MSConfig คืออะไร ? และ ตัวอย่างวิธีใช้งาน MSConfig ให้เกิดประโยชน์กับ PC ของคุณ ?
moonlightkz
MSConfig คืออะไร ? ใช้งานอย่างไร ?
ใน ระบบปฏิบัติการ Windows ของ Microsoft นั้นมีเครื่องมือมากมายที่ถูกซ่อนเอาไว้ บทความนี้เราจะมาพูดถึงเครื่องมือเก่าแก่ตัวหนึ่ง ที่ถูกใส่เข้ามาเป็นครั้งแรกในระบบปฏิบัติการ Windows 95 ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 1995 (พ.ศ. 2538) นั่นก็คือ "MSConfig" ชื่อเต็มๆ ของมันคือ "Microsoft System Configuration Utility" แม้มันจะมีมานานแล้ว แต่ผู้ใช้หลายคนก็ยังไม่รู้ว่ามีเครื่องมือตัวนี้อยู่
- 6 ฟีเจอร์ของ Windows ที่หายไป ถูกแทนที่ด้วยของใหม่
- Windows Security กับ Microsoft Defender คืออะไร ? และ แตกต่างกันอย่างไร ?
- 6 เหตุผล ที่ทำให้ Windows Subsystem for Linux (WSL) มีความน่าสนใจ
- ซอฟต์แวร์ 5 ประเภท บนระบบปฏิบัติการ Windows ที่สร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์
- CXL คืออะไร ? รู้จัก Compute Express Link เทคโนโลยีอนาคตของหน่วยความจำ
โดย MSConfig นั้นคือเครื่องมือที่มีประโยชน์อยู่หลายอย่าง อย่างการเข้าไปตั้งค่าการบูตเครื่อง, เลือกระบบปฏิบัติการ, ทางลัดในการเรียกใช้เครื่องมืออื่น ๆ ฯลฯ
ในบทความนี้ เราก็เลยจะมาสอนวิธีเรียกใช้เครื่องมือ MSConfig และแนะนำประโยชน์ของมันให้ได้รู้จักกัน
วิธีการเปิด MSConfig
(How to open Microsoft System Configuration Utility ?)
MSConfig นั้น เราจะสามารถเรียกใช้งานได้หลายวิธี แต่เราขอแนะนำวิธีที่เราคิดว่าง่ายที่สุดเพียงวิธีเดียวละกัน
- กด "ปุ่ม Windows + r" เพื่อเปิด "หน้าต่าง Run" ขึ้นมา
- พิมพ์ลงในช่องค้นหาว่า "msconfig" แล้วกด "ปุ่ม Enter"

- หน้าต่าง System Configuration ก็จะปรากฏขึ้นมาให้เราใช้งานได้ทันที

MSConfig สามารถทำอะไรได้บ้าง ?
(What can MSConfig do ?)
ต่อไปเราไปดูสิ่งที่เครื่องมือ MSConfig สามารถทำได้กัน ...
1. ทำ Clean Boot (Perform Clean Boot)
หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของ MSConfig คือการใช้มันในการทำ "Clean Boot" โดย Clean Boot ก็เหมือนกับชื่อของมันเลย เป็นการตั้งค่าให้เริ่มบูตตัวระบบปฏิบัติการเพียงอย่างเดียว โดยตัดเซอร์วิสที่มาจาก บุคคลที่สาม (3rd-Party) ออกทั้งหมด ให้เหลือเฉพาะเซอร์วิสดั้งเดิมของ Microsoft เท่านั้น
Clean Boot สามารถใช้ช่วยวินิจฉัยปัญหาของระบบปฏิบัติการ Windows ได้ อย่างเช่น หากเราพบปัญหาในขณะใช้งาน หากเราทำ Clean Boot แล้วพบว่าปัญหาหายไป ก็แสดงว่าจะต้องมีโปรแกรม 3rd-Party สักตัวที่เป็นสาเหตุ
โดยเราสามารถทำ Clean boot ได้ด้วยขั้นตอนดังนี้
- ในหน้าต่าง MSConfig ให้เราคลิกไปที่ "แท็บ Services"
- คลิก "☑Hide all Microsoft services"
- ตอนนี้ในหน้าต่างเราจะเห็นแค่ Services ที่มาจาก 3rd-Party เท่านั้น
- คลิกที่ "ปุ่ม Disable all"

