วิธีแก้ปัญหา This App Can’t Run on Your PC
moonlightkz
วิธีแก้ปัญหา This App Can’t Run on Your PC
หากใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows แล้วเปิดแอปพลิเคชันไม่สำเร็จ เจอกับแจ้งเตือนปัญหา "This App Can’t Run on Your PC" สาเหตุมีได้หลายเหตุผล มันอาจจะเกิดจากการที่แอปพลิเคชันไม่รองรับกับระบบที่คุณใช้งานอยู่, ล็อกอินผิดบัญชี หรือเกิดปัญตอนที่่คุหาในขั้นตอนติดตั้งแอปพลิเคชัน ฯลฯ
- 6 ฟีเจอร์ของ Windows ที่หายไป ถูกแทนที่ด้วยของใหม่
- Windows Security กับ Microsoft Defender คืออะไร ? และ แตกต่างกันอย่างไร ?
- 6 เหตุผล ที่ทำให้ Windows Subsystem for Linux (WSL) มีความน่าสนใจ
- ซอฟต์แวร์ 5 ประเภท บนระบบปฏิบัติการ Windows ที่สร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์
- CXL คืออะไร ? รู้จัก Compute Express Link เทคโนโลยีอนาคตของหน่วยความจำ
แต่ไม่ต้องวิตกกังวลไป ทุกปัญหามีทางแก้ไขที่คุณสามารถทำตามวิธีการในบทความนี้ได้ง่าย ๆ จะมีวิธีการใดบ้าง ? มาอ่านกัน
1. ตรวจสอบเวอร์ชันของแอปพลิเคชัน
ในตอนที่คุณทำการดาวน์โหลด และติดตั้งแอปพลิเคชัน คุณอาจจะมองข้ามความต้องการของระบบไป มีแอปพลิเคชันหลายตัวที่พัฒนาออกมา 2 เวอร์ชัน คือ สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows แบบ 32 บิต และสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows แบบ 64 บิต
คุณไม่สามารถใช้งานแอปพลิเคชันที่พัฒนาสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows แบบ 32 บิต บนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows แบบ 64 บิตได้
หากแอปพลิเคชันมีการพัฒนาออกมา 2 เวอร์ชัน คุณก็แค่เลือกให้ถูกเวอร์ชันกับระบบปฏิบัติการ Windows ที่คุณใช้งานอยู่
สามารถตรวจสอบเวอร์ชันของตัวระบบปฏิบัติการได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
- กด "ปุ่ม Windows + i" บนแป้นคีย์บอร์ด เพื่อเปิด "หน้าต่าง Settings"
- ในพาเนลด้านซ้าย คลิก "เมนู System"
- ในพาเนลด้านขวา คลิก "About"
- ใน "ช่อง System Type" จะมีบอกว่าคุณกำลังใช้งาน ระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันไหนอยู่
โดยส่วนใหญ่แล้ว แอปพลิเคชัน และเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนี้ก็ใช้งานแบบ 64 บิต เป็นหลัก ดังนั้นปัญหา This App Can’t Run on Your PC จึงมักเกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าเสียมากกว่า
2. เปิดแอปพลิเคชันในโหมด Compatibility
โดยมากแล้ว ผู้ใช้มักเจอปัญหา "This app can’t run on your PC" เมื่อพยายามเปิดใช้งานแอปพลิเคชันเก่า ๆ ที่ผู้พัฒนาไม่ได้อัปเดตเวอร์ชันนานแล้ว คุณอาจแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการเรียกใช้ Compatibility mode จากเมนู Properties
สามารถเปิดแอปพลิเคชันใน "โหมด Compatibility" ได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
- คลิกขวาที่แอปพลิเคชัน (จะเป็น .EXE) แล้วเลือก "เมนู Properties"
- ไปที่ "แท็บ Compatibility"
- คลิกเพิ่ม ☑ ที่ส่วน "Run this program in compatibility mode for"
- เลือกเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการ Windows ได้จากเมนู Drop-down ด้านล่าง
- คลิก "ปุ่ม Apply" ตามด้วย "ปุ่ม OK"
- ลองเปิดแอปพลิเคชันอีกครั้ง อาจต้องทดสอบดูหลายครั้ง ว่าใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows เวอร์ชันไหน ที่สามารถเปิดแอปพลิเคชันได้

3. คัดลอกไฟล์ .EXE ไปไว้ที่ตำแหน่งอื่น
เป็นเทคนิคนอกรีตที่ไม่รู้ใครริเริ่ม แต่มีรายงานจากผู้ใช้หลายราย ว่าทำแบบนี้แล้วมันได้ผล วิธีการ คือ ให้ทำการคัดลอก (Copy) ไฟล์แอปพลิเคชันที่เป็น .EXE ไปไว้ที่ตำแหน่งอื่นในไดร์ฟที่ไม่ใช่ตำแหน่งเดิม แล้วดับเบิลคลิกที่ไฟล์ใหม่เพื่อเปิดแอปพลิเคชันแทนไฟล์ .EXE ตัวเดิม
4. ทำการสแกนไวรัส
หากพูดถึง มัลแวร์ (Malware) ก็จัดว่าอีกเป็นสาเหตุหนึ่งที่สามารถทำให้แอปพลิเคชันไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทั้งที่ระบบของคุณควรจะสามารถเปิดแอปพลิเคชันใช้งานได้อย่างแน่นอน
ในการสแกนไวรัส ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้อ โปรแกรมป้องกันไวรัส บุคคลที่สาม (3rd-Party) มาใช้งานก็ได้ ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows ก็มี Windows Security ที่เป็นเครื่องมือสแกนไวรัส ที่มีมาพร้อมกับ ระบบปฏิบัติการ Windows ก็เพียงพอต่อการใช้งานของผู้ใช้ทั่วไปแล้ว
สามารถสั่งให้ Windows Security สแกนไวรัสได้ด้วยวิธีการดังนี้
- กด "ปุ่ม Windows+i" บนแป้นคีย์บอร์ด เพื่อเปิดหน้าต่าง Settings
- ในพาเนลด้านซ้าย คลิก "Privacy & Security"
- ในพาเนลด้านขวา คลิก "Windows Security"
- ใต้หัวข้อ Protection areas ให้คลิกที่ "เมนู Virus & threat protection"
- คลิกที่ "ปุ่ม Quick scan"
5. ใช้คำสั่ง SFC Scan
เคยกล่าวไปหลายครั้งหลายครา แต่ก็ขออนุญาตกล่าวไว้ ณ ที่นี้ อีกสักรอบ คือ ไม่ว่าในการใช้งานระบบปฎิบัติการ Windows จะประสบปัญหาอะไรก็ตาม System File Checker หรือ SFC อาจช่วยแก้ไขให้คุณได้เสมอ
System File Checker จะทำการตรวจสอบไฟล์ในระบบที่มีปัญหา หรือเกิดความเสียหาย แล้วทำการซ่อมแซมไฟล์ดังกล่าวให้กลับมาเหมือนเดิมอัตโนมัติ ซึ่งไฟล์ที่ว่านี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้แอปพลิเคชันไม่สามารถทำงานได้
การเรียกใช้คำสั่ง SFC Scan สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีการดังนี้
- กดปุ่ม "Windows+r" เพื่อเปิด "หน้าต่าง Run" ขึ้นมา
- พิมพ์ลงไปว่า "cmd" แล้วกด "ปุ่ม Ctrl + Shift + Enter" เพื่อเปิดใช้งานแอป Command Prompt ในโหมด Administrator
- พิมพ์คำสั่ง "sfc /scannow" แล้วกด "ปุ่ม Enter" เพื่อเริ่มสแกน และซ่อมแซมไฟล์
- รอจนเสร็จ แล้วทดสอบเปิดแอปพลิเคชันที่ต้องการอีกครั้ง
6. ใช้เครื่องมือทำความสะอาดดิสก์ (Disk Cleanup)
เมื่อคอมพิวเตอร์ถูกใช้งานไปเรื่อย ๆ มันจะเกิดไฟล์ขยะเก็บสะสมเอาไว้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ หากไฟล์ขยะเหล่านี้ถูกสะสมไว้เป็นเวลานาน จนพื้นที่ในไดร์ฟมีที่ว่างเหลือน้อยจนเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้แอปพลิเคชันไม่สามารถเปิดใช้งานได้เช่นกัน อย่างแอปพลิเคชันแต่งรูปอย่าง โปรแกรม Adobe Photoshop ขณะที่ใช้งาน ก็ควรมีพื้นที่ว่างเหลือในไดร์ฟอย่างน้อย 6 GB. หากมีพื้นที่น้อยกว่านั้น ก็จะมีปัญหาขณะใช้งาน หรือเปิดแอปพลิเคชันไม่ได้ด้วยซ้ำ
เราสามารถใช้เครื่องมือ Disk Cleanup ในการลบขยะที่ไม่จำเป็นออก เพื่อกู้ข้อมูลพื้นในไดร์ฟกลับมาได้ ด้วยวิธีการดังนี้
- กดปุ่ม "Windows + r" เพื่อเปิดหน้าต่าง Run ขึ้นมา
- พิมพ์ลงไปว่า "cleanmgr" แล้วกด "ปุ่ม Enter" เพื่อเรียกใช้งานเครื่องมือ Disk Cleanup
- เลือกไดร์ฟที่ต้องการลบขยะ แล้วกด "ปุ่ม Enter"
- คลิก "ปุ่ม OK" เพื่อเริ่มดำเนินการ

7. ลบแอปพลิเคชันที่พบปัญหา แล้วติดตั้งใหม่
หากลองทำทุกวิธีแล้ว แต่ปัญหายังคงอยู่ ยังไม่สามารถเปิดใช้งานได้ สิ่งสุดท้ายที่สามารถทำได้ คือ การลบแอปพลิเคชันดังกล่าวออกจากเครื่อง รีสตาร์ตคอมพิวเตอร์สักรอบ จากนั้นก็ดาวน์โหลดตัวติดตั้งแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่ล่าสุดจากเว็บไซต์ผู้พัฒนามาเพื่อติดตั้งใหม่อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่แอปพลิเคชันที่ไม่สามารถใช้งานได้ เป็นแอปพลิเคชันที่คุณเพิ่งดาวน์โหลดมาติดตั้ง ก่อนที่จะดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งใหม่ ควรที่จะลบ Cache ของเว็บเบราว์เซอร์ออกให้หมดก่อน เพราะมันอาจจะบันทึกค่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตบางอย่าง ที่ทำให้การดาวน์โหลดตัวติดตั้งแอปพลิเคชันใหม่ ได้ไฟล์เดิมที่มีปัญหาบางอย่างที่ทำให้คุณไม่สามารถเปิดใช้งานได้อย่างที่มันควรจะเป็น
สำหรับเว็บเบราว์เซอร์ Chrome สามารถทำได้ดังนี้
- ไปที่ URL "chrome://settings/clearBrowserData?search=cache"
- คลิกเพิ่ม ☑ ที่ "Cache images and files"
- คลิกที่ "ปุ่ม Clear Data"
ก็หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คนที่ประสบปัญหา "This App Can’t Run on Your PC" สามารถใชช้งานได้แอปพลิเคชันได้ตามปกติแล้วนะครับ
ที่มา : www.makeuseof.com
|
เขียนโดย
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |




