Safe Mode คืออะไร ? มีกี่ประเภท และ มีประโยชน์กับระบบปฏิบัติการ Windows 10 อย่างไร ?
moonlightkz
Safe Mode คืออะไร ? มีกี่ประเภท และ
มีประโยชน์กับระบบปฏิบัติการ Windows 10 อย่างไร ?
แม้ Windows จะเป็นระบบปฏิบัติการที่ดี มีประสิทธิภาพสูง แต่มันก็มีช่วงเวลางอแงที่ทำให้ผู้ใช้อย่างเราเกิดความหงุดหงิดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เราได้ติดตั้ง ซอฟต์แวร์บุคคลที่สาม (3rd-Party Software) หรือลงไดร์เวอร์ของฮาร์ดแวร์ตัวใหม่เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์
- 6 ฟีเจอร์ของ Windows ที่หายไป ถูกแทนที่ด้วยของใหม่
- Windows Security กับ Microsoft Defender คืออะไร ? และ แตกต่างกันอย่างไร ?
- 6 เหตุผล ที่ทำให้ Windows Subsystem for Linux (WSL) มีความน่าสนใจ
- ซอฟต์แวร์ 5 ประเภท บนระบบปฏิบัติการ Windows ที่สร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์
- CXL คืออะไร ? รู้จัก Compute Express Link เทคโนโลยีอนาคตของหน่วยความจำ
แต่แล้วทันใดนั้นเอง ! คอมพิวเตอร์ก็เกิดอาการอ๊อง, ใช้งานไม่ได้, หรือทำการบูทเข้า Windows ไม่สำเร็จ ฯลฯ ซึ่งบางครั้งเมื่อเกิดอาการเหล่านี้ คอมพิวเตอร์จะบูทเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ Windows ที่หน้าตาต่างไปจากเวลาปกติ สังเกตได้ง่าย ๆ หน้าจอจะเป็นสีดำ ไม่มีภาพพื้นหลังและมีข้อความระบุว่า Safe Mode อยู่ตามมุมของหน้าจอแสดงผล บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Safe Mode กันเลย (เลือกเมนูด้านล่างกันก่อนได้เลยนะ)
Safe Mode คือ อะไร ?
Safe Mode เป็นรูปแบบหนึ่งในการทำงานของระบบปฏิบัติการ Windows ที่ออกแบบมาเพื่อใช้แก้ปัญหาในเวลาที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานในรูปแบบปกติของระบบปฏิบัติการ Windows โดยมันช่วยให้ผู้ใช้เข้าสู่ Windows เพื่อตรวจหาสาเหตุว่าปัญหาอะไรที่ทำให้มันไม่สามารถทำงานตามปกติได้ หลังจากที่ตรวจเจอ และแก้ไขแล้ว ก็จะสามารถรีบูทเพื่อเข้าใช้งาน Windows ได้ตามปกติ
โดยการทำงานของ Safe Mode ระบบจะบูทเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ Windows โดยเรียกใช้งานเฉพาะไฟล์ระบบที่สำคัญเท่านั้น พวกซอฟต์แวร์ 3rd-Party และไดร์เวอร์ที่ไม่จำเป็นจะไม่ถูกเรียกใช้งานเลย
ถ้าหากว่าเราสามารถบูทเข้า Safe Mode ได้ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าสาเหตุที่ทำให้คุณไม่สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ไม่ได้มาจากไฟล์พื้นฐานของระบบ แต่มาจากซอฟต์แวร์ 3rd-Party และไดร์เวอร์ที่คุณได้ติดตั้งเพิ่มเข้าไป ซึ่งเราสามารถถอนการติดตั้งพวกมันได้ใน Safe Mode ได้เลย ไดร์เวอร์บางตัวอย่างเช่น การ์ดจอ หากจะถอนการติดตั้งให้สิ้นซาก ก็ควรจะทำในโหมดนี้นี่แหละ
วิธีเข้า Safe Mode
- สามารถอ่านวิธีเข้า Safe Mode แบบละเอียดได้ในลิงก์บทความด้านล่างนี้เลยครับ
https://tips.thaiware.com/1134.html
Safe Mode แตกต่างจากการบูตปกติอย่างไร ?
เมื่อเราสั่งบูทระบบปฏิบัติการ Windows ให้เข้าสู่ Safe Mode กระบวนการบูทก็จะแตกต่างจากการบูท Windows ตามปกติ อยู่หลายอย่าง ประกอบไปด้วย
- ใน Safe Mode ไฟล์ autoexec.bat (ไฟล์สคริปต์ (DOS Batch)) และ config.sys จะไม่ทำงาน
- ไดร์เวอร์ของอุปกรณ์จะถูกเรียกใช้งานเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น พวกไดร์เวอร์ที่ซอฟต์แวร์ใน Windows ใช้ในการเชื่อมต่อกับฮาร์ดแวร์ อย่างเช่น เครื่องพรินเตอร์ หรือสแกนเนอร์ อะไรพวกนี้จะไม่ถูกเปิดใช้งาน
- ไดร์เวอร์ของการ์ดจอจะใช้ตัวมาตรฐาน VGA ที่รองรับกับ Windows ทุกเวอร์ชัน (ไม่ได้ใช้ไดร์เวอร์การ์ดจอปกติ อย่างเช่น ไดร์เวอร์ของ NVIDIA หรือ AMD)
- Himem.sys ที่ปกติเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของสคริปต์ Config.sys จะถูกเรียกใช้งานพร้อมกับคำสั่ง /testmem:on โดยคำสั่งนี้จะเป็นการบอกให้คอมพิวเตอร์ทดสอบหน่วยความจำเพิ่มเติมก่อนที่จะดำเนินการต่อ
- Safe Mode จะตรวจสอบไฟล์ Msdos.sys สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่ต้องใช้ในการค้นหาไฟล์ Windows ในส่วนที่เหลือ หากมันค้นเจอ ก็จะเริ่มเข้าสู่ Windows ใน Safe Mode ด้วยคำสั่ง "win /d:m"
- Windows จะบูทเริ่มระบบด้วยไฟล์ Batch ที่เรียกว่า System.cb (ปกติจะใช้ไฟล์ system.ini) ไฟล์ตัวนี้จะเรียกใช้ Virtual Device Drivers (VxDs) ซึ่งเป็นตัวที่ Windows ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับชิ้นส่วนพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานของคอมพิวเตอร์
Safe Mode แต่ละรูปแบบ แตกต่างกันอย่างไร ?

ในระบบปฎิบัติการ Windows 10 จะมี Safe Mode ให้เลือกใช้อยู่ 4 รูปแบบ แต่ละแบบจะมีลักษณะการทำงานแตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ครับ
- Minimal : ก็จะทำงานตามชื่อของมันแหละ จะเป็นการบูท Windows โดยเรียกใช้ไดร์เวอร์ และโปรแกรมเฉพาะที่จำเป็น ซึ่งจะรวมไปถึง Windows Graphical User Interface (GUI) หมายความว่า พวกเมาส์ และคีย์บอร์ด ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ
- Alternate Shell : จะเป็นการบูท Windows แบบไม่มี GUI การสั่งการทั้งหมดจะต้องทำผ่าน CMD commands อย่างเดียว
- Active Directory Repair : ตัวเลือกนี้จะอนุญาตให้เราเข้าถึงข้อมูลจำเพาะของฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์
- Network : จะคล้ายคลึงกับการทำงานของโหมด Minimal แต่เพิ่มเติมในส่วนของไดร์เวอร์ และโปรแกรมที่จำเป็นต่อการใช้งานระบบเครือข่าย (Network) เข้ามาด้วย
ควรใช้ Safe Mode เมื่อไหร่ ?
ตามปกติแล้ว เราจะใช้ Safe Mode ก็ต่อเมื่อคอมพิวเตอร์ของเราเกิดอาการงอแง ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่คำถาม คือ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ สามารถแก้ไขได้ด้วยการเข้า Safe Mode ?
- เมื่อ Windows มีปัญหาในการบูท หลังจากที่เราติดตั้งซอฟต์แวร์ หรือไดร์เวอร์ฮาร์ดแวร์ตัวใหม่ลงไป
- เมื่อบูทเข้า Windows ได้สำเร็จ แต่มีอาการค้าง, เจอ Blue screen of death (ฺBSOD) ฯลฯ
Safe Mode มีประโยชน์อย่างไร ?
หลังจากที่คอมพิวเตอร์ของเรางอแง แล้วเราหาทางเข้า Safe Mode ได้แล้ว หลายคนน่าจะมีคำถามตามมาต่อว่า เข้ามาได้แล้วให้ทำอะไรต่อ ? ส่วนใหญ่แล้วก็จะทำสิ่งต่อไปนี้ครับ
ลบต้นตอของปัญหา
เป็นท่าพื้นฐานที่ทำค่อนข้างง่าย สมมติว่าคุณติดตั้งไดร์เวอร์เสร็จปุ๊ปแล้วเจอปัญหา ก็เข้า Safe Mode มาลบไดร์เวอร์ที่เพิ่งติดตั้งเท่านั้นเอง หากเป็นเพราะซอฟต์แวร์ ก็ลบซอฟต์แวร์ดังกล่าวทิ้ง
ทำ System Restore
System Restore หรือ ย้อนค่าระบบ เป็นเครื่องมือฟรีที่มีอยู่แล้วใน Windows มันสามารถสั่งย้อนเวลาไปยังช่วงที่คอมพิวเตอร์ของเรายังสามารถทำงานได้ตามปกติ
อ่านวิธีทำ System Restore ได้ในลิงก์บทความด้านล่างนี้ครับ
สแกนหามัลแวร์
สำหรับ มัลแวร์ (Malware) บางประเภท แฮกเกอร์ได้สร้างมาให้ยากต่อการตรวจจับ และลบออก แอบทำงานในเบื้องหลังอยู่ตลอดเวลา การเข้า Safe Mode ก่อน แล้วค่อยสแกนหามัลแวร์ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการตรวจเจอมากขึ้น
ที่มา : computer.howstuffworks.com , www.makeuseof.com , en.wikipedia.org , support.microsoft.com , support.hp.com
|
เขียนโดย
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |




