โปรเจคเตอร์หลอดไฟปกติ (Lamp) , หลอดไฟ LED และ เลเซอร์ (Laser) คืออะไร ? แตกต่างกันอย่างไร ?
Talil
โปรเจคเตอร์หลอดไฟปกติ (Lamp) , หลอดไฟ LED, Laser แตกต่างกันอย่างไร ? แบบไหนที่ใช่
หัวใจของการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ (Protector) ก็มีอยู่ไม่กี่อย่าง นอกจากเทคโนโลยีฉายภาพ อย่าง ความคมชัด ระยะการฉาย และสีที่ชัดเจนแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน ก็คือ เทคโนโลยีกำเนิดแสงในโปรเจคเตอร์ หรือว่า "Light Source" นั่นเอง
- 8 เหตุผลที่คุณควรมีโปรเจคเตอร์ไว้เป็นโฮมเธียเตอร์ดูหนังที่บ้าน
- Keystone Correction ในโปรเจคเตอร์ คืออะไร ?
- วิธีเลือกซื้อเครื่องโปรเจคเตอร์ (Projector Buying Guides and Tips)
- Projector ทำงานอย่างไร ? และ โปรเจคเตอร์มีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
- โปรเจคเตอร์หลอดไฟปกติ (Lamp) , หลอดไฟ LED และ เลเซอร์ (Laser) คืออะไร ? แตกต่างกันอย่างไร ?
เวลาที่คุณหาซื้อโปรเจคเตอร์สักเครื่องแล้วเห็นคำว่า "Light Source" จากข้อมูลสเปกเครื่อง หรือภาษาไทยมักเขียนว่า "หลอดภาพ" และตามด้วยชื่อประเภทเช่น แลมป์ (Lamp), แอลอีดี (LED) หรือ เลเซอร์ (Laser) อาจทำให้นึกสงสัยว่า หลอดภาพแต่ละชนิดว่ามันคืออะไร ? มีความแตกต่างกันอย่างไร ? และควรเลือกแบบไหน ? ดังนั้นบทความนี้เราจะมาหาคำตอบกันว่าอะไรที่ใช่กันแน่
เทคโนโลยีแสงภาพ หรือ หลอดภาพ (Light Source) โปรเจคเตอร์คืออะไร ?
Light Source เป็นส่วนประกอบที่ให้แสงภาพในระบบของโปรเจคเตอร์ มีหน้าที่ให้กำเนิดแสงส่งผ่านฟิลเตอร์ หรือ ตัวกรองต่าง ๆ เพื่อฉายภาพออกมา ซึ่งที่จริงแล้วจะเรียกตรง ๆ ว่าหลอดไฟก็ได้ แต่เนื่องจากพักหลัง ๆ นี้มีระบบ Laser ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้แทนหลอดไฟในโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ ๆ แล้วก็เลยสงวนคำว่า 'หลอดไฟ' แล้วกัน
ตามจริงท้องตลาด แม้จะมีการแบ่งประเภทของโปรเจคเตอร์ตามระบบการทำงานของมันแล้วก็ตาม (LCD, LED, DLS, LCos) แต่เรื่องของแสงภาพ ก็มีความสำคัญ เพราะมันส่งผลต่อ ความสว่างที่ทำให้ภาพชัดสู้แสง หรือการใช้พลังงานของตัวเครื่อง ไปจนถึงอายุการใช้งานของเครื่อง นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อความชัดเจนของสีภาพ ได้อีกด้วย
และอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าหลัก ๆ แสงภาพที่มีอยู่ในระบบโปรเจคเตอร์ทั่วไป มีอยู่ 3 ประเภท คือ แบบหลอดไฟทั่วไป (Lamp), แบบหลอด LED และแบบ เลเซอร์ (Laser) ทีนี้เรามาดูกันว่าแต่ละตัวก็มีประสิทธิภาพที่ต่างกันหรือไม่ และมีข้อดี- ข้อเสีย อย่างไร
โปรเจคเตอร์แบบหลอดไฟทั่วไป (Lamp Projector)

ตัวอย่างการทำงานของโปรเจคเตอรระบบ LCD
Lamp Projector เป็นโปรเจคเตอร์ที่ให้แสงภาพด้วยหลอดไฟขนาดใหญ่เหมือนโคมไฟ มีหน้าที่ส่งแสงสีขาวความเข้มข้นสูง ผ่านฟิลเตอร์แม่สี 3 สี (แดง - เขียว - น้ำเงิน) และตัวกรองต่าง ๆ ก่อนเข้าสู่การฉายภาพ ซึ่งที่ผมกล่าวมาเมื่อกี้ เป็นแค่วิธีการทำงานในระบบโปรเจคเตอร์แบบ LCD เท่านั้น ถ้าเป็นระบบชนิดอื่น ๆ ก็จะต่างกันออกไป ซึ่งเราจะไม่ได้มาลงลึกขนาดนั้น

หน้าตาของหลอดไฟในโปรเจคเตอร์เป็นเหมือนภาพข้างต้น โดยหลอดไฟประเภทนี้ถือว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดในบรรดาประเภทของ Light Source ทั้งหมดเลยก็ว่าได้ แต่อย่าเห็นว่าโบราณแล้วจะไม่ดี เพราะในปัจจุบันโปรเจคเตอร์แบบ Lamp ก็ยังถูกใช้งานอยู่มาก เพราะเป็นมาตรฐานเริ่มต้นของโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่ ที่ให้ความสว่างสูงกับจอขนาดใหญ่ 100 นิ้วได้แบบสบาย ๆ บางรุ่นมีความเข้มข้นสูง 75 -100 Lumen ต่อกำลังไฟ 1 วัตต์ ให้แสงภาพสว่างได้ถึง 2,000 - 10,000 ANSI Lumens ยิ่งหลัง ๆ พัฒนาเป็น Dual-Lamp ไฟคู่ยิ่งให้ความสว่างสูงมากขึ้นไปอีก
ตัวอย่างโปรเจคเตอร์แบบหลอดไฟทั่วไป
แต่ข้อเสียของโปรเจคเตอร์แบบ Lamp คือเหมือนหลอดไฟทั่วไปที่พอใช้งานไปนานเข้า ไส้หลอดก็จะเสื่อมสภาพและขาดไป ทำให้อายุการใช้งานปกติของโปรเจคเตอร์แบบ Lamp อยู่ได้ประมาณ 1,000 - 5,000 ชั่วโมง แถมค่าอะไหล่ก็แพง และยิ่งถ้าเป็นหลอดไฟแบบเมทัลฮาไลด์ (Metal Halid) ดั้งเดิมของโปรเจคเตอร์รุ่นเก่า ๆ แม้จะใช้ไปแค่ช่วงอายุครึ่งเดียว ก็อาจส่งผลต่อความชัดของสี และรายละเอียดภาพอีกด้วย แต่สุดท้ายก็มีหลอดไฟแบบ UHP (ULTRA HIGH POWER) มาลดข้อเสียตรงนี้ลงไปแล้ว

นอกจากนี้เวลาใช้งานยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เนื่องจากโปรเจคเตอร์แบบ Lamp มักมีความร้อน และ ใช้กำลังไฟสูง เมื่อใช้ต่อเนื่องยาวนานควรมีการพักเครื่องให้หายร้อนก่อนเก็บเครื่อง และไม่ควรเคลื่อนย้ายขณะใช้งาน เครื่องแบบ Lamp จึงเหมาะติดตั้งในห้องประชุมขนาดใหญ่ขององค์กรต่าง ๆ ที่ไม่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อย เป็นต้น
| ข้อดี |
|
| ข้อเสีย |
|
โปรเจคเตอร์แบบหลอด LED (LED Projector)
LED Projector แตกต่างกับ Lamp ตรงที่ใช้หลอดไฟ LED 3 ดวง เป็นแหล่งกำเนิดแสง แต่ละหลอดสามารถให้แสงตามแม่สี (แดง เขียว น้ำเงิน) ส่งผ่านเลนส์ตัวกรอง (Lens Filter) เพื่อทำการคัดแยกสี และส่งไปยัง DMD Chip ก่อนจะนำเสนอภาพออกไปตามที่เราเห็น
ข้อดีของหลอด LED คือช่วยประหยัดพื้นที่เครื่อง ไม่ต้องใช้ไฟสูง และทำให้มีอายุการใช้งานที่ทนกว่ามาก ราว ๆ 20,000 - 30,000 ชั่วโมง บางรายใช้กันเป็นปี ๆ ก็ยังแสงไม่ดรอปทำงานได้ตามปกติ แถมยังไม่มีปัญหาเครื่องร้อนหรือทำงานแล้วมีเสียงดัง
ในขณะที่ ข้อเสียของหลอดภาพแบบ LED คือให้ความสว่างภาพไม่สูงมาก ไม่สู้แสงเวลาเปิดใช้งานทีไร ห้องต้องไร้แสงจริง ๆ ถึงจะภาพชัด โดยเฉลี่ยเครื่องแบบ LED จะให้ความสว่างภาพแค่ 1,000 - 3,000 ANSI Lumens โดยประมาณ
ข้อแตกต่างที่เราพบเห็นได้ชัดเจนคือโปรเจคเตอร์แบบ LED ส่วนมากเป็นแบบ Portable หรือ มีขนาดเครื่องเล็ก เหมาะแก่การพกพาดังนั้นถ้าคุณต้องการใช้งานนอกสถานที่หรือดูหนังกับครอบครัวในห้องเล็ก ๆ ไม่ต้องใช้ในห้องประชุมใหญ่ โปรเจคเตอร์แบบ LED อาจตอบโจทย์กว่า
| ข้อดี |
|
| ข้อเสีย |
|
แสงภาพโปรเจคเตอร์แบบเลเซอร์ (Laser Projector)
สำหรับ Laser Projector เป็นนวัตกรรมใหม่กว่าใครพัฒนาออกมาลบจุดด้อยของ 2 ชนิดก่อนหน้า โดยใช้แผงเลเซอร์เป็นแหล่งกำเนิดแสงแทนหลอดไฟ และปรับปรุงระบบการทำงานนิดหน่อย ข้อดี คือ ทำให้อายุการใช้งานยาวนาน 10,000 - 30,000 ชั่วโมง เทียบเท่ากับหลอดภาพ LED ในขณะที่ประสิทธิภาพของแสงสว่างก็ยังคงเดิม
นอกจากเรื่องแสงภาพแล้วแสงเลเซอร์ยังช่วยส่งให้ระบบการฉายภาพของโปรเจคเตอร์มีความ คมชัดทั้งภาพ และสี และยังสามารถให้แสงสีขาวที่เป็นธรรมชาติมากกว่า ไม่ได้มีอมเหลืองเหมือนหลอดแสงทั่วไป แถมยังช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยความร้อนได้เช่นกัน
ตัวอย่างโปรเจคเตอร์แบบเลเซอร์
โดย Laser Projector นั้นมีข้อเสีย ตรงที่มีราคาค่อนข้างสูง โดยเฉพาะช่วงเปิดตัวเทคโนโลยีนี้แรก ๆ มักถูกใช้ในเครื่องระดับ High - End แม้ต่อมาจะเริ่มมีการนำมาใส่ในเครื่องเกรดต่ำ แต่ราคาก็ยังสูงกว่าเครื่องชนิดอื่น ๆ อยู่ดี และขั้นต่ำไม่เคยน้อยกว่า 10,000 บาท และอาจสูงไปจนถึงเครื่องหลักแสน หรือจะถึงหลักล้านเลยก็มี !
| ข้อดี |
|
| ข้อเสีย |
|
ที่มา : www.projectorpeople.com , www.whyprojector.com
|
เขียนโดย
งานเขียนคืออาหาร ปลายปากกา ก็คือปลายตะหลิว |





