Web 3.0 คืออะไร ? และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อ Web 3.0
moonlightkz
Web 3.0 คืออะไร ? ยุคสมัยใหม่ของอินเทอร์เน็ตที่กำลังมา
แม้ว่าเว็บไซต์ (Website) จะมีการพัฒนาคุณสมบัติของตัวมันเองมาต่อเนื่องนานหลายปี แต่มันก็ยังมีข้อจำกัดจากโครงสร้างที่ทำให้การพัฒนาของมันมีข้อจำกัดอยู่ จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้หลายคนเชื่อว่า การมาของ Web 3.0 จะทำให้ประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ถูกยกระดับไปอีกขึ้น
คำถามที่หลายคนน่าจะมีอยู่ในหัวกันตอนนี้ คือ Web 3.0 คืออะไร ? เรามาค้นหาคำตอบกันเลย ...
เว็บไซต์ที่เราใช้งานกันในปัจจุบัน
ระหว่างปี ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534) จนถึงช่วงปีต้นปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543) เว็บไซต์จะเป็นการให้บริการแบบ Passive คือ มีเนื้อหาตายตัว ผู้ใช้สามารถเข้าเว็บไซต์เพื่ออ่านเนื้อหาได้เพียงอย่างเดียว การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเว็บไซต์ กับผู้ใช้เป็นไปอย่างจำกัด
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) ที่เทคโนโลยีเริ่มเข้าที่เข้าทาง ความเร็วอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น ทำให้การผลัดเปลี่ยนจาก Web 1.0 ไปยัง Web 2.0 เกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว
ในยุคของ Web 2.0 ผู้ใช้สามารถปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ได้อย่างอิสระ ผู้ใช้สามารถสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้เอง มีบริการโซเชียลมีเดีย อย่างเช่น MySpace และ Facebook เกิดขึ้น ผู้ใช้สามารถสร้างเนื้อหาได้หลากหลายรูปแบบเพื่อเผยแพร่บนเว็บไซต์ องค์ประกอบสำคัญของ Web 2.0 ที่ปรากฏอย่างชัดเจน ก็คือ สมาร์ทโฟน, โซเชียลเน็ตเวิร์ค และคลาวด์
และตอนนี้ก็ได้เวลาของ Web 3.0 แล้ว มีการนิยามยุคสมัยของเว็บไซต์ที่เข้าใจได้ง่ายๆ เอาไว้ว่า
- Web 1.0 : ยุคที่เว็บไซต์นำเสนอข้อมูลให้ผู้ใช้อ่าน (Read) เป็นหลัก นำเสนอข้อมูลแบบคงที่ (Static) ด้วย HTML, XML ฯลฯ
- Web 2.0 : ยุคที่ผู้ใช้สามารถสร้าง (Write) เนื้อหาได้เอง การนำเสนอข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (Dynamic) ด้วย PHP/JS, AJAX ฯลฯ
- Web 3.0 : ยุคที่เว็บไซต์สามารถ "ปฏิบัติการ" (Executable) ได้ ด้วย Dynamic Web Applications และ Composite Interactive Services ตัวอย่างเช่น Online Operating Systems, SaaS (บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบคลาวด์) ฯลฯ
ภาพจาก https://medium.com/theta-network/theta-network-and-the-web-3-0-revolution-in-edge-networking-6c8a4f955237
Web 3.0 คืออะไร ?
Tim Berners-Lee ผู้ที่คิดค้น World Wide Web ขึ้นมา ได้นิยาม Web 3.0 เอาไว้ว่ามันคือเว็บไซต์ที่สามารถทำงานได้แบบ "Read-Write-Execute" ขีดจำกัดของผู้ใช้งานไม่ได้จบที่การสร้างเนื้อหาอีกต่อไป แต่เว็บไซต์จะต้องสามารถรองรับการสร้างเครื่องมือ หรือซอฟต์แวร์ของตัวเองขึ้นมาใช้งานได้
ในตอนนี้ Web 3.0 ก็เสมือนเป็นเด็กที่เพิ่งหัดเดินเท่านั้น ต้องรอจนกว่าระบบจะเปิดกว้าง มีเครือข่ายที่สามารถเข้าถึงการใช้งานได้โดยไม่ต้องขออนุญาต มันจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ถึงจะเกิดขึ้นได้ ทั้ง
- Edge Computing
- Decentralized Data Networks
- 3D Graphics
- Artificial Intelligence (AI)
Semantic Web เป็นแนวคิดที่ถูกนำเสนอตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) โดยสมาชิก World Wide Web Consortium (องค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเว็บ) จุดมุ่งหมายคือการให้ "ความหมาย" กับ "คำ" เพื่อให้เนื้อหาที่ปรากฏบนเว็บไซต์ เป็นคำที่เครื่องจักรกลสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ ซึ่งหากทำได้สำเร็จ สิ่งนี้จะทำให้โปรแกรมต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อ, แบ่งปัน และสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์เป็นไปอย่างง่ายดาย
ซึ่งหากมี Semantic Web โปรแกรมจะสามารถจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ได้ดีกว่าเดิม เพื่อทำงานต่าง ๆ ได้อย่างชาญฉลาดกว่าปัจจุบันนี้
ตัวอย่างง่ายๆ ทุกวันนี้เนื้อหาในปัจจุบันจำนวนมากยังไม่ได้ถูกให้ "ความหมาย" คอมพิวเตอร์ยังไม่เข้าใจความหมายของคำที่เราสั่งมัน ทำให้ระบบค้นหาเว็บไซต์ (Search engines) ยังคงทำงานโดยใช้การอ้างอิงจาก "คีย์เวิร์ด" เป็นหลัก ซึ่งหากคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจความหมายของคำที่เราใช้ค้นหา ผลลัพธ์ที่ได้จะมีแม่นยำ และมีประโยชน์ต่อผู้ใช้มากขึ้น ลองสมมติว่า คุณค้นหาใน Google ว่า "วันเสาร์อยากตัดผมแถวสยามร้านไหนเปิดบ้าง" คุณจะไม่ได้คำตอบที่ต้องการหรอก เพราะมันไม่เข้าใจสิ่งที่คุณค้นหายังไงล่ะ มันทำได้แค่แสดงผลลัพธ์จากคีย์เวิร์ด "ร้าน", "ตัดผม" และ "สยาม" เท่านั้นเอง
เทคโนโลยีที่จำเป็นต่อ Web 3.0
เทคโนโลยี Artificial Intelligence
การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) จะสามารถเข้ามาช่วยให้เครื่องมือค้นหา (Search Engine) ได้เข้าใจถึงบริบทของคำที่คุณใช้ค้นหาได้มากขึ้น และหากอ้างอิงกับข้อมูลของผู้ใช้งานด้วย ผลลัพธ์ที่ได้จะทำให้ผู้ใช้เหมือนมีเลขานุการส่วนตัวคอยช่วยเหลือเลยล่ะ
เทคโนโลยี Blockchain
ด้วยความที่ Web 3.0 ยังไม่มีความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน การจะอธิบายว่ามันต้องใช้เทคโนโลยีอะไรบ้างในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนแล้วแน่นอน คือ มันเป็นการรวมข้อมูลทุกอย่างบนโลกอินเทอร์เน็ตเข้าไว้ด้วยกัน และทำงานได้อย่างชาญฉลาด
มันจะกลายเป็นเครือข่ายขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อผู้คน, ข้อมูล, แอปพลิเคชัน และแนวคิด เอาไว้ในที่เดียว อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกอย่างเชื่อมต่อถึงกันหมด ทำให้เรื่องการรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว เพิ่มความเสี่ยงขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ซึ่งเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหานั้นให้เราได้ก็คือ "บล็อกเชน (Blockchain)" นั่นเอง ด้วยการนำเทคโนโลยี Decentralized apps (DApps) เข้ามาช่วยเหลือในการเชื่อมต่อ โดย DApps เป็นแอปพลิเคชันที่ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางในการประมวลผล ทำงานอยู่บนเครือข่าย Blockchain ไม่ถูกปิดกั้นจากผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
ภาพจาก https://www.freepik.com/free-vector/characters-people-holding-blockchain-network_3107652.htm
ตัวอย่างเช่น สมมติว่า ผมเป็นเจ้าของรถยนต์คันหนึ่ง ตั้งชื่อให้มันว่า "แมกนั่มเซเบอร์" ผมสามารถลงทะเบียนชื่อรถคันนี้ลงไปในแอปพลิเคชัน แล้วผมสามารถส่งข้อมูลรถที่ผมมีให้กับแอปพลิเคชันขายประกันรถยนต์อีกรายได้โดยตรง และข้อมูลนี้เมื่อนำไปเชื่อมต่อกับ Web 3.0 มันก็สามารถแสดงรายชื่อผู้ให้บริการประกันในพื้นที่ที่เจ้าของรถอาศัยอยู่ เพื่อนำเสนอตัวเลือกที่ดีที่สุดให้
Web 3.0 มาแล้วหรือยัง ?
ทุกวันนี้เว็บไซต์ที่มีอยู่ก็ทำงานได้ดีเยี่ยมอยู่แล้ว มันมีบริการมากมายที่ช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้น เราสามารถซื้อของออนไลน์, ทำธุรกรรมทางการเงิน, เล่นเกม, ดูหนัง, ฟังเพลง, ฯลฯ ผ่านเว็บไซต์ได้
แม้จะเป็นอย่างนั้น แต่มันยังมีความท้าทายอีกมากที่ Web 3.0 สามารถทำสิ่งเดิมๆ ที่เราทำอยู่แล้ว ให้ดีขึ้นได้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเว็บไซต์แบบไร้รอยต่อ จำเป็นต้องมีโครงสร้างใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา รวมไปถึงอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต ก็ต้องมีการปรับปรุงให้รองรับกับการเชื่อมต่อที่มีการรับส่งข้อมูลจำนวนมากที่เกิดขึ้น
แต่ถ้าถามถึงสิ่งที่มีความใกล้เคียงกับ Web 3.0 เลยก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะ และบางคนก็อาจจะใช้งานมันอยู่ด้วยซ้ำไป นั่นก็คือ สกุลเงินดิจิทัล หรือ เงินตราเข้ารหัสลับ (Cryptocurrency) พวกเหรียญดิจิทัลต่างๆ ที่ทำงานอยู่บน Blockchain ระบบเงินตราแบบใหม่ที่ผู้ใช้สามารถควบคุมข้อมูลการใช้งานได้ด้วยตนเอง โดยไม่มีใครเป็นคนกลาง นั่นเอง
ที่มา : wiredelta.com , www.muo.com , blogs.opera.com , medium.com , en.wikipedia.org , stratechery.com
|
เขียนโดย
แอดมินสายเปื่อย ชอบลองอะไรใหม่ไปเรื่อยๆ รักแมว และเสียงเพลงเป็นพิเศษ |




