วิธีเลือกซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์ (Projector Buying Guides and Tips)
moonlightkz
วิธีเลือกซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์
(Projector Buying Guides and Tips)
ในสมัยก่อน เครื่องฉายภาพ หรือที่รู้จักกันในนาม "โปรเจคเตอร์ (Projector)" ดูจะเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในสำนักงาน ไม่ค่อยเห็นคนซื้อมาใช้ที่บ้านกันสักเท่าไหร่นัก แต่เดี๋ยวนี้ อาจด้วยความที่เทคโนโลยีมีการพัฒนามาไกลกว่าแต่ก่อน ทำให้ราคาของโปรเจคเตอร์ถูกลงกว่าเดิม อายุการใช้งานของหลอดก็ยาวนานขึ้น แถมมีรุ่นที่ดีไซน์เล็กกะทัดรัดออกมาให้เลือกซื้อ บางรุ่นก็มีระบบปฏิบัติการ Android ในตัว ทำให้ใช้งานสะดวกกว่าแต่ก่อน ทำให้ปัจจุบันนี้ เครื่องโปรเจคเตอร์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่ชอบรับชมภาพบนหน้าจอขนาดใหญ่โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินแพง
- 8 เหตุผลที่คุณควรมีโปรเจคเตอร์ไว้เป็นโฮมเธียเตอร์ดูหนังที่บ้าน
- Keystone Correction ในโปรเจคเตอร์ คืออะไร ?
- วิธีเลือกซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์ (Projector Buying Guides and Tips)
- Projector ทำงานอย่างไร ? และ โปรเจคเตอร์มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
- โปรเจคเตอร์หลอดไฟปกติ (Lamp) , หลอดไฟ LED และ เลเซอร์ (Laser) คืออะไร ? แตกต่างกันอย่างไร ?
สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์มาใช้งาน ในบทความนี้ เรามีเคล็ดลับดี ๆ ในการเลือกซื้อมาแนะนำ
1. กำหนดงบประมาณ (Set Budget)
วงการโปรเจคเตอร์นั้น ก็เหมือนกับในหลาย ๆ วงการ เราได้ของคุณภาพตามที่เราจ่าย แต่ตัวไหนจะคุ้มที่สุดก็ต้องไปคัดกรองกันอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น สิ่งแรกที่เราจะคำนึงถึงก่อนเลยก็คือ งบประมาณ โชคดีที่เทคโนโลยีของโปรเจคเตอร์ในสมัยนี้ดีกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้แม้จะเป็นโปรเจคเตอร์ราคาประหยัด มันก็มีคุณภาพในการฉายภาพที่ดีพอใช้การได้ จากในอดีต ที่โปรเจคเตอร์คุณภาพดีมีราคาหลายหมื่นบาท เดี๋ยวนี้เพียงไม่กี่พันบาทก็ได้โปรเจคเตอร์ที่ฉายภาพคมชัดมาใช้งานแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในท้องตลาดก็ยังมีโปรเจคเตอร์ระดับบนให้เลือกซื้ออยู่ โดยมันจะมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่มากกว่า อย่างเช่น มีความสว่างสูงมาก, มี Contrast ratio ที่ดีกว่า, เลนส์คุณภาพสูง ฯลฯ รวมไปถึงการรับประกันสินค้าจากผู้ขายที่ยาวนานกว่า มีการบริการเคลมที่สะดวกรวดเร็วกว่าด้วย
2. ความละเอียดภาพ (Resolution)
ความละเอียดภาพ (Resolution) เป็นส่วนสำคัญของเครื่องโปรเจคเตอร์ทุกรุ่น โดยค่านี้จะบ่งบอกว่าภาพที่ฉายออกมาจากโปรเจคเตอร์จะมีความคมชัดขนาดไหน ซึ่งเราสามารถวัดได้จาก จำนวนพิกเซล (Number of Pixels) ต่อตารางนิ้ว (ppi)
โปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่ที่วางจำหน่ายในปัจจุบันนี้ จะให้ความละเอียดเริ่มต้นมาตั้งแต่ Full HD (1,920 x 1,080 พิกเซล) เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าคุณอยากรับชมวิดีโออย่างคมชัด ก็ควรจะเลือกโปรเจคเตอร์ที่รองรับการฉายที่ความละเอียด 4K (3,840 x 2,160 พิกเซล) หรือจัดเต็ม 8K (7,620 x 4,320 พิกเซล) ไปเลย
อีกเหตุผลหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ ขนาดของภาพที่คุณต้องการรับชม หากห้องมีพื้นที่กว้าง อยากจะฉายภาพใหญ่แบบ 150 นิ้ว - 180 นิ้ว ก็ควรจะเลือกใช้งานโปรเจคเตอร์ระดับ 4K เพราะมันมีจำนวนพิกเซลมากพอที่ทำให้ภาพที่ฉายออกมาไม่ดูหยาบจนเกินไป ซึ่งหากเป็นโปรเจคเตอร์ระดับ Full HD มันจะคงความคมชัดเอาไว้ได้ดี เมื่อฉายภาพขนาด 80 นิ้ว - 100 นิ้ว ไม่เกินนี้
เปรียบเทียบภาพจาก :โปรเจคเตอร์ Full HD กับโปรเจคเตอร์ 4K
ภาพจาก : https://www.geckohomecinema.com/gecko/4k-projectors-why-you-need-one/
3. อัตราส่วนการฉาย (Throw Ratio)
อัตราส่วนการฉาย (Throw Ratio) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ซื้อควรให้ความใส่ใจ เพราะมันจะบอกถึงระยะห่างที่ต้องใช้ในการฉายระหว่างเครื่องโปรเจคเตอร์กับฉากรับ โดยโปรเจคเตอร์แต่ละรุ่น ก็จะมีค่า Throw Ratio ที่แตกต่างกัน
สามารถคำนวณได้ด้วยสูตร Throw Ratio = ระยะห่าง / ความกว้าง
โปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่ จะมีค่านี้อยู่ที่ 2.0 (หรือ 2.0:1) นั่นหมายความว่า หากต้องการฉายภาพให้ได้ขนาด 10 ฟุต (120 นิ้ว) จะต้องวางโปรเจคเตอร์ห่างจากฉากรับ 20 ฟุต (240 นิ้ว) หรือประมาณ 6 เมตร ซึ่งก็เป็นระยะที่ไกลพอสมควร
ในระยะหลังมานี้ทางผู้ผลิตก็เลยมีการพัฒนาเทคนิคที่สามารถช่วยละระยะฉายได้ขึ้นมา เรียกว่า Ultra Short Throw (UST) หรือ Short Throw ขึ้นมา โดยอาศัยชุดเลนส์พิเศษ และชิ้นส่วนกระจก ทำให้สามารถลดค่า Throw Ratio ได้ลงมาต่ำมาก เช่น 0.35:1 ทำให้ฉายภาพขนาด 100 นิ้ว ได้ โดยใช้ระยะห่างเพียง 0.77 เมตร เท่านั้น

ภาพจาก : https://www.bigpicturebigsound.com/What-is-a-UST-Ultra-Short-Throw-Projector-and-Do-I-Want-One.shtml
ดังนั้น หากคุณมีพื้นที่ในการจัดวางจำกัด การเลือกใช้งานโปรเจคเตอร์แบบ UST ก็จะช่วยให้ผู้ใช้หาที่วางอุปกรณ์ได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม โปรเจคเตอร์แบบ UST จะมีคุณภาพของภาพที่แย่กว่าโปรเจคเตอร์ที่มีระยะฉายธรรมดาอยู่เล็กน้อย ด้วยข้อจำกัดทางด้านฟิสิกส์ของแสง
4. ความสว่าง (Brightness)
โปรเจคเตอร์ก็เหมือนกับทีวี หรือสมาร์ทโฟน ที่มีการแข่งขันในด้านความสว่าง แน่นอนว่ายิ่งสว่างก็ยิ่งดี เพราะมันช่วยให้การใช้งานในสภาพแสงต่าง ๆ ทำได้ดี สามารถสู้กับแสงรบกวนภายนอกที่มีอยู่มากมายรอบตัวเรา โดยความสว่างของโปรเจคเตอร์จะวัดด้วย ค่าลูเมน (Lumen) หรือตัวย่อคือ lm ยิ่งโปรเจคเตอร์มีค่าลูเมนสูงเท่าไหร่ ภาพที่ปรากฏบนฉากก็จะมีความสว่าง ดูสดใส มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น โดยความสว่างขั้นต่ำ หากเป็นไปได้ไม่ควรเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ที่ทำความสว่างได้ต่ำกว่า 3,400 ลูเมน
ภาพจาก : https://www.outdoormoviehq.com/how-many-lumens-do-i-need-projector/
และหากในห้องมีแสงรบกวนเยอะ ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหน้าต่าง แสงจากโคมไฟ ฯลฯ ถ้าโปรเจคเตอร์มีค่าความสว่างสูงพอ มันก็จะสามารถฉายสู้แสงรบกวนเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น
ค่าความสว่างนี้ยังมีผลต่อระยะห่างระหว่างตัวผู้ชม กับฉากรับภาพด้วย โดยยิ่งจอยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ ผู้ชมก็สามารถนั่งห่างออกมาได้ไกลขึ้นโดยที่ยังมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนอยู่ ส่วนใหญ่แล้วโปรเจคเตอร์ระดับเรือธงก็จะมีค่าความสว่างที่ทำได้สูงสุดที่เหนือกว่าโปรเจคเตอร์ระดับเริ่มต้น
5. ค่าอัตราส่วนความคมชัด (Contrast Ratio)
สำหรับ ค่า Contrast Ratio หมายถึง อัตราส่วนความแตกต่างระหว่าง "ค่าสีขาว" ซึ่งเป็นค่าที่สว่างที่สุด กับ "ค่าสีดำ" ซึ่งเป็นค่าที่มืดที่สุด ยิ่งค่านี้มีความแตกต่างกันมากเท่าไหร่ จะทำให้การตัดกันของสีมีความชัดเจนมากขึ้น ทำให้ภาพดูคมชัด มีมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่แสดงภาพที่มีแสงตัดกันอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ค่า Contrast Ratio ยังมีผลต่อความแม่นยำของสีอีกด้วย อย่างที่เราได้อธิบายไปแล้วก่อนหน้านี้ว่า ความสว่างเป็นส่วนหนึ่งของ Color Space หน้าจอที่มีค่า Contrast Ratio ต่ำ จะทำให้สีบางส่วนโดนกลบหายไป และภาพสูญเสียรายละเอียดได้
ซึ่งหากใช้งานโปรเจคเตอร์ในห้องที่มืดสนิท ค่า Contrast Ratio ที่ระดับ 1500:1 ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน แต่ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรเลือกรุ่นที่มีค่า Contrast Ratio สูงที่สุดเท่าที่คุณจะจ่ายไหว
ภาพจาก : https://guide.lightform.com/hc/en-us/articles/360010525294-Understanding-Contrast-Ratio
6. อัตราส่วนภาพที่แท้จริง (Native Aspect Ratio)
อัตราส่วนลักษณะ หรือ อัตราส่วนภาพ (Aspect Ratio) ที่เป็นค่าแบบ "Native" ที่ตัวโปรเจคเตอร์สามารถทำได้ก็เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ผู้ซื้อต้องให้ความสำคัญ เพราะหากค่าอัตราส่วนภาพที่โปรเจคเตอร์รองรับ กับอัตราส่วนภาพของเนื้อหาไม่ตรงกัน ก็มีโอกาสที่ภาพที่ถูกฉายออกมาจะมีความผิดเพี้ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เล่นไฟล์ภาพยนตร์
ถ้าสื่อที่ฉายมีสัดส่วนไม่ตรงกับอัตราส่วนภาพของโปรเจคเตอร์รองรับ ก็มีโอกาสที่ภาพจะถูกยืด, บีบ หรือบิดเบี้ยว จากการที่โปรเจคเตอร์พยายามปรับขนาดภาพให้เต็มพื้นที่ฉาย
ตอนเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ อย่างน้อยก็พยายามเลือกรุ่นที่รองรับอัตราส่วนภาพแบบ 4:3 (XGA & SXGA), 16:10 (WXGA & WUXGA) และ 16:9 (Standard HDTV, 1080p) เพื่อให้ครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ได้ แต่โปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ในสมัยนี้ ส่วนใหญ่ก็จะสามารถรองรับอัตราส่วนภาพได้ครบทุกการใช้งานอยู่แล้วแหละ
ภาพจาก : https://pointerclicker.com/how-to-change-aspect-ratio-on-benq-projector/
7. การปรับคีย์สโตน (Keystone Adjustment)
ในกรณีที่เราไม่ได้วางเครื่องโปรเจคเตอร์เป็นระนาบตรงเป๊ะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยากที่จะวางได้ตรงระนาบเป๊ะนั่นแหละ ภาพที่ปรากฏบนฉากรับก็จะมีความบิดเบี้ยวเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยการปรับแต่งค่า Keystone ซึ่งโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่ก็จะมีเมนูนี้ให้ปรับด้วยเช่นกัน
โดยการปรับ Keystone ก็จะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ ตัวโปรเจคเตอร์จะปรับให้เราอัตโนมัติ (Auto Adjustment) และผู้ใช้ต้องปรับด้วยตัวเอง (Manual Adjustment) ซึ่งถ้าหากคุณจะต้องเคลื่อนย้ายโปรเจคเตอร์เป็นประจำ การเลือกซื้อรุ่นที่สามารถปรับ Keystone ได้อัตโนมัติ ก็จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ในการใช้งานให้ดีขึ้นได้พอสมควรกันเลยทีเดียว
การปรับ Keystone
ภาพจาก : https://www.outdoormoviehq.com/projector-keystone-correction/
8. ตัวเลือกในการเชื่อมต่อ (Connectivity Options)
โปรเจคเตอร์มีการทำงานที่ไม่ต่างจาก หน้าจอทีวี (TV Screen) หรือจอคอมพิวเตอร์ (Computer Monitor) มันมีหน้าที่แสดงผลเนื้อหาจากอุปกรณ์อื่นเป็นหลัก ในการเชื่อมต่อโปรเจคเตอร์เข้ากับอุปกรณ์ที่มีอยู่ของเรา โดยทั่วไปก็ต่อสายผ่าน พอร์ต HDMI, VGA หรือ DVI
แต่ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง ก็ทำให้ผู้ผลิตโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่บางรุ่น รองรับการสะท้อนหน้าจอ (Mirror Screen) ผ่าน AirPlay, Google Cast หรือ Miracast ได้ด้วย หากต้องการใช้งานคุณสมบัติดังกล่าว ก็อย่าลืมเลือกโปรเจคเตอร์ที่รองรับด้วย ซึ่งโปรเจคเตอร์บางรุ่นก็รองรับ แต่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่ม
ข้อมูลเพิ่มเติม : Chromecast กับ Miracast คืออะไร ? และแตกต่างกันอย่างไร ?
ภาพจาก : https://www.mi.com/us/mi-laser-projector-150
9. สมาร์ทโปรเจคเตอร์ (Smart Projector)
ปัจจุบันนี้ ผู้ผลิตหลายรายผลิตสมาร์ทโปรเจคเตอร์ออกมาให้ผู้ใช้งานได้เลือกซื้อ โดยจะมี ระบบปฏิบัติการ Android อยู่ในตัวอยู่แล้ว ดังนั้นประสบการณ์ การใช้งานสมาร์ทโปรเจคเตอร์ จะเหมือนกับสมาร์ททีวีเลย ซึ่งผู้ใช้จะสามารถรับชมพวก Netflix, WeTV หรือบริการจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟน ช่วยให้ประสบการณ์ในการใช้งานสะดวกมาก ๆ เลยทีเดียว
แต่อย่างไรก็ตาม สมาร์ทโปรเจคเตอร์ ก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการเลือกมากนัก เพราะเราสามารถหากล่อง Android หรือ Android Stick มาต่อเพื่อใช้งานระบบปฏิบัติการ Android ได้อยู่แล้ว
เห็นไหมว่าแม้การเลือกซื้อโปรเจคเตอร์อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าเราเข้าใจลักษณะการใช้งานแล้ว เราก็จะสามารถเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ที่ตอบโจทย์ตรงความต้องการได้ในที่สุด
ที่มา : www.makeuseof.com , glintylab.com , guide.lightform.com , allhomecinema.com , www.gooutdoormovies.com
|
เขียนโดย
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |




