วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 กลายเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อวกาศของไทย เมื่อดาวเทียม KnackSat-2 ซึ่งเป็นดาวเทียมขนาด CubeSat หรือดาวเทียมขนาดเล็กดวงที่สองของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สานต่อความสำเร็จจากดาวเทียม KnackSat ดวงแรกที่เคยถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ไปเมื่อปี 2018 โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากบริษัท NBSpace และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ โดย KnackSat-2 ได้ถูกปล่อยออกจากสถานีอวกาศนานาชาติสำเร็จอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 15:55 ตามเวลาประเทศไทย การปล่อยครั้งนี้ทำผ่านโมดูล Kibo ของประเทศญี่ปุ่นในภารกิจ J-SSOD ลำดับที่ 35

บรรยากาศการติดตามภารกิจที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือเต็มไปด้วยความตื่นเต้น มีทั้งคณะผู้บริหาร ทีมพัฒนา นักวิจัย และวิศวกรมารวมตัวกันเพื่อรอคอยวินาทีประวัติศาสตร์นี้ การที่ KnackSat-2 สามารถออกตัวจากสถานีอวกาศนานาชาติได้ตามกำหนดการ ถือเป็นความสำเร็จขั้นแรกที่พิสูจน์ให้เห็นถึงมาตรฐานการทำงานระดับสากลของไทย ความรู้สึกในห้องควบคุมไม่ใช่แค่ความดีใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเต็มไปด้วยความหวังและความรับผิดชอบต่อภารกิจที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นด้วย
การเดินทางของ KnackSat-2 ครั้งนี้เป็นการร่วมทางในรูปแบบ Ride Sharing ที่รวบรวมดาวเทียมขนาดเล็กจากหลายชาติขึ้นไปพร้อมกัน ในเที่ยวบินนี้ยังมีดาวเทียม Gxiba-1 จากประเทศเม็กซิโกที่มุ่งเน้นการถ่ายภาพภูเขาไฟเพื่อศึกษาการกระจายตัวของเถ้าถ่าน และดาวเทียม CoRAL จากอิตาลีที่ขึ้นไปทดสอบระบบ Inter-Satellite Links หรือการสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเทคโนโลยี Internet of Things นอกจากนี้ยังมี UiTMSAT-2 ของมาเลเซีย และดาวเทียม LEOPARD จากสถาบันเทคโนโลยีคิวชูที่เน้นการศึกษาปรากฏการณ์ทางแสงในชั้นบรรยากาศ รวมถึงความน่ารักของดาวเทียม HMU-SAT2 หรือ Teruteru จากญี่ปุ่นที่ถูกสร้างขึ้นโดยนักเรียนมัธยมปลายเพื่อส่งข้อความแสง LED จากอวกาศสู่โลก

ความหลากหลายของภารกิจการปล่อยดาวเทียม J-SSOD ลำดับที่ 35 สะท้อนให้เห็นถึงยุคสมัยใหม่ของการสำรวจอวกาศที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ชาติมหาอำนาจ แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เยาวชน นักวิจัย และมหาวิทยาลัยทั่วโลกได้เข้าถึงพรมแดนใหม่นี้ โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่และทำความเข้าใจโลกของเราให้ดียิ่งขึ้นจากมุมมองที่สูงขึ้นไป
เจาะลึกเทคโนโลยีและภารกิจของ KnackSat-2
ในเชิงวิศวกรรม KnackSat-2 คือดาวเทียมขนาด 3U ที่อัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สถาบันเทคโนโลยีคิวชู และบริษัท NBspace จำกัด และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ หัวใจสำคัญของดาวเทียมดวงนี้คือระบบ Automatic Packet Reporting System หรือระบบ Digipeater ที่จะช่วยให้นักวิทยุสมัครเล่นสามารถส่งข้อความผ่านดาวเทียมได้ นอกจากนี้ยังมีระบบ Store and Forward IoT ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากเซนเซอร์บนพื้นโลกที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แล้วส่งต่อข้อมูลนั้นกลับมายังสถานีรับสัญญาณเมื่อดาวเทียมโคจรผ่านพื้นที่ที่กำหนดไว้

นอกจากภารกิจด้านการสื่อสารแล้ว KnackSat-2 ยังพกพาภารกิจด้านการสำรวจชั้นบรรยากาศและรังสีมาด้วย โดยมีการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดรังสี X-ray หรือรังสีเอกซ์ และ Gamma Ray รวมถึงการตรวจวัดรังสี Ultraviolet หรือรังสีอัลตราไวโอเลตในวงโคจร เพื่อรวบรวมข้อมูลสภาพแวดล้อมในอวกาศที่มีผลต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสิ่งมีชีวิต อีกทั้งยังมีภารกิจ Camera Mission สำหรับถ่ายภาพพื้นโลก
ช่วงเวลาแห่งความลุ้นระทึกที่สถานีภาคพื้นดิน
หลังจากการปล่อยตัวเร็จในเวลา 15:55 ความท้าทายลำดับต่อไปคือการรอคอยช่วงเวลา Acquisition of Signal หรือการรับสัญญาณครั้งแรกจากดาวเทียม เมื่อโคจรผ่านมาเหนือประเทศไทยในเวลาประมาณ 18:09 น. ทีมวิศวกรที่สถานีภาคพื้นดินของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และทีมจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติที่เชียงใหม่ ต่างเตรียมอุปกรณ์รับสัญญาณอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในวงโคจรแรกนี้น่านฟ้าไทยยังคงเงียบสงบ ไร้ซึ่งสัญญาณ Beacon ที่ทีมงานเฝ้ารอคอย ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้บ่อยครั้งในการปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กประเภทนี้

สาเหตุที่สัญญาณในวงโคจรแรกยังไม่ปรากฏ อาจมีปัจจัยมาจากกระบวนการทำงานเริ่มต้นของระบบคอมพิวเตอร์ออนบอร์ด และการจัดการพลังงานภายในแบตเตอรี่ของดาวเทียม เนื่องจากหลังจากที่ถูกปล่อยออกมา KnackSat-2 ต้องใช้เวลาในการชาร์จพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อเริ่มกระบวนการกางเสาอากาศและส่งสัญญาณ แม้ว่าทีมวิศวกรจะรู้สึกกังวลอยู่บ้างตามสัญชาตญาณ แต่ในมุมมองทางเทคนิค นี่คือช่วงเวลาที่ดาวเทียมกำลังเตรียมตัวเพื่อทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมใหม่บนวงโคจร
ก้าวต่อไปของทีมงานคือการติดตามวงโคจรในรอบถัดไป โดยตัวดาวเทียม KnackSat-2 ได้โคจรผ่านท้องฟ้าของประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 4 ตามมาด้วยในช่วงเย็นตามลำดับ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าได้รับสัญญาณจากดาวเทียม ได้มีนักวิทยุสมัครเล่น อ้างว่าสามารถรับสัญญาณที่อาจมาจากดาวเทียม KnackSat-2 ได้ และได้เผยแพร่ข้อมูลไว้ใน SatNOGS Network ช่วงเวลาที่บันทึกไว้ได้อยู่ที่ 6 นาทีโดยประมาณ อย่างไรก็ดี ผู้พัฒนาดาวเทียมยังไม่ได้ออกมายอมรับและยืนยันว่ามาจากดาวเทียม KnackSat-2 และเมื่อพิจารณาจากหน้าตาของ Waterfall ที่ออกมาแล้ว ดูแล้วไม่น่าจะยังเป็นดาวเทียม KnackSat-2
เช้าวันใหม่ของวันที่ 5 กุมภาพันธ์เป็นอีกหนึ่งของการรับสัญญาณโดยในช่วงเช้าเวลาประมาณ 08:13 แม้มุมเงยจะยังต่ำอยู่ที่ 21 องศา ซึ่งถือว่าดีใช้ได้แต่ยังไม่ดีมากนัก แต่ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ช่วงเย็นเวลา 18:07 น. ซึ่งดาวเทียมจะโคจรผ่านด้วยมุมสูงถึง 51 องศา ซึ่งถือเป็นโอกาสทองครั้งแรกในการรอสัญญาณ KnackSat-2 เหนือน่านฟ้าไทยอย่างเต็มรูปแบบ
ความลุ้นระทึกจะยิ่งมากขึ้นในวันที่ 6 และ 7 กุมภาพันธ์ โดยมีรอบผ่านที่น่าสนใจในวันที่ 6 ทั้งในช่วงเช้า 07:26 น. และช่วงเย็น 17:20 น. ด้วยมุมสูงถึง 45 และ 65 องศาตามลำดับ จนไปถึงจุดพีคที่สุดในเช้าวันที่ 7 กุมภาพันธ์ เวลา 06:39 น. ที่มุมเงยจะพุ่งสูงถึง 74 องศา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โอกาสสัญญาณจะมีความชัดเจนและมั่นคงที่สุด
นักวิทยุสมัครเล่นทั่วโลกยังสามารถช่วยกันรับสัญญาณจาก KnackSat-2 ได้โดยรายละเอียดได้ถูกระบุไว้ในบทความ มาช่วยกันรับสัญญาณจากดาวเทียม KnackSat-2 ด้วยวิทยุสมัครเล่นกัน
สิ่งที่น่าจับตามองในภารกิจ KnackSat-2 หลังจากนี้
สิ่งที่น่าจับตามองในภารกิจ KnackSat-2 หลังจากนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามว่า “จะรับสัญญาณได้เมื่อไหร่” แต่คือสิ่งที่ตามมาหลังจากดาวเทียมเริ่มมีชีวิตอย่างเต็มรูปแบบในวงโคจรจริง ประเด็นแรกคือ พฤติกรรมของระบบพลังงานและการฟื้นตัวหลังการปล่อย โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่วันแรกที่ดาวเทียมต้องผ่าน Orbital Sunrise ต่อเนื่องยาวนาน การจัดการ Battery, Power และ Thermal Behavior จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าแพลตฟอร์ม 3U ดวงนี้พร้อมแค่ไหนสำหรับการทำงานหลายภารกิจพร้อมกันในสภาพแวดล้อมจริง ซึ่งต่างจากในห้อง Clean Room อย่างสิ้นเชิง
ประเด็นถัดมาคือ คุณภาพและเสถียรภาพของการสื่อสารกับชุมชนภายนอก KnackSat-2 ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้คุยกับ Ground Station ของเจ้าของภารกิจเพียงอย่างเดียว แต่เปิดให้ Amateur Radio Community ทั่วโลกเข้ามามีบทบาทผ่าน APRS และ Store-and-Forward นั่นหมายความว่า หลังจาก Beacon แรกถูกยืนยันแล้ว สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือจะมี packet ไหลเข้ามาจากประเทศไหน ใครเป็นคนรับได้ก่อน และข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำกลับมาใช้ปรับการปฏิบัติการของทีมอย่างไร นี่คือภาพสะท้อนวัฒนธรรม CubeSat แบบ Open Ecosystem ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่
อีกจุดที่ควรจับตาคือ การทยอยเปิดใช้งาน Payload ทีละชุด ไม่ว่าจะเป็นกล้อง, โมดูลวัดรังสี X-ray/Gamma ray หรือการวัด UV ในวงโคจร แต่ละ Payload ไม่ได้มีคุณค่าแค่ผลลัพธ์เชิงวิทยาศาสตร์ตรง ๆ หากแต่เป็นข้อมูลเชิงวิศวกรรมว่าการรวมหลายภารกิจไว้ในดาวเทียมขนาดเล็กดวงเดียวส่งผลต่อ Resource Sharing อย่างไร
สุดท้ายคือ บทบาทของ KnackSat-2 ในฐานะ “องค์ความรู้ที่ต่อยอดได้” ภารกิจนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น One-off Success แต่เป็น Stepping Stone สำหรับดาวเทียมดวงถัดไปของไทย ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับประเทศ ข้อมูลความสำเร็จและความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจริงในวงโคจรจะกลายเป็นมรดกทางวิศวกรรมที่มีค่ามากกว่ารายงานใด ๆ และจะถูกส่งต่อไปยังทีมรุ่นถัดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในแง่นี้ KnackSat-2 อาจไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตั้งแต่วงโคจรแรก แต่สิ่งที่น่าจับตาคือมันจะ “สอนอะไรเราได้บ้าง” และเราจะเอาบทเรียนเหล่านั้นไปเล่นเกมอวกาศรอบถัดไปอย่างฉลาดขึ้นหรือไม่ นั่นต่างหากคือคำถามใหญ่ของภารกิจนี้
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co