- คลิกที่ "แท็บ Startup" แล้วคลิกเลือก "เมนู Open Task Manager"
- ใน "หน้าต่าง Task Manager" ให้คลิกที่ "แท็บ Startup"
- คลิกที่รายชื่อซอฟต์แวร์ แล้วคลิก "ปุ่ม Disable" เพื่อเปลี่ยนสถานะเป็น "Disabled" ทำให้ครบทุกตัว

- กลับไปที่หน้าต่าง System Configuration อีกครั้ง แล้วคลิกที่ "ปุ่ม OK"
ในครั้งถัดไปที่เรารีสตาร์ต หรือเปิดคอมพิวเตอร์ใหม่ ตัวระบบปฏิบัติการ Windows ก็จะเริ่มต้นระบบในสถานะ Clean Boot ให้ทันที
2. เปลี่ยนระบบปฏิบัติการเริ่มต้น
(Set a different Operating System to load on Startup as a default)
ความสามารถนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก สำหรับผู้ที่ติดตั้งหลายระบบปฏิบัติการเอาไว้ภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว โดยเราสามารถเข้ามาตั้งค่าเปลี่ยนระบบปฏิบัติการเริ่มต้นได้ใน MSConfig ด้วยขั้นตอนดังนี้
- ใน "หน้าต่าง System Configuration" คลิกที่ "แท็บ Boot"
- คลิกเลือกระบบปฏิบัติการ ที่คุณต้องการตั้งให้เป็นค่าเริ่มต้น
- คลิกที่ "ปุ่ม Set as default"
- คลิกที่ "ปุ่ม Apply" ตามด้วย "ปุ่ม OK"
ภาพจาก https://www.makeuseof.com/windows-msconfig-guide/
นอกจากนี้ เราจะสังเกตเห็นว่ามันมีช่อง Timeout อยู่ด้วย โดยมันเป็นการกำหนดเวลาว่าหน้าต่างตัวเลือกระบบปฏิบัติการจะแสดงผลไว้นานเท่าไหร่ (ในภาพด้านบนคือ 30 วินาที) โดยถ้าเราไม่ได้เลือกภายในช่วงเวลาที่กำหนด ระบบจะเลือกบูตระบบปฏิบัติการที่ถูกตั้งเป็นค่า Default ให้อัตโนมัติ
ถ้าเรารู้สึกว่า 30 วินาทีมันนานไป ก็สามารถเปลี่ยนตัวเลขใหม่ได้ตามที่ต้องการเลย
3. เปลี่ยนจำนวนคอร์ ที่ระบบปฏิบัติการใช้ได้
(Change Number of Cores)
โดยปกติแล้ว ระบบจะตรวจสอบจำนวนคอร์ที่ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ของคุณมี แล้วเลือกใช้งานตามจำนวนคอร์ที่มีให้อัตโนมัติ แต่ในบางครั้ง คุณอาจจะอยากทดสอบว่าโปรแกรม หรือเกมจะมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร ? หากใช้งานบนคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า
เราก็สามารถเข้ามาตั้งค่าลดจำนวนคอร์ที่ระบบปฏิบัติการสามารถใช้งานได้ผ่านหน้าต่าง System Configuration ได้ด้วยขั้นตอนดังนี้
- ใน "หน้าต่าง System Configuration" แล้วคลิกที่ "แท็บ Boot"
- คลิกเลือกระบบปฏิบัติการ ที่คุณต้องการกำหนดจำนวนคอร์ที่ใช้งานได้
- คลิกที่ "ปุ่ม Adanced options..."

- และ "หน้าต่าง BOOT Advanced Options" ก็จะแสดงขึ้นมา
- ให้เราคลิก "☑Number of processor" แล้วเลือกจำนวนคอร์ที่ต้องการจะใช้งานได้จากเมนูดรอปดาวน์ด้านล่าง
- ถ้าต้องการลดขนาดแรม ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยคลิกที่ "☑Maximum memory" แล้วเลือกขนาดแรมที่ต้องการปรับใช้
- เมื่อกำหนดค่าที่ต้องการได้แล้ว ให้คลิกที่ "ปุ่ม OK" ตามด้วย "ปุ่ม Apply" แล้วก็ "ปุ่ม OK"

4. บูตเข้าสู่ Windows ด้วย Safe Mode
(Boot Windows in Safe Mode)
โหมดปลอดภัย (Safe Mode) เป็นลูกเล่นหนึ่งใน ระบบปฏิบัติการ Windows ที่มาพร้อมกับ MSConfig ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ Windows 95 เช่นกัน มันมีประโยชน์ในการใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวระบบปฏิบัติการได้ โดยใน Safe Mode ตัว Windows จะบูตโดยเรียกใช้เซอร์วิส และฮาร์ดแวร์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
ข้อมูลเพิ่มเติม : Safe Mode คืออะไร ?
การเข้า Safe Mode ด้วย MSConfig สามารถทำได้ด้วยขั้นตอนดังนี้
- ใน "หน้าต่าง System Configuration" คลิกที่ "แท็บ Boot"
- ตรง "หัวข้อ Boot Options" ให้เราคลิก "☑Safe Boot"
หลังจากนั้น เราจะสามารถเลือกได้ว่าต้องการใช้งาน Safe boot แบบไหน (อ่านความแตกต่างได้ที่ https://tips.thaiware.com/1584.html#what-are-the-different-types-of-safe-mode) - เมื่อเลือกได้แล้ว ให้คลิก "ปุ่ม OK" หลังจากนั้นเมื่อเรารีสตาร์ท ระบบปฏิบัติการ Windows ก็จะบูตเข้าสู่ Safe Mode ให้ทันที

เมื่อแก้ไขปัญหาได้แล้ว ก็ให้ทำเหมือนเดิม แต่มาคลิกเอา "☑Safe Boot" ออก เพื่อบูตเข้าสู่โหมดการทำงานแบบปกติ
5. ปรับแต่งรูปแบบการบูตระบบ
(Optimize Boot Performance)
เรายังคงวนเวียนอยู่กับ "แท็บ Boot" กันอีกสักหน่อย เพราะในแท็บนี้มีของให้เล่นเยอะเหลือเกิน ใต้หัวข้อ Boot Options นอกจาก Boot Options แล้ว มันยังมีตัวเลือกอื่น ๆ อยู่อีก 4 ตัวเลือก เรามาทำความเข้าใจกับพวกมันกันสักหน่อย
No GUI Boot
หากเราคลิกเปิดใช้งานตัวเลือกนี้ จะเป็นการปิดกราฟิกเคลื่อนไหวที่แสดงผลตอนเริ่มต้นระบบ ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการบูตลงได้ แต่ก็มีข้อเสียอยู่เล็กน้อย คือเราอาจจะไม่รู้ตัวหากระบบมีปัญหาจนค้างไปแล้ว
Boot Log
เป็นการสั่งให้ระบบสร้างไฟล์เอกสารที่บันทึกข้อมูลไดร์เวอร์ทั้งหมดที่ถูกเรียกใช้งานในระหว่างที่ระบบบูต โดยจะรวมถึงรายชื่อไดร์เวอร์ที่ควรจะโหลด แต่โหลดไม่สำเร็จเอาไว้ให้ด้วย
Base Video
สั่งให้บูตเข้าสู่ระบบ โดยใช้ไดร์เวอร์วิดีโอแบบพื้นฐานที่ติดมากับตัวระบบปฏิบัติการ
OS Boot Information
แสดงไดร์เวอร์ต่าง ๆ ที่ทำงานในขณะที่ระบบเริ่มทำงาน ในการใช้งานคุณสมบัตินี้ เราควรเปิดใช้งาน "No GUI Boot" เอาไว้ด้วย ไม่งั้นเราจะมองไม่เห็นข้อมูลของไดร์เวอร์

6. ทางลัดในการเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ
(Shortcut to Utility Tools)
แท็บสุดท้ายของ System Configuration จะเป็น "หัวข้อ Utility" ที่จะรวมเอาเครื่องมือหลาย ๆ เครื่องมือที่มีใน ระบบปฏิบัติการ Windows ให้สามารถเรียกใช้งานได้ผ่านแท็บนี้ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น Task Manager, UAC Settings, Event Viewer, Rregistry Editor, Command Prompt ฯลฯ
การใช้งานก็ง่าย ๆ คลิกเลือกเครื่องมือที่ต้องการใช้ แล้วคลิกที่ "ปุ่ม Launch"

จบกันไปแล้วนะครับ สำหรับ MSConfig ใครไม่เคยใช้ก็ลองกดเข้าไปเล่น ๆ ดูก็ได้
ที่มา : www.makeuseof.com , en.wikipedia.org , www.makeuseof.com
|
เขียนโดย
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |




