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันเสมอ” กับคนในคริสตจักรนั้น ถ้ายังไม่ได้ทำ โปรดแบ่งปันแนวคิดนี้กับผู้เชื่อคนอื่นที่คุณรู้จัก
จงได้รับกำลังใจ...
คุณอาจจะไม่รู้ แต่ตอนนี้คุณได้รับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติมากขึ้นในการเริ่มต้นคริสตจักรที่เรียบง่ายและสร้างสาวกให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าศิษยาภิบาลและมิชชันนารีจำนวนมากทั่วโลก!
การฝึกอบรม Zúme เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ในส่วนนี้ เราจะวางแผนสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการฝึกอบรม และแนะนำเครื่องมือที่คุณจะต้องใช้ในภายหลังในขณะที่คุณนำสิ่งที่คุณเรียนรู้ไปใช้
ในส่วนนี้เราจะได้ยินและหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้:
และเราจะเพิ่มเครื่องมือเหล่านี้ลงในชุดเครื่องมือของเรา:
ความเป็นผู้นำในเครือข่าย
ในบทเรียนนี้ เราจะได้เรียนรู้ว่า ความเป็นผู้นำแบบเครือข่ายจะช่วยให้กลุ่มคริสตจักรขนาดเล็กทำงานร่วมกัน เสริมสร้างผู้นำใหม่ และเกิดผลมากขึ้นในสิ่งดีที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้คนของพระองค์ได้อย่างไร?
เมื่อคริสตจักรเติบโตและสร้างคริสตจักรใหม่ไปเรื่อยๆ พวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป? พวกเขาเชื่อมโยงกันอย่างไร? พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวทางจิตวิญญาณที่ยาวนานได้อย่างไร?
คำตอบก็คือ คริสตจักรพื้นฐานเหล่านี้เป็นเหมือนเซลล์ต่างๆ ในร่างกายที่กำลังเติบโต พวกเขาประสานและเชื่อมโยงกันขึ้นเป็นคริสตจักรเมืองหรือคริสตจักรท้องถิ่น
คริสตจักรเหล่านี้มีความสัมพันธ์กัน พวกเขามีดีเอ็นเอฝ่ายจิตวิญญาณเดียวกัน พวกเขาทั้งหมดเติบโตขึ้นมาจากครอบครัวเดียวกันตั้งแต่แรก เป็นครอบครัวที่เริ่มต้นจากการเพิ่มจำนวน
และบัดนี้ – โดยคำแนะนาบางอย่าง พวกเขาได้รวมกันเป็นกลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เพื่อจะทำงานให้เกิดผลมากยิ่งกว่าเดิม
ในระดับเมืองและระดับท้องถิ่น พระวจนะของพระเจ้าบอกเราว่า กลุ่มผู้เชื่อที่กำลังเติบโตขึ้นนี้มีผู้นำกลุ่มใหม่
ในพันธสัญญาใหม่ คริสตจักรเรียกผู้รับใช้เหล่านี้ว่าผู้ปกครองและมัคนายก ผู้เลี้ยงแกะและผู้ดูแลฝูงแกะ
เราเรียนรู้จากพระวจนะของพระเจ้าว่า คริสตจักรบ้านจำนวนมากมายในกรุงเยรูซาเล็มมีกลุ่มผู้ดูแลหรือมัคนายก 7 คน
เราเรียนรู้จากพระวจนะของพระเจ้าว่า คริสตจักรบ้านจำนวนมากมายในเมืองเอเฟซัสได้รับการดูแลจากกลุ่มผู้ปกครองกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็นคนเลี้ยงแกะที่ทำตามแบบอย่างขององค์พระผู้เลี้ยงที่ดี คือ พระเยซู และพวกเขาอุทิศชีวิตเพื่อฝูงแกะ
นอกจากนี้ เรายังได้เห็นของประทานสำหรับการเป็นผู้นำ 5 อย่าง
พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “พระคริสต์ทรงให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น”
พระเจ้าไม่ได้ประทานของประทานฝ่ายวิญญาณเหล่านี้แก่คนกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้พวกเขาทำงานทุกอย่างในคริสตจักร แต่เพื่อให้พวกเขาได้รับใช้และเตรียมผู้เชื่อของพระเยซูให้พร้อมทำงาน เพื่อกลุ่มผู้เชื่อทั้งหมดจะสามารถทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุตามน้ำพระทัยของพระเจ้าทุกประการ
สาหรับผู้นำเหล่านี้ นอกเหนือจากการพบปะกับครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณของตนเองแล้ว พวกเขาจะพบปะกัน อธิษฐาน สามัคคีธรรม หนุนใจกันและกันในลักษณะเดียวกับกลุ่มคริสตจักรตามบ้าน
ในการประชุมอบรมผู้นำและกลุ่มพี่เลี้ยงจะใช้รูปแบบกลุ่มสามส่วนสาม
เครื่องมือการทำงานของผู้นำสี่รูปแบบ ใช้สำหรับการวางแผน การประเมินผล การหนุนใจและการสอนในระดับที่สูงขึ้นไป เช่นเดียวกับที่ใช้ในระดับท้องถิ่น
เมื่อผู้นำมาพบกัน พวกเขาเล่าสู่กันฟังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวของพวกเขาแต่ละคนและสิ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเครือข่ายของพวกเขา พวกเขาเป็นตัวแทนของกลุ่มครอบครัวและเล่าถึงความเป็นอยู่ของผู้ที่เขารับใช้
สถานที่ๆ ดีที่จะใช้เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณควรจะเป็นที่ๆ เครือข่ายนั้นถือกำเนิดขึ้น เครือข่ายคริสตจักรในเมืองใดเมืองหนึ่ง ก็ควรจะก่อตั้งคริสตจักรท้องถิ่นอยู่ในเมืองนั้น เมื่อกลุ่มของพวกเขาขยายออกไปรับใช้ทั่วเมืองนั้นแล้ว พวกเขาก็จะเป็นตัวแทนของเครือข่ายระดับจังหวัด เมื่อพวกเขาส่งคนออกไปรับใช้ทั่วประเทศและรอบโลก งานของพวกเขาก็จะเป็นงานรับใช้ในระดับประเทศหรือระดับนานาชาติ
พระเยซูตรัสว่า - คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยจะสัตย์ซื่อในของมากด้วย
คริสตจักรในเครือข่ายเหล่านี้จะเชื่อมโยงกันด้วยดีเอ็นเอฝ่ายจิตวิญญาณและด้วยจุดกำเนิดเดียวกัน บางครั้งเครือข่ายเหล่านี้อาจแยกตัวออกเป็นหลายเครือข่ายตามภาษา โอกาสในการพบกัน หรือเหตุผลอื่น
นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต ซึ่งไม่ใช่ปัญหา
ความเต็มใจในการเรียนรู้ เชื่อฟัง และแบ่งปันพระคำของพระเจ้าของคริสตจักรพื้นฐานและสาวกแต่ละคน คือ ดีเอ็นเอฝ่ายจิตวิญญาณของการรับใช้ ซึ่งหากได้รับการส่งต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากคริสตจักรสู่คริสตจักร และจากผู้เชื่อไปสู่ผู้เชื่อแล้ว ครอบครัวฝ่ายจิตวิญญาณและผู้ติดตามพระเยซูทุกคนก็พร้อมที่จะเริ่มทำพันธกิจทวีจำนวนสาวกได้
เมื่อพันธกิจสร้างพันธกิจ เมื่อนั้นเองที่เราจะเริ่มเห็นการ “ฟูขึ้น” ของก้อนขนมปัง ซึ่งหมายถึง เครือข่ายคริสตจักรในเมือง ในจังหวัด หรือกระทั่งประเทศ นี่คือการที่แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่
บนโลกนี้เช่นเดียวกับในแผ่นดินสวรรค์ และนี่คือวิธีที่เราจะสามารถสร้างสาวกจากชนทุกชาติตามพระมหาบัญชาของพระเยซู
มีข้อดีอะไรบ้างเมื่อเครือข่ายคริสตจักรที่เรียบง่ายเชื่อมโยงกันด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ลึกซึ้ง มีตัวอย่างใดบ้างที่นึกถึงได้?
กลุ่มพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อน
ชุดเครื่องมือ Zume กลุ่มพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อน พระเยซูตรัสว่า- “เราให้บัญญัติใหม่ไว้กับพวกท่าน คือให้รักซึ่งกันและกัน เรารักพวกท่านมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงรักกันและกันด้วยอย่างนั้น ถ้าท่านรักกันและกัน ดังนี้แหละทุกคนก็จะรู้ว่าท่านเป็นสาวกของเรา” กลุ่มพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อน คือกลุ่มคนที่ประกอบไปด้วยผู้นำ และเริ่มกลุ่มที่ 3/3 นอกจากนี้ยังเป็นไปตามรูปแบบ 3/3 และเป็นวิธีที่ทรงพลัง เพื่อประเมินสุขภาพฝ่ายวิญญาณของงานของพระเจ้าในพื้นที่ของคุณ กลุ่มพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อนใช้การให้คำปรึกษาแบบผู้นำถึงผู้นำ กับสาวกพระเยซูแต่ละคน กับคริสตจักรที่เรียบง่าย กับองค์กรพันธกิจ หรือแม้กระทั่งกับเครือข่ายคริสตจักรที่เรียบง่ายทั่วโลก ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก กลุ่มพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อน ทำตามตัวอย่างการทำพันธกิจของพระเยซูจากพระคัมภีร์ ถามคำถามซึ่งกันและกันและให้ข้อเสนอแนะ--ทั้งหมดใช้โครงสร้างเวลาพื้นฐานแบบเดียวกันกับกลุ่ม 3/3 จุดประสงค์ของกลุ่มเหล่านี้ไม่ใช่เพื่อตัดสิน-เพื่อยกสมาชิกคนหนึ่งขึ้นและทำลายสมาชิกอีกคนหนึ่งลง พระเยซูตรัสว่า- “อย่าพิพากษา เพื่อพระเจ้าจะไม่ทรงพิพากษาท่านทั้งหลาย เพราะว่าพวกท่านจะพิพากษาผู้อื่นอย่างไร พระเจ้าจะทรงพิพากษาท่านอย่างนั้น และท่านทั้งหลายจะตวงให้ผู้อื่นด้วยทะนานอันใด พระเจ้าจะทรงตวงให้พวกท่านด้วยทะนานอันนั้น” แทนที่จะเป็นเช่นนั้น วัตถุประสงค์ของกลุ่มพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อน คือการให้ความช่วยเหลือในรูปแบบที่เรียบง่ายเพื่อสาวกพระเยซู จะเติบโตโดยทางการอธิษฐาน การเชื่อฟัง การประยุกต์ใช้ และความรับผิดชอบ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ "ให้รักกัน" วิธีการทำงานมีดังนี้: มองย้อนกลับไป ในช่วงหนึ่งในสามแรก ใช้เวลาในการอธิษฐาน และดูแลเหมือนที่คุณดูแลในกลุ่มพื้นฐาน 3/3 จากนั้นใช้เวลากับวิสัยทัศน์ของกลุ่ม-เราแต่ละคนดำเนินชีวิตตามพระเยซูได้ดีเพียงใด ขณะที่เราอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน เชื่อฟังและเชื่อฟังพระเจ้า และดำเนินชีวิตตามความสัมพันธ์ที่สำคัญ สุดท้ายในช่วงหนึ่งในสามส่วนแรกนี้ ให้กลุ่มตรวจสอบและตอบกลับ แผนการดำเนินการและความมุ่งมั่นของแต่ละคน ที่ทำขึ้นในการประชุมที่แล้ว ค้นคว้า ช่วงเวลาหนึ่งในสามช่วงกลางของกลุ่ม คือการใช้เวลาค้นหาสติปัญญาและการนำทางจากพระเจ้า โดยผ่านพระคัมภีร์ การสนทนา และการอธิษฐาน ให้อธิษฐานสั้นๆ และเรียบง่าย ขอให้พระเจ้าทรงสอนพระประสงค์ของพระองค์ และหนทางของพระองค์แก่คุณผ่านทางพระวจนะของพระองค์ ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำเวลาของคุณ สมาชิกในกลุ่มควรแบ่งปันสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากพระเจ้า เกี่ยวกับความเป็นผู้นำของเขา-ไม่ว่าจะผ่านพระวจนะของพระเจ้า คำอธิษฐาน หรือจากผู้ติดตามคนอื่นๆ ให้กลุ่มหารือคำถามง่ายๆ ต่อไปนี้: หนึ่ง-คุณทำได้อย่างไรในแต่ละส่วนของแผนภาพทุ่งนาสี่แบบ? สอง-อะไรทำงานได้ดี? ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของคุณคืออะไร? สาม-ทบทวนแผนที่รุ่นปัจจุบันของคุณ สี่-อะไรที่ท้าทายคุณหรืออะไรที่คุณพบว่าเข้าใจยาก? ห้า-พระเจ้ากำลังแสดงอะไรให้คุณดูบ้างในช่วงนี้? หก-มีคำถามหรือข้อเสนอแนะใดๆ หรือเปล่า จากผู้นำที่มีประสบการณ์หรือผู้เข้าร่วมคนอื่นๆ? มองไปข้างหน้า เวลาหนึ่งในสามส่วนสุดท้ายของกลุ่มใช้ไปกับการมองไปข้างหน้า ว่าเราแต่ละคนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้และปฏิบัติตามได้อย่างไร ใช้เวลาอธิษฐานเงียบๆ กับทุกคนในกลุ่ม ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์แสดงให้พวกเขาเห็น วิธีตอบคำถามเหล่านี้: เจ็ด-แผนปฏิบัติการอะไรหรือเป้าหมายใดที่พระเจ้าต้องการให้ฉันนำไปปฏิบัติ ก่อนที่เราจะได้เจอกันครั้งหน้า? (ใช้เครื่องมือ ทุ่งนาสี่แบบเพื่อช่วยให้คุณมุ่งเน้นงานได้) แปด-ที่ปรึกษาหรือสมาชิกกลุ่มคนอื่นๆ สามารถช่วยฉันในการทำงานนี้ได้อย่างไร ในที่สุด ใช้เวลาร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อสนทนากับพระเจ้าในการอธิษฐาน ให้กลุ่มอธิษฐานเพื่อสมาชิกแต่ละคน และขอพระเจ้าทรงเตรียมใจของทุกคน กลุ่มจะติดต่อกลับในช่วงเวลาที่r;dเขาอยู่ห่างกัน ขอพระเจ้าประทานความกล้าหาญและความเข้มแข็งให้แก่สมาชิกทุกคนในกลุ่ม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้และปฏิบัติตามสิ่งที่พระเจ้าทรงสั่งสอนพวกเขาในช่วงนี้ หากผู้นำที่มีประสบการณ์ต้องการอธิษฐานเพื่อผู้นำที่อายุน้อยกว่าโดยเฉพาะ ตอนนี้คือเวลาที่เหมาะสำหรับการอธิษฐานนั้น เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มักพบกันในระยะไกล คุณไม่น่าจะสามารถเฉลิมฉลองมื้ออาหารค่ำของพระเจ้าได้ หรือแบ่งปันอาหารกัน แต่ต้องแน่ใจว่าแบ่งเวลาเพื่อตรวจสอบเรื่องสุขภาพ ครอบครัว และเพื่อนๆ ด้วย พระเยซูทรงแสดงให้เราเห็นครั้งแล้วครั้งเล่า แม้ว่าพระองค์จะทรงกระทำการงานที่สำคัญที่สุดแล้วก็ตาม พระองค์ทรงจัดเวลาให้คนที่พระองค์รักอย่างสมดุลเสมอ กลุ่มพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อน เป็นเครื่องมือที่เรียบง่ายแต่มีกลยุทธ์จาก Zume Toolkit เพื่อพัฒนาผู้นำให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
กลุ่มฝึกปฏิบัติในการเป็นพี่เลี้ยงที่เป็นเพื่อน
เนื้อหา:
ในช่วง 1 ใน 3 ช่วงแรก ให้ใช้เวลาในการอธิษฐานและเอาใจใส่เช่นเดียวกับที่คุณทำในกลุ่ม 3/3 ทั่วไป จากนั้น ให้ใช้เวลาในการพิจารณาวิสัยทัศน์และความซื่อสัตย์ของกลุ่มในการมุ่งมั่นครั้งก่อนๆ เช่น คุณยึดมั่นในพระคริสต์ได้ดีเพียงใด [พระคัมภีร์ การอธิษฐาน ความไว้วางใจ การเชื่อฟัง ความสัมพันธ์ที่สำคัญ] กลุ่มของคุณได้ทำตามแผนปฏิบัติการจากบทเรียนที่แล้วเสร็จหรือไม่ ทบทวนแผนเหล่านั้น
ให้กลุ่มหารือคำถามง่ายๆ ต่อไปนี้:
ใช้เวลาอธิษฐานเงียบๆ กับทุกคนในกลุ่ม โดยขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์แสดงให้พวกเขาเห็นว่าจะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร:
ในที่สุด ให้ใช้เวลาร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อพูดคุยกับพระเจ้าในการอธิษฐาน ขอให้กลุ่มอธิษฐานเผื่อสมาชิกแต่ละคน และขอให้พระเจ้าเตรียมใจของทุกคนที่กลุ่มจะติดต่อหาในช่วงเวลาที่เขาอยู่ห่างกัน อธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานความกล้าหาญและความเข้มแข็งแก่สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเพื่อนำสิ่งที่พระเจ้าสอนพวกเขามาใช้และเชื่อฟังในการเรียนครั้งนี้ หากผู้นำที่มีประสบการณ์จำเป็นต้องอธิษฐานเผื่อผู้นำที่อายุน้อยกว่าโดยเฉพาะ นี่คือเวลาที่เหมาะสำหรับการอธิษฐานนั้น เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้มักจะพบกันในระยะไกล คุณจึงไม่น่าจะสามารถเฉลิมฉลองอาหารมื้อค่ำขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือรับประทานอาหารร่วมกันได้ แต่ควรหาเวลาพูดคุยเรื่องสุขภาพ ครอบครัว และเพื่อนฝูง
แผนสามเดือน
พระเจ้าตรัสในพระคัมภีร์ว่า “เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า”
พระเจ้าทรงวางแผน และพระองค์คาดหวังให้เราวางแผนเช่นกัน
แผนสามเดือนเป็นเครื่องมือที่คุณสามารถใช้เพื่อช่วยให้มุ่งความสนใจและความพยายามของคุณ และให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของพระเจ้าในการสร้างสาวกที่ทวีคูณ
สไลด์ถัดไปจะแสดงวิธีสร้างแผนสามเดือน เราขอแนะนำให้ใช้เครื่องมือออนไลน์
วางแผนสามเดือนของคุณ
ผลัดกันแบ่งปันแผนสามเดือนของคุณกับคนอื่น ๆ
หาคู่ฝึกที่ยินดีติดตามคุณเป็นประจำทุกสัปดาห์ และมุ่งมั่นที่จะทำแบบเดียวกันนี้กับพวกเขา
เข้าร่วมกับชุมชน
การฝึกอบรม Zúme กำลังจะสิ้นสุดลง แต่การฝึกฝนเครื่องมือและแนวคิดยังคงดำเนินต่อไป
อย่าทำคนเดียว หาชุมชนที่คอยให้กำลังใจและเติบโต
เข้าร่วมชุมชน Zume โดยใช้รหัส QR
ขอแสดงความยินดีกับการสำเร็จหลักสูตรอบรม Zume!