DHCP คืออะไร ? ทำงานอย่างไร ? ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ? และข้อดี-ข้อเสีย
moonlightkz
DHCP ในเครือข่ายคืออะไร ?
ระบบโฮสต์บนเครือข่ายใดก็ตาม จะสามารถกำหนดค่าของ หมายเลขที่อยู่ไอพี (IP Address) แบบแมนนวล หรือจะเป็นแบบอัตโนมัติ (Dynamic) ก็ได้ อย่างในบ้านคนธรรมดาก็จะมักจะเป็นเครือข่ายขนาดเล็กที่มีคอมพิวเตอร์อยู่ 2-3 เครื่อง การจะกำหนดค่า IP Address แบบแมนนวลด้วยตนเองก็คงไม่ใช่เรื่องยาก
- Port Forwarding คืออะไร ? รู้จักกระบวนการส่งต่อพอร์ต เพื่อให้ส่งข้อมูลในพอร์ตที่กำหนดไว้
- Stateful Firewall กับ Stateless Firewall แตกต่างกันอย่างไร ?
- Synthetic Media คืออะไร ? รู้จักสื่อสังเคราะห์ ที่นำ AI เข้ามาช่วยผลิตสื่อ
- Latency คืออะไร ? รู้จักค่าความหน่วงเวลา ตัวแปรสำคัญของการใช้งานเครือข่าย
- Synthetic Data คืออะไร ? ข้อมูลสังเคราะห์สำคัญอย่างไรต่อ AI ?
แต่หากเป็นระบบเครือข่ายของบริษัทที่มีคอมพิวเตอร์หลายร้อยเครื่อง ถ้าต้องมากำหนดค่า IP Address แบบแมนนวลด้วยตัวเองทุกเครื่อง มันก็เรียกได้ว่าเป็นฝันร้ายของผู้ดูแลระบบ (Administrator) เลยก็ว่าได้ หรือต่อให้คุณมีความถึกที่จะทำมัน แต่ว่า IP Address ของแต่ละเครื่องนั้นห้ามซ้ำกันแม้แต่เครื่องเดียว ซึ่งมนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เมื่องานมีปริมาณมาก เราก็มีโอกาสจะทำพลาดได้เสมอ ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการใช้ "Dynamic Host Configuration Protocol" หรือ "DHCP" นั่นเอง
โดยเนื้อหา ในบทความนี้ เราก็อยากจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับการทำงานของ DHCP กันให้มากขึ้น ส่วนมันจะเป็นอย่างไรนั้น มาดูกันเลย ...
DHCP คืออะไร ? (What is DHCP ?)
Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP) เป็นระบบบริหาร โปรโตคอล (Protocol) ของเครือข่ายที่ใช้ในการกำหนด IP Address แบบไดนามิค (Dynamically) ให้กับอุปกรณ์ หรือโหนด (Node) ใด ๆ ก็ตามที่อยู่ในเครือข่าย เพื่อให้มันสามารถสื่อสารหากันได้ผ่านระบบ IP
โดย DHCP นั้นเป็นศูนย์รวมการจัดการ IP Address และจะทำงานแบบอัตโนมัติ โดยระบบ DHCP สามารถนำไปใช้ได้ตั้งเครือข่ายขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ระดับองค์กร
DHCP จะคอยกำหนดค่า IP Address ใหม่ให้กับทุกตำแหน่งเมื่ออุปกรณ์มีการย้ายตำแหน่งจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่ง ทำให้ผู้ดูแลระบบไม่จำเป็นต้องมาตั้งค่า IP Address ที่ยังว่างอยู่ให้กับอุปกรณ์ใหม่ทุกครั้ง เมื่อมีการย้ายตำแหน่ง เพื่อป้องกันปัญหา IP Address ชนกัน
ในปัจจุบันนี้ DHCP รองรับการใช้งานทั้งกับ IP เวอร์ชัน (IPv4) และ IP เวอร์ชัน 6 (IPv6) ซึ่ง IPv6 ได้เริ่มเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม หลังจาก IPv4 ถูกใช้มาหลายสิบปีจนเลข IP กำลังจะหมดไป แม้ว่าการปรับเปลี่ยนมาใช้ IPv6 จะเป็นไปอย่างช้า ๆ แต่จากการเก็บสถิติของ Google ในปัจจุบันนี้ IPv6 ก็มีการเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนขณะนี้มีการใช้งานสูงถึง 43% แล้ว
DHCP ทำงานอย่างไร ? (How does DHCP work ?)
Dynamic Host Configuration Protocol (DHCP) จะทำงานอยู่ใน แอปพลิเคชันเลเยอร์ (Application Layer) ของ TCP/IP คอยทำหน้านี่กำหนด IP Address และจัดสรรการตั้งค่า TCP/IP ให้กับอุปกรณ์ที่เป็น DHCP Client ซึ่งรวมไปถึงข้อมูลจำพวก Subnet Mask, ค่าเริ่มต้นของ Gateway IP Address และ DNS Address ด้วยเช่นกัน

ภาพจาก : https://networkingforbeginners.weebly.com/blog/the-application-layer-in-detail
เราสามารถกล่าวได้ว่า DHCP เป็นเหมือนเซิร์ฟเวอร์ที่รวบรวมค่า Unique IP Address และข้อมูลการตั้งค่าต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อ Client เอาไว้ เพื่อคอยแจกจ่ายค่าไปยังอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระบบเครือข่าย โดยเมื่ออุปกรณ์ Client ที่รองรับ DHCP เชื่อมต่อเข้าไปยังระบบเครือข่าย มันจะส่งคำขอไปยังเซิร์ฟเวอร์ DHCP เพื่อรับค่ากลับมา
ในจุดนี้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดระยะเวลาในการใช้ IP Address ได้ด้วย หรือที่เรียกว่าการทำ "Lease" ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้ว อุปกรณ์จะต้องส่งคำร้องมาขอ IP Address ใหม่อีกครั้งเพื่อต่ออายุการเชื่อมต่อ ในการรีเฟรชการเชื่อมต่อที่ว่านี้ ข้อมูลคำร้องจะเหมือนเดิมทุกประการ แต่ทางเซิร์ฟเวอร์ DHCP อาจจะส่ง IP Address เป็นหมายเลขใหม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับกฏข้อบังคับที่ผู้ดูแลสร้างเอาไว้

ภาพจาก : http://srisailamsps.blogspot.com/2016/12/dhcp.html
ภายในเซิร์ฟเวอร์จะบันทึกค่า IP Address ทั้งหมดที่ถูกจัดสรรเอาไว้ให้แก่ทุก Node ถ้าหาก Node ใดก็ตามมีการเปลี่ยนตำแหน่ง เซิร์ฟเวอร์ก็จะรับรู้ได้ด้วยการตรวจสอบจากค่า Media Access Control (MAC) address เพื่อป้องกันการเกิดปัญหา IP Address ชนกัน
อย่างไรก็ตาม DHCP ไม่ใช่โปรโตคอลที่สามารถกำหนดเส้นทางได้ หรือมีความปลอดภัยสูง และมันก็มีข้อจำกัดด้านการใช้งานตรงที่ใช้งานแค่ภายใน Local area network ที่กำหนดเท่านั้น ก็คือ 1 เซิร์ฟเวอร์ DHCP ต่อ 1 วง LAN หรืออาจจะมี 2 เซิร์ฟเวอร์ต่อ 1 วง LAN ก็ได้ สำรองเผื่อไว้ในกรณีที่มีเซิร์ฟเวอร์ตัวใดตัวหนึ่งล่ม
ในระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบ Wide area network (WAN) ที่ภายในระบบมีหลายวง LAN ก็เลยจำเป็นต้องมีเซิร์ฟเวอร์ DHCP หลายตัวเพื่อใช้ทำงานร่วมกัน
ส่วนสาเหตุที่เราบอกว่า DHCP ไม่ปลอดภัย ก็เพราะว่าในกระบวนการที่ Client กับเซิร์ฟเวอร์เชื่อมต่อหากันนั้น จะไม่มีขั้นตอนการตรวจสอบยืนยันตัวตนเลย ทำให้มีโอกาสที่จะถูกแฮกเกอร์แฝงตัวเข้ามาอยู่บนเครือข่ายได้ง่าย ๆ
องค์ประกอบหลักของ DHCP (DHCP Main Components)
ในระบบการทำงานของ DHCP นั้นจะมีองค์ประกอบในการทำงานอยู่หลายส่วน แต่ว่าหลัก ๆ จะประกอบไปด้วย
- DHCP Server : อาจจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ หรือเราเตอร์ เป็นที่เก็บเลข IP Address และข้อมูลการตั้งค่าในการเชื่อมต่อ
- DHCP Client : หมายถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบนเครือข่ายเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์ DHCP เช่น คอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน เป็นต้น
- DHCP Relay : จะถูกใช้ในกรณีที่ต้องการจัดการเครือข่ายที่มีความซับซ้อน หรือแยกประเภทของเครือข่าย

ภาพจาก : https://timigate.com/2018/08/configure-cisco-dhcp-relay-agents-using-packet-tracer-in-two-minutes.html
นอกจากนี้ ยังอาจมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีก ขึ้นอยู่กับรูปแบบการทำงานของ DHCP ที่ใช้ เช่น IP Address Pool, Subnet, Lease, Renewal, Gateway Address ฯลฯ
ข้อดี และข้อสังเกตของ DHCP (DHCP Pros and Cons)
ข้อดี
- รวมศูนย์การจัดการ IP Address
- ตั้งค่า TCP/IP แบบอัตโนมัติ
- ง่ายต่อการเพิ่มอุปกรณ์ใหม่เข้ามาในเครือข่าย
- ใช้ IP Address อย่างคุ้มค่า ไม่สูญเปล่า
- ทำให้การสลับ IP Address ที่เกิดขึ้นบ่อย เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
- ตั้งค่าง่าย ไม่ซับซ้อน
- ช่วยให้ผู้ดูแลจัดการเครือข่ายได้จากศูนย์กลางอย่างง่ายดาย
ข้อสังเกต
- อาจเกิดปัญหาที่ขัดแย้งกันในการจัดการ IP Address ได้ เพราะ Client สามารถเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ไหนก็ได้ หากไปเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ใกล้เคียง ตัว Client อาจได้รับการตั้งค่าที่ผิดพลาดได้
- Client ไม่สามารถเชื่อมต่อได้ หากเซิร์ฟเวอร์มีปัญหา
- ชื่ออุปกรณ์ไม่สามารถเปลี่ยนได้ แม้จะเปลี่ยน IP Address แล้วก็ตาม
ที่มา : www.techtarget.com , www.geeksforgeeks.org , afteracademy.com
|
เขียนโดย
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |

ทิปส์ที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น (0)
PK1911



