วิธีตรวจสอบ ว่ามีคนอื่นแอบเข้าใช้งานบัญชี Facebook ของคุณหรือเปล่า ? และวิธีป้องกัน
moonlightkz
วิธีตรวจสอบ ว่ามีคนอื่นแอบเข้าใช้งาน Facebook ของคุณหรือเปล่า ?
เป็นเรื่องที่ไม่ดี และมีความอันตรายสูงมากแน่ ๆ ในกรณีถ้าหากมีใครก็ไม่รู้สามารถเข้าถึงบัญชี Facebook ของคุณได้โดยที่คุณไม่รู้ตัว ในบทความนี้จะเป็นการแนะนำวิธีตรวจสอบว่าบัญชีของเราถูกผู้อื่นล่วงละเมิดอยู่หรือเปล่า ?
- React Native คืออะไร ? อยากเขียนแอปพลิเคชัน เลือก React หรือ Flutter ดี ?
- CXL คืออะไร ? รู้จัก Compute Express Link เทคโนโลยีอนาคตของหน่วยความจำ
- ปรับการสื่อสารในออฟฟิศอย่างมืออาชีพ แนะนำ 5 แอปแชท สำหรับใช้ทำงานแทน LINE
- 5 เทรนด์การตลาดออนไลน์ 2024 (5 Marketing Trends 2024)
- Reels กับ Stories คืออะไร ? ต่างกันอย่างไร ? มีตารางเปรียบเทียบ
เรื่องที่ Facebook รู้ข้อมูลส่วนตัวของเราเป็นอย่างดีน่าจะเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว ผู้ใช้ Facebook หลายล้านคนยินดีบอกให้ Facebook ทราบว่า พวกเขาชอบอะไร, เกลียดอะไร, หลงรักใคร, เรียนที่ไหน, ทำงานบริษัทอะไร, เคยไปเที่ยวที่ไหนมาบ้าง ฯลฯ
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกฏหมาย และข้อจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ อย่างน้อยทาง Faecbook ก็มีข้อกำหนดที่ควบคุม รู้ว่าข้อมูลไหนที่สามารถใช้ได้ ข้อมูลไหนที่ไม่สามารถนำไปใช้ แต่จะเกิดอะไรขึ้น หากข้อมูลของคุณไปตกอยู่ในกำมือของผู้อื่น
ถ้ามีใครสักคนสามารถเข้าถึงบัญชี Facebook ของคุณได้โดยไม่รู้ตัว สถานการณ์ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวของคุณจะเข้าขั้นวิกฤตอันตรายอย่างรวดเร็ว จะมีวิธีตรวจสอบอย่างไร มาอ่านกันเลย
อันตรายจากการถูกเข้าถึงโดยผู้อื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต
มีอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้หลายอย่าง หากบัญชี Facebook ของคุณถูกคนอื่นสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ดังต่อไปนี้
1. แสวงหาผลประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวของคุณ
หากคุณเป็นผู้ใช้งาน Facebook เป็นประจำ ก็มีโอกาสที่จะมีข้อมูลบางอย่างที่แม้คุณจะบันทึกเก็บมันไว้ในบัญชี Facebook ของคุณ แต่ก็ไม่ได้ป่าวประกาศออกมาให้โลกรับรู้ คุณแค่แชร์ไว้เพื่อสนทนากับเพื่อนสนิทภายในกลุ่มเท่านั้น อาจจะเป็นเรื่องที่มีความอ่อนไหวอย่าง รสนิยมทางเพศ, ความเชื่อทางศาสนา, มุมมองด้านการเมือง, หรือการแสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังเป็นกระแสสังคมในขณะนั้น ซึ่งคุณอาจเป็นเหยื่อรายหนึ่งในกระแสที่เกิดขึ้นด้วยซ้ำไป
2. ถูกกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ (Cyberbully)
ปัญหาการกลั่นแกล้งในโลกไซเบอร์ (Cyberbullying) บนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นปัญหาร้ายแรงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีเหยื่อจำนวนมากที่ทนการถูกไซเบอร์บูลลี่จนกมีอาการป่วยทางจิตใจ หลายรายที่ทนไม่ไหวถึงกับฆ่าตัวตายก็เยอะ การถูกเข้าถึง Facebook ส่วนตัว แล้วนำเรื่องส่วนตัวมาล้อเลียน, ด่าทอ, เอารูป หรือวิดีโอน่าอายมาเผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ต เป็นวิธีการหลักของผู้ที่ชื่นชอบการไซเบอร์บูลลี่ผู้อื่นเลยล่ะ
3. แพร่กระจายมัลแวร์
ด้วยความที่ Facebook เป็นหนึ่งในช่องทางที่คนนิยมใช้ในการติดต่อสื่อสาร จึงไม่น่าแปลกใจที่แฮกเกอร์จะต้องการอาศัยช่องทางนี้ในการแพร่กระจายมัลแวร์ด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม : Malware คืออะไร ? Malware มีกี่ประเภท ?
แฮกเกอร์สามารถใช้บัญชีของคุณในการโพสต์ลิงก์บน News Feed หรือส่งลิงก์อันตรายให้เพื่อนของคุณผ่านทาง Messenger หากเพื่อนของคุณเชื่อใจ และไม่ได้สังเกตรายละเอียด พวกเขาก็อาจเผลอคลิกลิงก์ดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย
4. นำบัญชี Facebook คุณไปสร้างบัญชีใหม่
บัญชี Facebook ไม่ได้ใช้งานได้แค่ Facebook เท่านั้น มันยังรองรับการลิงก์ไปใช้งานกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือแอปพลิเคชันอื่น ๆ ได้อีกมากมาย ผู้ไม่หวังดีสามารถใช้บัญชี Facebook ของคุณไปสมัครโซเชียลเน็ตเวิร์กตัวอื่น เพื่อใช้ข้อมูลส่วนตัวของคุณในการหลอกลวง และแสวงหาผลประโยชน์ได้
วิธีตรวจสอบว่ามีคนอื่นเข้าใช้งาน Facebook คุณอยู่หรือเปล่า ?
จนถึงบรรทัดนี้ คุณผู้อ่านน่าจะเข้าใจแล้วว่า การที่ผู้อื่นเข้าใช้งาน Facebook คุณได้ ก่อให้เกิดอันตรายอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง ทีนี้เรามาอ่านขั้นตอนการตรวจสอบกัน
อันที่จริง Facebook มีระบบที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว มีมานานแล้วด้วย เพียงแต่ทาง Facebook ไม่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รับทราบถึงการมีอยู่ของมันสักเท่าไหร่
- เข้าไปที่หน้า Facebook แล้วคลิกที่ "ปุ่มลูกศร" ที่อยู่บริเวณด้านขวาบน จะปรากฏเมนูแสดงขึ้นมา จากนั้นให้คลิกที่ "เมนู Settings & Privacy" ตามด้วย "เมนู Settings"
- ในหน้า Settings ให้เราคลิกที่ "เมนู Security and login" ที่อยู่บริเวณพาเนลทางด้านซ้ายมือ
- ในหน้าจอถัดมา จะมีคุณสมบัติหลายอย่างที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงบัญชี Facebook ของเราได้ แต่ในตอนนี้ที่เราควรให้ความสนใจ คือ หัวข้อ "Where you're logged in"
- ภายใต้หัวข้อ "Where you're logged in" จะมีรายชื่ออุปกรณ์ และตำแหน่งสถานที่ของอุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ โดยมันจะแสดงรายการแค่สองอุปกรณ์ล่าสุด ให้เราคลิกที่ "ปุ่ม See more" เพื่อแสดงรายการอุปกรณ์ทั้งหมดครับ
- เราก็จะเห็นข้อมูลแล้วว่ามีอุปกรณ์ไหนที่ใช้งาน Facebook บัญชีของเราอยู่บ้าง หากมีรายชื่อที่แปลกปลอม ไม่ใช่อุปกรณ์ของเรา หรืออยู่ในตำแหน่งสถานที่แปลก ๆ (ทั้งนี้ บางครั้งสถานที่อาจผิดเพี้ยนไปจากตำแหน่งจริงได้ โดยสาเหตุมาจากข้อบกพร่องของระบบ IP address) ก็สามารถสันนิษฐานได้ทันทีเลยว่า มีคนร้ายแอบเข้ามาใช้บัญชี Facebook ของเราล่ะ เชิญอ่านหัวข้อถัดไปเพื่อศึกษาวิธีแก้ไข
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีกครั้งในอนาคต
เมื่อตรวจสอบในหัวข้อ "Where you're logged in" แล้วพบอุปกรณ์น่าสงสัย เราสามารถสั่งเพิกถอนการเข้าถึงจากอุปกรณ์ดังกล่าวได้เลยทันที ด้วยวิธีการทั้ง 4 ข้อดังต่อไปนี้
- ให้เราคลิกที่ "ปุ่ม ⋮" ที่อยู่ด้านท้ายของรายชื่ออุปกรณ์
- จะปรากฏตัวเลือก ให้เราตัดสินใจดำเนินการต่ออยู่สองทางเลือก คือ "Not you?" และ "Log Out"
- หากเราเลือก "Not you?" Facebook จะทำการบล็อกการเข้าถึงจากอุปกรณ์ดังกล่าว และจะขอให้คุณดำเนินการตั้งค่าเกี่ยวกับความปลอดภัยเพิ่มเติม แต่ถ้าเลือก "Log Out" การเข้าถึงจากอุปกรณ์ดังกล่าวจะถูกถอนออกจากระบบ แต่ถ้าเจ้าของอุปกรณ์ดังกล่าวรู้รหัสผ่าน Facebook ของคุณ เขาก็สามารถที่จะ "Log in" เข้าสู่ระบบใหม่ได้อีกครั้ง ตัวเลือก "Log Out" จึงเหมาะสำหรับในสถานการณ์ที่คุณไปใช้งานอุปกรณ์เครื่องอื่นที่ไม่ใช่อุปกรณ์ส่วนตัวของคุณ แล้วลืมคลิกออกจากระบบเมื่อเลิกใช้งานแล้วมากกว่า
- ถ้าต้องการเริ่มต้นใหม่ ลบการเข้าถึงจากอุปกรณ์ทั้งหมด ให้เราเลื่อนลงมาด้านล่างของหน้าจอ แล้วคลิกที่ "เมนู Log out of all sessions" ครับ
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเดิมซ้ำอีกครั้งในอนาคต
หากบัญชีของเราถูกบุคคลที่สามสามารถเข้าถึงได้แล้วแม้เพียงแค่ครั้งเดียวก็ตาม การเพิกถอนอุปกรณ์ออกจากระบบเป็นเพียงการแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้น เราจำเป็นต้องปรับการตั้งค่าเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมเกิดขึ้นได้อีกครั้ง
เปลี่ยนรหัสผ่าน Facebook
สิ่งแรกที่ควรทำก็คือการเปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับเข้าระบบ Facebook ใหม่ ด้วยวิธีการตาม 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
- เข้าไปที่หน้า Facebook แล้วคลิกที่ "ปุ่มลูกศร" ที่อยู่บริเวณด้านขวาบน จะปรากฏเมนูแสดงขึ้นมา จากนั้นให้คลิกที่ "เมนู Settings & Privacy" ตามด้วย "เมนู Settings"
- ในหน้า Settings ให้เราคลิกที่ "เมนู Security and Login" ที่อยู่บริเวณพาเนลทางด้านซ้ายมือ
- ภายใต้หัวข้อ "Log in" ให้เราคลิกที่ "เมนู Change Password"
- กรอกรหัสผ่านเดิมลงไปในช่องบนสุด และกรอกรหัสผ่านใหม่ที่ต้องการในอีกสองช่องที่เหลือ
- คลิก "ปุ่ม Save Changes"
เปิดใช้งานการเข้าระบบแบบ 2 ชั้น (2FA (Two-Factor Authentication))
2FA (Two-Factor Authentication) เป็นการล็อกอินขั้นที่ 2 หลังจากล็อกอินด้วยรหัสผ่านตามปกติ โดยจะมีการยืนยันรหัสผ่านอีกครั้งผ่านระบบ OTP (One-Time Password) ที่จะสร้างรหัสผ่านชั่วคราวสำหรับใช้เข้าระบบ ผ่านตัวเลือกที่เราตั้งค่าเอาไว้ เช่น ข้อความทาง SMS บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแอป Authentication เพื่อป้อนรหัสให้ตรงกัน และยืนยันตัวตน
สำหรับรหัส OTP จะเป็นรหัสผ่านที่ใช้งานได้เพียงครั้งเดียว และมีอายุการใช้งานสั้นมาก อาจจะไม่เพียงกี่วินาที อย่างมากสุดที่เห็นก็ 15 นาที หากไม่ใช่เจ้าของบัญชี ไม่มี OTP หรือป้อนรหัสไม่ถูกต้องก็จะไม่สามารถล็อกอินได้ การเปิดใช้งาน 2FA จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชีของเราเป็นอย่างมาก
โดยเราสามารถเปิดใช้งาน 2FA ของ Facebook ได้ด้วย 4 ขั้นตอนหลักๆ ดังต่อไปนี้
- เข้าไปที่หน้า Facebook แล้วคลิกที่ "ปุ่มลูกศร" ที่อยู่บริเวณด้านขวาบน จะปรากฏเมนูแสดงขึ้นมา จากนั้นให้คลิกที่ "เมนู Settings & Privacy" ตามด้วย "เมนู Settings"
- ในหน้า Settings ให้เราคลิกที่ "เมนู Security and Login" ที่อยู่บริเวณพาเนลทางด้านซ้ายมือ
- ภายใต้หัวข้อ "Two-factor Authentication" ให้เราคลิกที่ "เมนู Use two-factor Authentication"
- ดำเนินการต่อตามคำแนะนำที่ปรากฏบนหน้าจอ
สามารถอ่านวิธีเปิดใช้งาน 2FA ให้บัญชี Facebook อย่างละเอียดได้ที่ลิงก์บทความด้านล่างนี้เลยครับ
ลบการเชื่อมต่อบัญชี Facebook ออกจากแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ 3rd-Party
มีแอปพลิเคชัน และ เว็บไซต์ บุคคลที่สาม (3rd-Party) มากมาย ที่ยินยอมให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้บัญชีของ Facebook ในการเข้าระบบได้ เพื่อความสะดวกสบายในการเข้าใช้งาน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูลสมัครสมาชิกใหม่
อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ได้ใช้งานแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ 3rd-Party เหล่านั้นแล้ว เราก็ควรที่จะถอนการเชื่อมต่อออกด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในการเข้าถึงข้อมูลจากบุคคลอื่นที่อาจจะตามมาได้
เราสามารถลบการเชื่อมต่อบัญชี Facebook ออกจากแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ 3rd-Party ได้ด้วย 8 ขั้นตอนดังต่อไปนี้
- เข้าไปที่หน้า Facebook แล้วคลิกที่ "ปุ่มลูกศร" ที่อยู่บริเวณด้านขวาบน จะปรากฏเมนูแสดงขึ้นมา จากนั้นให้คลิกที่ "เมนู Settings & Privacy" ตามด้วย "เมนู Settings"
- ในหน้า Settings ให้เราคลิกที่ "เมนู Apps and Websites" ที่อยู่บริเวณพาเนลทางด้านซ้ายมือ
- ในหน้า "เมนู Apps and Websites" จะถูกแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่ โดยให้เราตรวจสอบรายการแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ ที่อยู่ในหน้า Active คือ
- Active (ใช้งานอยู่)
- Expired (หมดอายุ)
- Removed (ลบออกไปแล้ว
- คลิกที่ "ปุ่ม See More" เพื่อแสดงรายการทั้งหมด
- หากต้องการลบรายการไหนออก ให้เราคลิกที่ "เมนู View and Edit" ที่อยู่ท้ายชื่อรายการ
- คลิกที่ "ปุ่ม Remove"
- จะปรากฏหน้าต่างแจ้งเตือนถามเราว่า ต้องการลบโพสต์, วิดีโอ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่มาจากแอปพลิเคชัน หรือเว็บไซต์ดังกล่าวด้วยหรือไม่ หากต้องการให้เราคลิก "☑ Delete posts, videos or events that Tensura:King of Monsters posted on your timeline" ด้วยครับ
- คลิกที่ "ปุ่ม Remove" ตามด้วย "ปุ่ม Done" เป็นอันเสร็จสิ้น
ที่มา : www.makeuseof.com
|
เขียนโดย
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |




