
07 มี.ค. 2025

20 ส.ค. 2024
ในปัจจุบันนี้ปัญหาขยะอาหาร (food waste) ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงอาหารที่ถูกทิ้งขว้างหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์ นอกจากจะเป็นการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานที่ใช้ในการผลิตแล้ว ยังสร้างปัญหามลพิษจากก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการย่อยสลายของขยะอาหารอีกด้วยFOOD WASTE คืออะไร?ขยะอาหาร (Food Waste) หมายถึง อาหารเหลือทิ้งในตอนปลายของห่วงโซ่อาหาร (Food Chain) จากทั้งในส่วนของผู้ค้าปลีกและผู้บริโภค ทั้งเศษอาหารที่รับประทานไม่หมด อาหารกระป๋องที่หมดอายุ เศษผักผลไม้ตกแต่งจาน รวมไปถึงอาหารเน่าเสีย และหมดอายุจากการบริหารจัดการที่ไม่เหมาะสมของร้านอาหาร ภัตตาคาร และร้านสะดวกซื้อต่าง ๆคนไทยสร้างขยะอาหาร (Food Waste) เฉลี่ย 86 กิโลกรัม/คน/ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 79 กิโลกรัม/คน/ปีในปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มการสร้าง Food Waste มากขึ้น การแก้ไขปัญหานี้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสียอาหาร และรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนแล้วแต่ละที่มีวิธีจัดการยังไงบ้าง ?เนื่องจากปัญหานี้กลายเป็นปัญหาที่ทั่วโลกตระหนักถึง จึงเริ่มมีการออกมาตรการเพื่อควบคุมปัญหาเช่น· ประเทศสเปน มีการร่างกฎหมายเพื่อลดขยะอาหาร กำหนดให้ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารส่งเศษอาหารเหลือทิ้ง หรือผลไม้ที่สุกมากแล้วให้กับธนาคารอาหารและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อนำไปแปรรูป· ประเทศจีน ได้มีการตั้งกฎหมายห้ามสั่งอาหารเกินความจำเป็นและมีการห้ามทำไลฟ์สตรีมมิ่งกินจุเกินความจำเป็น· ประเทศฝรั่งเศส มีการออกกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านขยะอาหาร โดยให้ร้านค้าปลีกที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 400 ตารางเมตรขึ้นไปจะต้องบริจาคสินค้าอาหารที่ยังทานได้แก่มูลนิธิรับบริจาคอาหาร เพื่อ ให้ผู้ที่ต้องการ หากไม่ดำเนินการจะมีโทษปรับประมาณ 133,293 บาทไทย ในขณะเดียวกันผู้บริจาคจะได้รับเครดิตภาษี 60% ของมูลค่าอาหารที่บริจาคสุดท้ายนี้หากเราต้องการลดปัญหา food waste เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ เริ่มจากการไม่ซื้ออาหารเกินความจำเป็น ดูวันหมดอายุก่อนซื้อ หรือถ้ามีอาหารเหลือ ควรนำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพหรือนำไปใช้ทำเมนูใหม่ๆ มาช่วยกันรักษาโลกให้น่าอยู่ด้วยการลด food waste กันค่ะ !Author : Warissแหล่งข้อมูล :https://tdri.or.th/2019/10/food-waste/https://ngthai.com/science/40756/food-waste-food-loss/https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/SBUVol3N8-FB-2024-04-22.aspx?utm_source=SBUVol3N8utm_medium=linkutm_campaign=fbfbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTEAAR0lbJOIxi7s9jT_oLAJodRNPE3IuvTVhxsM-pB3xX4orrRQzRvt-OSN7oM_aem_wX47GkR5ETVGVPSbmf70SA

19 ส.ค. 2024
ทำยังไงดีอยากแยกขยะให้ถูก ?หาที่พาหมาไปเดินเล่นใกล้ๆบ้าน ?อยากบริจาคอาหารและของใช้ ?เว็ปไซต์ Greener Bangkok รวบรวมข้อมูลไว้แล้วในที่เดียว! ผ่านการเป็นพื้นที่ให้ความรู้สีเขียว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในเมืองกรุง โดยการร่วมมือกันระหว่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ทุกคนแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากต้นทาง หรือ เริ่มต้นจากสองมือของเรานั่นเองในปัจจุบัน เมืองหลวงของเรากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาการจัดการขยะปริมาณ 10,000 ตันในแต่ละวัน โดยขยะส่วนใหญ่ถูกส่งไปฝังกลบที่ต่างจังหวัด เช่น อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และอ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยภายในพื้นที่ของกทม.มีจำนวนขยะเพียง 500 ตันเท่านั้นที่ถูกส่งไปที่โรงเผาขยะที่หนองแขม ส่งผลให้จำนวนขยะที่เหลือกลายปัญหาสำหรับชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่อื่นๆ ต้องแบกรับมลพิษทางกลิ่นที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนก่อ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนในเมืองขาดความรู้ความเข้าใจ จากการที่ไม่มีแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงง่ายหรือรวมเป็นหลักเป็นแหล่งโดยนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกทม. และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกทม. กล่าวว่า Greener Bangkok เป็นดั่งศูนย์กลางข้อมูลออนไลน์ เสมือนคลังข้อมูลให้ประชาชน องค์กร และทุกภาคส่วนที่ต้องการข้อมูลและต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างและดูแลเมืองหลวงของเราให้เป็นเมืองยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมถ้าอย่างนั้นมาแอบส่องไฮไลท์ที่น่าสนใจภายในเว็ปไซต์กันดีกว่า ว่าก้าวแรกที่เราจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและทำให้เมืองน่าอยู่ได้ มีหน้าตาเป็นอย่างไร ?·How to ทิ้ง ช่วยทุกคนจัดการและรีไซเคิลขยะอย่างถูกวิธีให้ความรู้การทิ้งขยะกว่า 115 ชนิด อย่างถูกวิธีง่ายๆ เข้าใจวิธีการจัดการที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทางไปถึงปลายทาง·ตรวจเช็คค่าฝุ่น PM 2.5 เรียกดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ทุกพื้นที่·ให้บริการข้อมูลพื้นที่สีเขียว พิกัดสวนสาธารณะใกล้บ้านที่สัตว์เลี้ยงสามารถเข้าได้·บริการกำจัดขยะชิ้นใหญ่ฟรีกทม.จะทำการส่งรถไปรับบริการถึงที่ เพื่อรับสิ่งของขนาดใหญ่เกินกว่าจะทิ้งลงในถังขยะทั่วไป· บริการตัดต้นไม้โดยรุกขกร ตัดต้นไม้โดยช่างตัดแต่งมืออาชีพ·มินิเกมแสนสนุกแฝงความรู้เรียนรู้เรื่องกรีนๆอย่างสนุกสนาน ผ่านมินิเกมที่จะพาประเมินว่าภายในหนึ่งปี ตัวเราปล่อยคาร์บอนสู่โลกนี้ไปมากน้อยแค่ไหน หรือการจำลองแยกชนิดขยะด้วยตัวเอง สู่การนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันนั่นเองเห็นเลยได้ว่า Greener Bangkok ได้รวมฟังก์ชันที่หลากหลายไว้แล้วครบเครื่องจริงๆ แต่กระซิบไว้ก่อนว่านี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของทั้งหมดเพียงเท่านั้น ทุกคนสามารถกดเข้าไปลองอ่าน ลองเล่น และค้นหาข้อมูลที่น่าสนใจอื่นๆได้เพิ่มเติม ที่ greenerbangkok.com รับรองได้เลยว่าสิ่งที่ได้กลับมานั้นจะมีมากกว่าความรู้อย่างแน่นอน แล้วมาร่วมกันคนละไม้คนละมือ ให้เมืองของเราน่าอยู่มากขึ้นกันเถอะ !Author : L’araอ้างอิงgreenerbangkok.comระบบสารสนเทศด้านการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน (pcd.go.th)"ขยะล้นเมือง" คนไทยสร้างขยะเฉลี่ย 7.3 หมื่นตัน/วัน | Thai PBS News ข่าวไทยพีบีเอสวาระซ่อมกรุงเทพฯ : แผนจัดการขยะกทม. 20 ปี ยังคง 'ล้นเมือง' ต่อไป - ThaiPublicaกรุงเทพฯ กับปัญหาขยะล้นเมือง (arcgis.com)ขยะของคน กทม. ที่ถูกนำไปทิ้งที่บ้านคนอื่น - Rocket Media Lab

16 ก.ค. 2024
การท่องเที่ยวเมืองโคเปนเฮเก้น เปิดตัวแคมเปญทดลอง “Copenpay” เที่ยวฟรี ถ้านักท่องเที่ยวช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวหรือ ผู้อยู่อาศัยในเมือง ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม แลกกับ อาหารฟรี และ ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ฟรีกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถทำได้อย่างเช่น เก็บขยะ ใช้ขนส่งสาธารณะ ใช้จักรยานในการเดินทางรอบเมือง หรือ เป็นอาสาสมัครให้ฟาร์ฺมในเมืองสิ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถแลกได้ เช่นอาหารกลางวัน กาแฟ ไวน์ หรือ พายเรือคายัคฟรี เข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว อย่าง พิพิธภัณฑ์ บาร์ต่างๆ หรือ ที่อื่นๆฟรีโดยสถานที่ท่องเที่ยวเอกชนเหล่านี้ ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเงินช่วยเหลือจากภาครัฐแต่อย่างใด แต่เป็นการสมัครใจเข้าร่วมโครงการซึ่งตอนนี้มีประมาณ 24 หน่วยงานเอกชนที่เข้าร่วม โครงการนำร่องนี้ซึ่งการแลกจริงๆ ก็ไม่ได้มีการตรวจเช็คหลักฐานใดๆ จากนักท่องเที่ยว อาจจะต้องมีการโชว์ภาพขี่จักรยานบ้าง หรือ ตั๋วโดยสารขนส่งสาธารณะบ้าง แต่โดยหลักจะใช้ระบบ ความเชื่อใจนักท่องเที่ยวโครงการนี้ทำขึ้นมาเพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการท่องเที่ยว แค่การบินไปเที่ยวต่างประเทศก็ทำลายสภาพชั้นบรรยากาศแล้ว แต่ นักท่องเที่ยวสามารถไปลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ปลายทางเป็นการชดเชยโคเปนเฮเกน เป็นเมืองที่ได้รับคะแนนความยั่งยืนลำดับต้นๆของโลก ที่นี่มีจำนวนจักรยานมากกว่า รถยนต์ถึง 4 เท่า ประชากร 62% เดินทางโดยใช้จักรยาน ในเมืองมีระบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้จักรยาน โรงแรมส่วนใหญ่ได้รับมาตรฐานรักษาส่ิงแวดล้อม คลองสะอาดว่ายน้ำได้ น้ำประปาสะอาด ใช้ดื่มได้ พลังงานไฟฟ้า 70% มากจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน พลังงานความร้อนที่ใช้ มาจากวัสดุย่อยสลายทางธรรมชาติโดยหน่วยงานการท่องเที่ยวโคเปนเฮเกนหวังว่า โครงการนี้จะจุดประกายให้ขยายไปเมืองต่างๆ ทั่วเดนมาร์ค หรือ แม้กระทั่งไปยังเมืองต่างๆทั่วโลกถ้าใครอยากเข้าร่วมโครงการนี้ ก็จะต้องรีบหน่อย เพราะโครงการนี้เริ่มตั้งแต่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา จนถึง 11 ส.ค. นี้เท่านั้น แต่ถ้าโครงการประสบความสำเร็จอาจจะมีการขยายไปจนถึงปลายปีนี้ด้วยแหล่งที่มา :BBC https://www.visitcopenhagen.com/copenpayhttps://youtu.be/KbZYnnXoSVs?si=_8huK7nS5NkE4Nqe

09 ก.ค. 2024
ทั่วโลกมีผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 50 ล้านคนต่อปี มีผู้เสียชีวิตจาก กว่า 1.19 ล้านคนต่อปีและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง ของผู้ที่อยู่ในช่วงวัย 5-29 ปีนอกจากนี้ จากสถิติยังพบว่า ครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิต คือคนเดินถนน คนขี่จักรยาน และ ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์92% ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน มาจากประเทศกำลังพัฒนา ทั้งๆที่ ประเทศกำลังพัฒนา มีจำนวนรถเพียง 60% ของทั้งโลกประเทศไทยเองก็มีการเก็บสถิติ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทุกวัน เฉลี่ยวันละหลายสิบราย และ บาดเจ็บเฉลี่ยวันละ 2 พันกว่าคนโดดช่วงเวลาที่มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุด คือ ช่วง 17.00-21.00 น. โดยผู้เสียชีวิต 75% เป็นเพศชาย และ ยานพาหนะที่ประสบอุบัติเหตุ 82% คือ มอเตอร์ไซค์ และจังหวัดที่มีอุบัติเหตุลำดับต้นๆได้แก่ กรุงเทพ ชลบุรี นครราชสีมา เชียงใหม่จากข้อมูลในปี 2565 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุท้องถนน ปีละ 17,000 คน และ มีผู้พิการจากอุบัติเหตุกว่า 15,000 คน สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 5 แสนล้านบาทซึ่ง UN ได้ออกมารณรงค์ เรียกร้องเป็น ทศวรรษที่ 2 ให้ทุกคนใส่ใจ เพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน เช่นการใส่หมวกกันน็อค การไม่ขับขี่ขณะมึนเมา หรือ แม้แต่การคาดเข็มขัดนิรภัย ที่ลดอัตราการเสียชีวิตได้มากถึง 50%และยังพบว่าพฤติกรรมคนขับรถ ที่ใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถ เพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุขึ้น 4 เท่านอกจากนี้ยังมีการรณรงค์ให้ภาครัฐของทุกประเทศ ช่วยกันปรับปรุงเส้นทางการคมนาคมขนส่ง และ กฏหมายที่เกี่ยวข้อง ให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายการลดอุบัติเหตุลงให้ได้ครึ่งนึง ภายในปี 2030พวกเราในฐานะผู้ขับขี่รถยนต์บนท้องถนน สิ่งที่พอจะควบคุมได้ หากเพียงผู้ขับขี่ยานพาหนะ เคารพกฏจราจร ไม่ประมาท มีการเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัย และมีสติขณะขับขี่ หรือ ขณะใช้ท้องถนนอยู่เสมอ ก็จะสามารถลดเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นลงไปได้มากแล้วข้อมูลจาก :WEFมูลนิธิเมาไม่ขับ

03 ก.ค. 2024
กีฬาโอลิมปิคที่ปารีสในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่าง 26 กรกฎาคม ถึง 11 สิงหาคม 2567 ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่อุณหภูมิพุ่งขึ้นไปสูงที่สุดกว่า 40⁰C เพราะเป็นช่วงที่เป็นฤดูร้อนของยุโรปในซีกโลกเหนือพอดีมหกรรมกีฬาโอลิมปิคในคราวนี้ ฝรั่งเศสตั้งเป้าไว้ให้เป็นการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่เขียวที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ (ย้อนไปอ่านบทความเก่าที่เคยเขียนไว้ได้)หมู่บ้านนักกีฬา เป็นสถานที่ใช้รับรองนักกีฬา และเจ้าหน้าที่กว่า 15,000 คนในกีฬาโอลิมปิค และใช้รับรองนักกีฬา และ เจ้าหน้าที่กว่า 9,000 คนในกีฬาพาราลิมปิค สถานที่นี้ถูกสร้างอยู่ริมแม่น้ำแซน ใช้กระแสลมธรรมชาติพัดผ่านให้ความเย็นกับกลุ่มอาคาร ประกอบกับการใช้ระบบระบายความร้อนในอาคาร ที่มีการติดตั้งหลังคาสีเขียวลดความร้อน มีบานประตู หน้าต่าง ป้องกันแสงแดด และความร้อนในเวลากลางวัน รวมทั้งมีการปลูกต้นไม้รายรอบอาคาร เพิ่มร่มเงา และความเย็นในพื้นที่ ส่วนภายในห้องพักจัดไว้อย่างเรียบง่าย มีเพียงเตียง และ พัดลม คือ...มีทุกอย่าง แต่ไม่มีแอร์ เครื่องปรับอากาศซึ่งเหตุผลของการไม่ติดตั้งแอร์ เพราะแอร์อาจทำให้นักกีฬาเย็นได้จริง แต่จะสร้างความร้อนให้กับพื้นที่รอบข้าง และการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยกว่าโอลิมปิกลอนดอน 2012 ให้ได้ 50%ทำให้นักกีฬาหลายประเทศ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา เดนมาร์ค อังกฤษ กรีก และ อิตาลี ประกาศว่า จะยกแอร์ไปติดเอง ส่วนนักกีฬานิวซีแลนด์ ก็จะเอาแอร์เคลื่อนที่ไปติดเองเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ทุกห้อง จะกระจายไปในหลายอาคารที่พวกเขาพักในกีฬาโอลิมปิคครั้งล่าสุด ในปี 2021ที่ญี่ปุ่น ที่ว่าร้อนแล้ว สภาพอากาศปีนั้นอุปสรรคอย่างมากกับนักกีฬา มีผู้เข้าแข่งขันหลายคน ทั้งอาเจียน และ เป็นลมขณะแข่งขัน เพราะความร้อน แต่ครั้งนี้ สภาพอากาศก็จะร้อนยิ่งกว่า จากการพยากรณ์อากาศ มีแนวโน้มมากถึง 70% ที่อากาศปารีสจะร้อนกว่าปกติ และเมื่อรวมกับความชื้นในอากาศที่สูง ยิ่งทำให้ ความร้อนที่รู้สึก สูงขึ้นไปอีก จนกระทั่งมีคำเตือนว่า กรณีเลวร้ายที่สุด อาจทำให้นักกีฬาเสียชีวิตและสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ “คลื่นความร้อน (Heatwave)” ที่อาจเกิดขึ้นขณะที่จัดการแข่งขัน ซึ่งจากสถิติตั้งแต่ปี 1947 จนถึงปัจจุบัน พบว่า ปารีสโดนคลื่นความร้อนเล่นงานไปกว่า 50 ครั้งแล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อน กว่า 14,000 คนซึ่งสาเหตุของคลื่นความร้อน ก็มาจากสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศนั่นเอง และเป็นการเตือนโลกว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ทุกมหกรรมกีฬา จะต้องประสบปัญหาเรื่องความร้อนไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดปัญหาโลกร้อนจึงไม่ใช่แค่ปัญหาของวงการสิ่งแวดล้อม แต่ตอนนี้มันพิสูจน์ชัดแล้ว ว่ากระทบไปทุกวงการ ไม่เว้นแม้แต่วงการกีฬาการแข่งขันที่สำคัญที่สุด จึงไม่ใช่การแข่งกีฬา หรือ การแก่งแย่งกันเอง แต่เป็นการแข่งขันที่มนุษยชาติต้องร่วมกันเป็นหนึ่ง ทำทุกวิถีทาง เพื่อเข้าเส้นชัย หยุดปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เร็วที่สุด โดยที่มีชีวิตเพื่อนมนุษย์ทุกคนเป็นเดิมพัน

01 เม.ย. 2026

27 ก.พ. 2026

31 ม.ค. 2026

03 ธ.ค. 2025

29 ต.ค. 2025

09 มิ.ย. 2025

26 มี.ค. 2026
Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “เชฟแพม พิชญา” ผู้คว้ารางวัลเชฟหญิงที่ดีที่สุดในโลกปี 2025 (The World’s Best Female Chef 2025) ที่ได้มาพูดคุยแชร์เรื่องราวโดยเริ่มตั้งแต่แรงบันดาลใจจากครอบครัวและการตัดสินใจเบนสายจากนิเทศศาสตร์สู่เส้นทางอาหารระดับสากล บทสนทนาสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการฝึกฝนทั้งในสถาบันชื่อดังและการทำงานในครัวมิชลิน 3 ดาวที่นิวยอร์กซึ่งหล่อหลอมให้เธอแข็งแกร่ง แหล่งข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากการทำธุรกิจโดยเฉพาะการก้าวข้ามอีโก้เพื่อปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภคและการบริหารจัดการร้านอาหาร "โพธง" ในย่านสำเพ็ง นอกจากนี้เธอยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการคืนกำไรสู่สังคมผ่านโครงการสนับสนุนผู้หญิงในสายอาชีพเชฟและการลดขยะอาหาร สรุปได้ว่าหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือความภูมิใจในรากเหง้าผสมผสานกับวินัยและการถ่ายทอดความสุขผ่านอาหารที่มีจิตวิญญาณรากเหง้าในครัวไทย-จีน และแรงบันดาลใจจากมาม่าผัดไข่เปลี่ยนชีวิตเชฟแพมเติบโตมาในครอบครัวไทย-จีนที่มีความผูกพันกับอาหารอย่างลึกซึ้ง โดยมีคุณแม่ที่เป็น Housewife แบบ Full-time และเป็น Perfectionist ในการทำอาหารเป็นต้นแบบ ตั้งแต่เด็กเธอจะติดสอยหามตามคุณแม่ไปจ่ายตลาดและทำหน้าที่เป็น "ลูกมือ" หยิบจับสิ่งต่างๆ ในครัวเสมอ คำสอนสำคัญที่คุณแม่ปลูกฝังคือ "การใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดสำหรับแขก" ซึ่งคุณแม่จะตระเวนไปตลาดทั่วกรุงเทพฯ เพื่อหาของที่ดีที่สุดจากแต่ละเจ้าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนอายุ 12 ปี เมื่อเธอได้ลองทำ "มาม่าหมูสับผัดไข่" ให้คุณพ่อคุณแม่ทานเป็นมื้อหลัก แม้จะเป็นเมนูพื้นฐาน แต่การที่ได้เห็นว่าอาหารเพียงจานเดียวสามารถทำให้คนอิ่มท้องและมีความสุขได้ด้วยฝีมือของเราเอง กลายเป็นความภูมิใจที่ค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นแพชชั่นในอาชีพเชฟในเวลาต่อมาจุดหักเหจากรั้วนิเทศฯ สู่ความร้อนแรงในครัวเลอกอร์ดองเบลอในช่วงวัยรุ่นเชฟแพมเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ (หลักสูตรนานาชาติ) ตามกระแสและตามกลุ่มเพื่อน แต่เมื่อเรียนถึงปี 2 เธอเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ทาง เพราะเธอชอบการทำกิจกรรมและการลงมือทำมากกว่าการนั่งเรียนในห้อง เธอจึงเข้าไปปรึกษาคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ก็สนับสนุนให้เธอลาออกไปเรียนทำอาหารทันที แต่เชฟแพมเลือกที่จะเรียนให้จบเพื่อเป็นของขวัญให้พ่อแม่และเพราะความรักเพื่อนในช่วงปี 3-4 เธอเริ่มเรียนทำอาหารอย่างจริงจังในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ Le Cordon Bleu โดยเริ่มจากคอร์สขนมหวานก่อน แต่เมื่อคลาสขนมระดับสูงไม่เปิด เธอจึงเบนสายไปเรียนทำอาหารคาวและพบว่านั่นคือสิ่งที่ "ใช่" มากกว่า เพราะเธอหลงรักใน "อะดรีนาลีน ความร้อน และจังหวะที่รวดเร็ว" ของครัวอาหารคาวหยาดน้ำตาในนิวยอร์กและการพิสูจน์ตนในร้านมิชลิน 3 ดาวเพื่อปูพื้นฐานให้มั่นคง เชฟแพมตัดสินใจไปเรียนต่อที่สถาบัน CIA (Culinary Institute of America) ที่นิวยอร์กเป็นเวลา 21 เดือน ช่วงแรกเธอต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งความคิดถึงบ้านและความกดดันจากการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ตรงไปตรงมา (Straightforward) ของคนนิวยอร์กจนถึงขั้นโทรกลับมาร้องไห้กับคุณแม่ทุกวันแต่ด้วยความมุ่งมั่น เธอเรียนจบด้วยคะแนน อันดับ 1 ของคลาส และส่งอีเมลสมัครงานในร้านมิชลิน 3 ดาวทุกแห่งในนิวยอร์ก จนได้รับโอกาสที่ร้าน Jean-Georges ที่นี่เธอได้เรียนรู้ระบบการทำงานระดับโลกและการนำวัตถุดิบไทยมาผสมผสานกับเทคนิคฝรั่งเศส นอกจากนี้เธอยังให้มุมมองเรื่องเพศว่า เหตุผลที่เชฟผู้หญิงมีน้อยในระดับสูงไม่ใช่เพราะการกีดกัน แต่เป็นเพราะภาระหน้าที่และความรู้สึกผิดในบทบาทของแม่และครอบครัวที่ทำให้หลายคนต้องยอมถอยออกมาบทเรียนราคาแพงจากร้าน Smoked การสยบอีโก้เพื่อความอยู่รอดหลังกลับไทยเพราะอาการอกหักและคิดถึงบ้าน เธอเริ่มทำ Chef's Table ที่บ้านจนจองเต็มข้ามปี ต่อมาได้เปิดร้าน "Smoked" ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกขายดีมากจนทำให้เธอเกิด "อีโก้" และกับดักความสำเร็จ แต่เมื่อยอดขายเริ่มตก เธอจึงพบความจริงว่าลูกค้าที่มาในช่วงแรกส่วนใหญ่เป็นเพื่อนฝูงและคนที่มาลองเพราะเป็นร้านใหม่เธอได้รับบทเรียนสำคัญเรื่องการบริหารจัดการร้านอาหารที่ต้องดูทั้งต้นทุน (Costing) และความต้องการของลูกค้า เธอตัดสินใจ "ลดอีโก้" ของตัวเองลง โดยการปรับเปลี่ยนเมนูที่ซับซ้อนเกินไป เช่น จากเฟรนช์ฟรายส์ที่ทำยากและใช้พนักงานเยอะ มาเป็นแบบที่เข้าใจง่ายและเป็นมิตรกับลูกค้ามากขึ้น (Simple) ซึ่งผลปรากฏว่าลูกค้าชอบมากกว่าเดิมโพทง (Potong) การชุบชีวิตตึกเก่า 120 ปี สู่ Fine Dining ระดับโลกเชฟแพมสร้างร้าน "โพธง" (Potong) ขึ้นในตึกเก่าของบรรพบุรุษย่านสำเพ็ง ซึ่งเคยเป็นโรงงานผลิตยาจีน เธอออกแบบ "Customer Journey" อย่างละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการจองไปจนถึงการบริการที่โต๊ะ โดยนำความเชื่อเรื่อง Heritage มาผสมผสานกับความโมเดิร์นในพาร์ทของการบริหาร เธอเรียนรู้ที่จะ "ถอยออกมา" จากการลงมือทำทุกอย่างเอง เพื่อสวมบทบาทผู้บริหารและสอนให้น้องๆ ในทีมเก่งขึ้น เธอเชื่อว่าหัวใจของร้านอาหารคือการปรับตัวให้ไว (Adjust fast) โดยใช้ข้อมูลและตัวเลขมาวิเคราะห์ความผิดพลาดเพื่อแก้ไขให้ทันท่วงทีปรัชญาชีวิตแบบ Zero Waste การส่งต่อความสุขและโอกาสที่ยั่งยืนเชฟแพมนำแนวคิด Zero Waste มาใช้ในร้านเพื่อลดขยะอาหาร เช่น การนำเศษผักและโปรตีนจากการตัดแต่ง (Trimming) มาเคี่ยวเป็นน้ำซุปที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เธอเชื่อว่า "ชีวิตคือ Zero Waste" ทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นการเรียนนิเทศฯ หรือความล้มเหลว ล้วนไม่มีอะไรเสียเปล่าและสามารถนำมาต่อยอดได้เสมอเธอยังริเริ่มโครงการ "Woman for Woman" เพื่อระดมทุนมอบทุนการศึกษาและโอกาสฝึกงาน 1 ปีให้กับเด็กผู้หญิงที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพราะเธอเชื่อว่าการให้การศึกษาแก่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถส่งผลกระทบต่อไปได้ถึง 3 รุ่นคน สำหรับเธอ อาหารคือ "รูปแบบการให้ความสุขที่เร็วที่สุด" และมีความหมายมากกว่าแค่ความอิ่มท้องเส้นทางชีวิตของเชฟแพมคือการเคี่ยววัตถุดิบแห่งประสบการณ์จนกลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อมและเปี่ยมด้วยมิติ โดยเริ่มจาก "รสสัมผัสแห่งความอบอุ่น" ในครัวไทย-จีนที่คุณแม่ปลูกฝังความละเมียดละไมและการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่แขกไว้เป็นรากฐาน ก่อนจะก้าวไปเผชิญกับ "รสชาติที่จัดจ้านและกดดัน" ท่ามกลางหยาดน้ำตาและการพิสูจน์ตนเองในครัวระดับมิชลิน 3 ดาวที่นิวยอร์ก ซึ่งเปรียบเสมือนบทเรียนรสขมที่ช่วยเจียระไนความอดทนและระเบียบวินัยให้แข็งแกร่ง เมื่อกลับมาเติบโตในแผ่นดินเกิด เธอต้องผ่านการปรับจูนรสชาติชีวิตด้วยการ "ลดอีโก้" และยอมรับความจริงเพื่อเปลี่ยนความเกือบพลาดให้กลายเป็นความยั่งยืน จนนำไปสู่ความสำเร็จสูงสุดในร้าน "โพทง" ที่ซึ่งมรดกจากบรรพบุรุษและความโมเดิร์นถูกปรุงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะหวานหรือขมล้วนถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ภายใต้ปรัชญา "Zero Waste Life" ที่ไม่มีสิ่งใดเสียเปล่า แต่กลับผสานรวมเป็นรสชาติแห่งความสำเร็จที่พร้อมส่งต่อความสุขและโอกาสให้แก่ผู้อื่นได้อย่างสง่างามดูรายการย้อนหลัง

26 มี.ค. 2026
Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “เชฟแพม พิชญา” ผู้คว้ารางวัลเชฟหญิงที่ดีที่สุดในโลกปี 2025 (The World’s Best Female Chef 2025) ที่ได้มาพูดคุยแชร์เรื่องราวโดยเริ่มตั้งแต่แรงบันดาลใจจากครอบครัวและการตัดสินใจเบนสายจากนิเทศศาสตร์สู่เส้นทางอาหารระดับสากล บทสนทนาสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการฝึกฝนทั้งในสถาบันชื่อดังและการทำงานในครัวมิชลิน 3 ดาวที่นิวยอร์กซึ่งหล่อหลอมให้เธอแข็งแกร่ง แหล่งข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงบทเรียนจากการทำธุรกิจโดยเฉพาะการก้าวข้ามอีโก้เพื่อปรับตัวตามความต้องการของผู้บริโภคและการบริหารจัดการร้านอาหาร "โพธง" ในย่านสำเพ็ง นอกจากนี้เธอยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการคืนกำไรสู่สังคมผ่านโครงการสนับสนุนผู้หญิงในสายอาชีพเชฟและการลดขยะอาหาร สรุปได้ว่าหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือความภูมิใจในรากเหง้าผสมผสานกับวินัยและการถ่ายทอดความสุขผ่านอาหารที่มีจิตวิญญาณรากเหง้าในครัวไทย-จีน และแรงบันดาลใจจากมาม่าผัดไข่เปลี่ยนชีวิตเชฟแพมเติบโตมาในครอบครัวไทย-จีนที่มีความผูกพันกับอาหารอย่างลึกซึ้ง โดยมีคุณแม่ที่เป็น Housewife แบบ Full-time และเป็น Perfectionist ในการทำอาหารเป็นต้นแบบ ตั้งแต่เด็กเธอจะติดสอยหามตามคุณแม่ไปจ่ายตลาดและทำหน้าที่เป็น "ลูกมือ" หยิบจับสิ่งต่างๆ ในครัวเสมอ คำสอนสำคัญที่คุณแม่ปลูกฝังคือ "การใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุดสำหรับแขก" ซึ่งคุณแม่จะตระเวนไปตลาดทั่วกรุงเทพฯ เพื่อหาของที่ดีที่สุดจากแต่ละเจ้าจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนอายุ 12 ปี เมื่อเธอได้ลองทำ "มาม่าหมูสับผัดไข่" ให้คุณพ่อคุณแม่ทานเป็นมื้อหลัก แม้จะเป็นเมนูพื้นฐาน แต่การที่ได้เห็นว่าอาหารเพียงจานเดียวสามารถทำให้คนอิ่มท้องและมีความสุขได้ด้วยฝีมือของเราเอง กลายเป็นความภูมิใจที่ค่อยๆ สะสมจนกลายเป็นแพชชั่นในอาชีพเชฟในเวลาต่อมาจุดหักเหจากรั้วนิเทศฯ สู่ความร้อนแรงในครัวเลอกอร์ดองเบลอในช่วงวัยรุ่นเชฟแพมเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ (หลักสูตรนานาชาติ) ตามกระแสและตามกลุ่มเพื่อน แต่เมื่อเรียนถึงปี 2 เธอเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ทาง เพราะเธอชอบการทำกิจกรรมและการลงมือทำมากกว่าการนั่งเรียนในห้อง เธอจึงเข้าไปปรึกษาคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ก็สนับสนุนให้เธอลาออกไปเรียนทำอาหารทันที แต่เชฟแพมเลือกที่จะเรียนให้จบเพื่อเป็นของขวัญให้พ่อแม่และเพราะความรักเพื่อนในช่วงปี 3-4 เธอเริ่มเรียนทำอาหารอย่างจริงจังในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ Le Cordon Bleu โดยเริ่มจากคอร์สขนมหวานก่อน แต่เมื่อคลาสขนมระดับสูงไม่เปิด เธอจึงเบนสายไปเรียนทำอาหารคาวและพบว่านั่นคือสิ่งที่ "ใช่" มากกว่า เพราะเธอหลงรักใน "อะดรีนาลีน ความร้อน และจังหวะที่รวดเร็ว" ของครัวอาหารคาวหยาดน้ำตาในนิวยอร์กและการพิสูจน์ตนในร้านมิชลิน 3 ดาวเพื่อปูพื้นฐานให้มั่นคง เชฟแพมตัดสินใจไปเรียนต่อที่สถาบัน CIA (Culinary Institute of America) ที่นิวยอร์กเป็นเวลา 21 เดือน ช่วงแรกเธอต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งความคิดถึงบ้านและความกดดันจากการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ตรงไปตรงมา (Straightforward) ของคนนิวยอร์กจนถึงขั้นโทรกลับมาร้องไห้กับคุณแม่ทุกวันแต่ด้วยความมุ่งมั่น เธอเรียนจบด้วยคะแนน อันดับ 1 ของคลาส และส่งอีเมลสมัครงานในร้านมิชลิน 3 ดาวทุกแห่งในนิวยอร์ก จนได้รับโอกาสที่ร้าน Jean-Georges ที่นี่เธอได้เรียนรู้ระบบการทำงานระดับโลกและการนำวัตถุดิบไทยมาผสมผสานกับเทคนิคฝรั่งเศส นอกจากนี้เธอยังให้มุมมองเรื่องเพศว่า เหตุผลที่เชฟผู้หญิงมีน้อยในระดับสูงไม่ใช่เพราะการกีดกัน แต่เป็นเพราะภาระหน้าที่และความรู้สึกผิดในบทบาทของแม่และครอบครัวที่ทำให้หลายคนต้องยอมถอยออกมาบทเรียนราคาแพงจากร้าน Smoked การสยบอีโก้เพื่อความอยู่รอดหลังกลับไทยเพราะอาการอกหักและคิดถึงบ้าน เธอเริ่มทำ Chef's Table ที่บ้านจนจองเต็มข้ามปี ต่อมาได้เปิดร้าน "Smoked" ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกขายดีมากจนทำให้เธอเกิด "อีโก้" และกับดักความสำเร็จ แต่เมื่อยอดขายเริ่มตก เธอจึงพบความจริงว่าลูกค้าที่มาในช่วงแรกส่วนใหญ่เป็นเพื่อนฝูงและคนที่มาลองเพราะเป็นร้านใหม่เธอได้รับบทเรียนสำคัญเรื่องการบริหารจัดการร้านอาหารที่ต้องดูทั้งต้นทุน (Costing) และความต้องการของลูกค้า เธอตัดสินใจ "ลดอีโก้" ของตัวเองลง โดยการปรับเปลี่ยนเมนูที่ซับซ้อนเกินไป เช่น จากเฟรนช์ฟรายส์ที่ทำยากและใช้พนักงานเยอะ มาเป็นแบบที่เข้าใจง่ายและเป็นมิตรกับลูกค้ามากขึ้น (Simple) ซึ่งผลปรากฏว่าลูกค้าชอบมากกว่าเดิมโพทง (Potong) การชุบชีวิตตึกเก่า 120 ปี สู่ Fine Dining ระดับโลกเชฟแพมสร้างร้าน "โพธง" (Potong) ขึ้นในตึกเก่าของบรรพบุรุษย่านสำเพ็ง ซึ่งเคยเป็นโรงงานผลิตยาจีน เธอออกแบบ "Customer Journey" อย่างละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนการจองไปจนถึงการบริการที่โต๊ะ โดยนำความเชื่อเรื่อง Heritage มาผสมผสานกับความโมเดิร์นในพาร์ทของการบริหาร เธอเรียนรู้ที่จะ "ถอยออกมา" จากการลงมือทำทุกอย่างเอง เพื่อสวมบทบาทผู้บริหารและสอนให้น้องๆ ในทีมเก่งขึ้น เธอเชื่อว่าหัวใจของร้านอาหารคือการปรับตัวให้ไว (Adjust fast) โดยใช้ข้อมูลและตัวเลขมาวิเคราะห์ความผิดพลาดเพื่อแก้ไขให้ทันท่วงทีปรัชญาชีวิตแบบ Zero Waste การส่งต่อความสุขและโอกาสที่ยั่งยืนเชฟแพมนำแนวคิด Zero Waste มาใช้ในร้านเพื่อลดขยะอาหาร เช่น การนำเศษผักและโปรตีนจากการตัดแต่ง (Trimming) มาเคี่ยวเป็นน้ำซุปที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ของร้าน เธอเชื่อว่า "ชีวิตคือ Zero Waste" ทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นการเรียนนิเทศฯ หรือความล้มเหลว ล้วนไม่มีอะไรเสียเปล่าและสามารถนำมาต่อยอดได้เสมอเธอยังริเริ่มโครงการ "Woman for Woman" เพื่อระดมทุนมอบทุนการศึกษาและโอกาสฝึกงาน 1 ปีให้กับเด็กผู้หญิงที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพราะเธอเชื่อว่าการให้การศึกษาแก่ผู้หญิงคนหนึ่งจะสามารถส่งผลกระทบต่อไปได้ถึง 3 รุ่นคน สำหรับเธอ อาหารคือ "รูปแบบการให้ความสุขที่เร็วที่สุด" และมีความหมายมากกว่าแค่ความอิ่มท้องเส้นทางชีวิตของเชฟแพมคือการเคี่ยววัตถุดิบแห่งประสบการณ์จนกลายเป็นรสชาติที่กลมกล่อมและเปี่ยมด้วยมิติ โดยเริ่มจาก "รสสัมผัสแห่งความอบอุ่น" ในครัวไทย-จีนที่คุณแม่ปลูกฝังความละเมียดละไมและการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่แขกไว้เป็นรากฐาน ก่อนจะก้าวไปเผชิญกับ "รสชาติที่จัดจ้านและกดดัน" ท่ามกลางหยาดน้ำตาและการพิสูจน์ตนเองในครัวระดับมิชลิน 3 ดาวที่นิวยอร์ก ซึ่งเปรียบเสมือนบทเรียนรสขมที่ช่วยเจียระไนความอดทนและระเบียบวินัยให้แข็งแกร่ง เมื่อกลับมาเติบโตในแผ่นดินเกิด เธอต้องผ่านการปรับจูนรสชาติชีวิตด้วยการ "ลดอีโก้" และยอมรับความจริงเพื่อเปลี่ยนความเกือบพลาดให้กลายเป็นความยั่งยืน จนนำไปสู่ความสำเร็จสูงสุดในร้าน "โพทง" ที่ซึ่งมรดกจากบรรพบุรุษและความโมเดิร์นถูกปรุงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยทุกประสบการณ์ไม่ว่าจะหวานหรือขมล้วนถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ภายใต้ปรัชญา "Zero Waste Life" ที่ไม่มีสิ่งใดเสียเปล่า แต่กลับผสานรวมเป็นรสชาติแห่งความสำเร็จที่พร้อมส่งต่อความสุขและโอกาสให้แก่ผู้อื่นได้อย่างสง่างามดูรายการย้อนหลัง

20 มี.ค. 2026
Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “หนูแหม่ม สุริวิภา”พิธีกรและนักแสดงระดับไอคอนของไทย ที่ได้แชร์เรื่องราวชีวิตเริ่มตั้งแต่จุดเปลี่ยนสำคัญในการก้าวข้ามความขัดแย้งและการค้นพบคุณค่าในตนเองผ่านการปฏิบัติธรรมและการออกกำลังกายอย่างหนัก สื่อแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการพิสูจน์ศักยภาพเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตการตกงานและความกดดันในการทำงานพิธีกรเดี่ยวเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังบอกเล่าถึงความสวยงามของการให้อภัยผ่านการปรับความเข้าใจกับอดีตเพื่อนร่วมงานและการตัดสินใจรับลูกบุญธรรมมาดูแล แหล่งข้อมูลนี้จึงเปรียบเสมือนบทเรียนชีวิตที่สร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการยอมรับความผิดพลาดในอดีตเพื่อสร้างความสุขที่ยั่งยืนในปัจจุบัน การบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในทุกการตัดสินใจที่หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นบุคคลที่สง่างามและเข้าใจโลกอย่างแท้จริงเด็กหญิงผมทองจากสกลนคร กับฝันที่อยาก "สง่างาม"หนูแหม่ม สุริวิภา เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลางในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างเคร่งครัด เธอมีความโดดเด่นมาตั้งแต่เกิดด้วยสีผมและสีผิวที่แตกต่างจนดูเหมือนลูกครึ่ง ซึ่งเธอมองว่านี่คือ "คาแรคเตอร์" พิเศษในช่วงวัยเด็ก เธอต้องช่วยงานบ้าน ดูแลน้อง และเดินผ่านกองขยะที่มีหนอนยั้วเยี้ยในช่วงหน้าฝน ซึ่งสิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เธอมีความอดทนและตั้งเป้าหมายกับตัวเองตั้งแต่มัธยม 1 ว่า "ต้องออกจากตรงนี้อย่างสง่างามด้วยการเป็นดาราเท่านั้น" ซึ่งความแตกต่างไม่ใช่ปมด้อย แต่คือต้นทุนที่ทำให้เราโดดเด่น และความลำบากในวัยเด็กคือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้เรากล้าฝันใหญ่จาก "ตัวประกอบ" สู่ "เพื่อนนางเอก" และจุดเปลี่ยนที่ชื่อ "ยุทธการขยับเหงือก"เส้นทางบันเทิงของเธอเริ่มจากการส่งรูปไปสมัครเล่นหนังด้วยตัวเองจนได้เป็นตัวประกอบในเรื่อง "วัยระเริง" เธอพร้อมทำทุกอย่างเพื่อโอกาสและเงิน แม้กระทั่งยอมออกจากโรงเรียนเพื่อไปถ่ายหนังที่เชียงใหม่ (ก่อนจะกลับมาเรียนต่อจนจบตามสัญญาที่ให้ไว้กับแม่)เธอครองตำแหน่ง "เพื่อนนางเอก" มานับไม่ถ้วน จนกระทั่งมาถึงรายการ "ยุทธการขยับเหงือก" ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เธอค้นพบศักยภาพว่าเธอเป็นได้มากกว่านักแสดง คือการเป็น "ผู้ดำเนินรายการ" รายการนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนสามารถจัดคอนเสิร์ตที่ MBK Hall ได้ถึง 11 รอบ และทำให้ชื่อของ แหม่ม สุริวิภา กลายเป็นไอคอนของวงการพิธีกรชีวิตสอนให้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องเป็น "นางเอก" ในละคร แต่เราสามารถเป็น "ตัวเอก" ในชีวิตตัวเองได้เสมอหากเราตั้งใจและรู้จักพัฒนาศักยภาพของตนเองเมื่อหัวใจ "แตกสลาย" ในวันที่ดูเหมือนจะรุ่งโรจน์ที่สุดหลังจากความสำเร็จยาวนานใน "สมาคมชมดาว" เธอได้รับโอกาสใหญ่ให้ทำรายการเดี่ยวชื่อ "สุริวิภา" โดยถูกตั้งความหวังให้เป็น "โอปราห์ วินฟรีย์ เมืองไทย" แต่ในความเป็นจริง เธอกลับต้องเผชิญกับความกดดันมหาศาล เพราะต้องสัมภาษณ์นักธุรกิจซึ่งไม่ใช่ทางที่ถนัดประกอบกับช่วงนั้นหัวใจเธอยัง "แตกสลาย" จากปัญหาความขัดแย้งกับคนใกล้ชิดในรายการเดิมจนถึงขั้นมองหน้ากันไม่ได้ เธอเคยเข้าไปร้องไห้ในห้องแต่งตัวและขอลาออกเพราะรู้สึกว่า "ทำไม่ได้" และ "มืดมนไปหมด"ซึ่งแม้ภายนอกจะดูสำเร็จเพียงใด แต่ถ้าหัวใจภายในยังบอบช้ำ เราก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีความสุข การยอมรับความอ่อนแอของตัวเองคือก้าวแรกของการแก้ไข3 วันที่เปลี่ยนชีวิต "การกลับมารักตัวเอง"จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อโปรดิวเซอร์ส่งเธอไปปฏิบัติธรรม 3 วัน จากตอนแรกที่ไปแบบแกน ๆ เธอได้เรียนรู้การ "ดูจิตดูใจ" จนเกิดการ "ปิ๊งแว๊บ" และร้องไห้ออกมาอย่างหนักเมื่อตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาเธอ "ทิ้งตัวเองมานานเกินไป" และไม่เคยโอบกอดตัวเองเลยบทเรียนนี้ทำให้ความโกรธแค้นที่มีมานานมลายหายไป เธอกลายเป็นคนที่รู้จักการ "ฟัง" มากกว่า "พูด" ซึ่งส่งผลดีต่อการทำหน้าที่พิธีกร และทำให้เธอกล้าที่จะกลับไปกอดและให้อภัยเพื่อนร่วมงานคนเดิมอย่างสนิทใจ"การรักตัวเอง" คือพื้นฐานของทุกอย่าง เมื่อเรารักตัวเองเป็น เราจะรู้จักให้อภัยผู้อื่น และมองโลกในมุมที่ละเอียดอ่อนขึ้น"ฉันไม่ใช่คนขี้แพ้" พิสูจน์คุณค่าด้วยฟูลมาราธอนในวันที่งานในวงการถูก "ชัตดาวน์" หรือยกเลิกไปพร้อม ๆ กัน แทนที่จะจมกับความเสียใจว่าตัวเองเป็น "ผู้แพ้" (Loser) เธอเลือกที่จะลุกขึ้นมาพิสูจน์คุณค่าของตัวเองผ่านการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยทำมาก่อนเธอเริ่มจากเดิน 5 กิโลเมตร จนกระทั่งก้าวไปสู่การวิ่งฟูลมาราธอน (42.195 กม.) ได้สำเร็จถึง 3 ครั้ง รวมถึงที่เบอร์ลินด้วย เธอเรียนรู้ว่า "การวิ่งไม่ได้แข่งกับใคร แต่คือการแข่งกับใจตัวเอง" และทุกคนที่วิ่งจบล้วนได้รับเหรียญที่มีเกียรติเท่ากันแม้ในวันที่โลกปฏิเสธเรา อย่าปฏิเสธตัวเอง จงหาเวทีใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าเรายังมีคุณค่าและสามารถเอาชนะขีดจำกัดของตัวเองได้บทบาทใหม่ที่ยากและสุขที่สุด "หม่ามี้" ของน้องอลิสหลังจากผ่านความเจ็บปวดจากการพยายามมีลูกมานานจนถอดใจ เธอก็ได้รับโอกาสให้เป็น "แม่" โดยการรับ "น้องอลิส" ลูกของคนงานในบ้านมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายการเป็นแม่ทำให้เธอได้เรียนรู้ความหมายของคำว่า "เสียสละ" และการเห็นความต้องการของลูกมาก่อนตัวเอง เธอยังให้เกียรติพ่อแม่แท้ ๆ ของเด็กเสมอ และมุ่งมั่นที่จะให้โอกาสที่ดีที่สุดแก่เด็กคนหนึ่งเพื่อให้เขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ"มีก็ดี ไม่ไม่มีก็สบาย" เป็นคำที่ช่วยฮีลใจในยามที่ผิดหวัง แต่เมื่อโอกาสในการมอบความรักมาถึง จงทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุดด้วยความเคารพและให้เกียรติในวัยเกือบ 60 ปี เธอพบว่าความสุขคือการได้ยืนอยู่ในจุดที่เป็นตัวเองที่สุด ไม่จำเป็นต้องแข่งเป็นที่ 1 กับใคร และภูมิใจในทุกการตัดสินใจของชีวิต ไม่ว่าจะถูกหรือผิด เพราะทุกเหตุการณ์คือสิ่งที่สร้างให้เธอเป็น "สุริวิภา" ที่สง่างามในวันนี้ดูรายการย้อนหลัง

13 มี.ค. 2026
Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY โดย “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “หมอตังค์ มรรคพร” แพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเจ้าของรายการ "เวรชันสูตร" ที่มาแบ่งปันแนวคิดการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพทั้งกายและใจโดยหมอตังค์ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเรียนหมอที่เกิดจากปัญหาสุขภาพในวัยเด็ก และการสร้างสรรค์เนื้อหาแนวคดีอาชญากรรมจากความชอบส่วนตัวควบคู่ไปกับวิชาชีพ เนื้อหาเน้นย้ำเรื่อง การตระหนักถึงความปลอดภัย การฝึกทักษะเอาตัวรอด และการสังเกตความผิดปกติของพฤติกรรมมนุษย์ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ 6 เสาหลักของสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องการนอนหลับและการรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว บทสนทนายังครอบคลุมถึงเรื่อง สุขภาวะทางเพศ ที่ควรอยู่ในขอบเขตที่ไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น พร้อมทิ้งท้ายด้วยแง่คิดเรื่องความพยายามหรือการ Hustle เพื่อทำตามความฝันบนพื้นฐานของความเป็นจริงรอยร้าวบนแก้วใบเก่า ปาฏิหาริย์จากความตายสู่การเป็นผู้รักษาชีวิตของหมอตังค์ไม่ได้เริ่มต้นด้วยกลีบกุหลาบ แต่เริ่มด้วย "รอยร้าว" ที่เกือบแตกสลายในวัยเพียง 16 ปี เมื่อลำไส้เกิดการอุดตันจนระเบิดออกภายในร่างกาย ประดุจดังแจกันที่แตกกระจายจนครอบครัวต้องหลั่งน้ำตาข้างเตียงเพราะความหวังริบหรี่ เหตุการณ์เฉียดตายนี้เองที่เป็นแรงผลักดันให้เขาต้องสวมเสื้อกาวน์ ไม่ใช่เพราะความฝันอันสวยงาม แต่เพื่อใช้ความรู้ทางการแพทย์เป็น "เกราะคุ้มภัย" ให้กับชีวิตที่เปราะบางของตนเองในฐานะลูกคนเดียวสะพานเชื่อมสองฝั่งโลก เมื่อหน้าที่กับความหลงใหลบรรจบกันหากวิชาแพทย์คือ "เข็มทิศ" ที่เขาต้องถือตามความจำเป็น ความรักในงานนิเทศศาสตร์และการสื่อสารก็คือ "สายลม" ที่เขาอยากจะโต้ไป หมอตังค์ไม่ได้เลือกที่จะทิ้งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่เขาเลือกที่จะสร้าง "สะพาน" เชื่อมระหว่างโลกแห่งวิทยาศาสตร์ที่ดูแข็งกร้าว เข้ากับโลกแห่งการสื่อสารที่อ่อนโยน เขาเลือกเรียนต่อด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ทางเพศ เพื่อให้ได้ใช้ "ปาก" ในการเยียวยาผ่านการให้คำปรึกษา มากพอๆ กับการใช้ "ยา" ในการรักษากระจกเงาแห่งความตาย เรียนรู้จากความมืดเพื่อส่องสว่างให้คนเป็นรายการ "เวรชันสูตร" เปรียบเสมือนการส่อง "กระจกเงา" บานที่มืดมิดที่สุดของมนุษย์ เขาใช้ประสบการณ์จากห้องชันสูตรที่เงียบงัน มาถอดบทเรียนให้คนเป็นได้มี "สติ" ในการใช้ชีวิต เขาเชื่อว่าอาชญากรไม่ได้เกิดมาเป็นปีศาจโดยกำเนิด แต่เปรียบเสมือน "ผ้าขาวที่ถูกย้อมด้วยสีหม่น" จากสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย การเล่าเรื่องความตายของเขาจึงไม่ใช่การพาลูกเรือดิ่งลงสู่ก้นบึ้ง แต่เป็นการชี้ให้เห็นถึงอันตรายเพื่อที่ทุกคนจะได้รับมือและระวังตัวได้ทันหยาดเหงื่อแห่งการถักทอ ความสำเร็จที่แลกมาด้วย "Hustle"ความสำเร็จในโลกออนไลน์ของเขาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วย "แพชชั่น" ที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่ถูกถักทอด้วยสิ่งที่เรียกว่า "Hustle" หรือความกระเสือกกระสน เขาเปรียบชีวิตช่วงเริ่มต้นเหมือนการยอมแลก "น้ำมันตะเกียง" (สุขภาพและเวลาพักผ่อน) เพื่อให้แสงไฟในช่อง YouTube ของเขาโชติช่วงขึ้นมา เขาเชื่อมั่นในกฎแห่งความยุติธรรมของโลกที่ว่า "หากอยากได้สิ่งใด ต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน" และเขาก็ยอมแลกมันอย่างมีแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตที่สมดุลในตอนท้ายประภาคาร 7 แกน บรรเลงเพลงชีวิตให้ยืนยาวอย่างมีคุณภาพในบทบาทหมอชะลอวัย หมอตังค์ให้ความสำคัญกับ "คุณภาพของแสงเทียน" (Health Span) มากกว่า "ความยาวของเนื้อเทียน" (Life Span) เขาเปรียบการดูแลสุขภาพเหมือนการประคอง "เสาหลัก 7 ต้น" (การนอน, การกิน, การออกกำลังกาย, การจัดการความเครียด, การเลี่ยงสารพิษ, ความสัมพันธ์ และเซ็กส์) แม้ในบางวันเสาบางต้นอาจจะโอนเอนตามภาระหน้าที่ แต่เราต้องรู้จักเสริมเสาต้นอื่นให้แข็งแรงชดเชยกัน เพื่อให้บ้านหลังนี้คงอยู่ได้อย่างสง่างามจนวันสุดท้ายเส้นทางชีวิตของหมอตังค์ มรรคพร เริ่มต้นจากการเผชิญหน้ากับความตายในวัย 16 ปีจากอาการลำไส้อุดตันจนระเบิด ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาเลือกเรียนหมอเพียงเพื่อต้องการรู้วิธี "ดูแลตัวเอง" ให้มีชีวิตอยู่ต่อแทนการทำตามความฝันในด้านนิเทศศาสตร์ที่เขารักมาตั้งแต่ต้น แม้จะต้องเดินในเส้นทางวิชาชีพแพทย์ แต่เขาได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างหน้าที่และความชอบเข้าด้วยกัน โดยเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและเวชศาสตร์ทางเพศเพื่อใช้ทักษะการสื่อสารในการให้คำปรึกษา และใช้ประสบการณ์จากการอยู่ "เวรชันสูตร" มาถอดบทเรียนความตายผ่านคอนเทนต์ที่เน้นให้คนเป็นมีสติในการใช้ชีวิต ความสำเร็จของเขาไม่ได้พึ่งพาเพียง "แพชชั่น" แต่ขับเคลื่อนด้วยความ "Hustle" หรือความกระเสือกกระสน ที่ยอมแลกเวลาพักผ่อนและสุขภาพในช่วงแรกเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงบนพื้นฐานของความเป็นจริง นอกจากนี้ เขายังให้แง่คิดว่ามนุษย์ทุกคนคือเฉดสีเทาที่ถูกหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อมมากกว่าพันธุกรรม และเน้นย้ำความสำคัญของ "Health Span" หรือการมีสุขภาพที่แข็งแรงสมวัยผ่านการรักษาสมดุลของเสาหลักทั้ง 7 ประการ โดยเฉพาะเรื่องการนอนและการกิน เพื่อให้ชีวิตมีคุณภาพมากกว่าแค่การมีอายุขัยที่ยาวนานแต่ไร้ซึ่งความสุขดูรายการย้อนหลัง

06 มี.ค. 2026
Green Wave เปิดพื้นที่แห่งบทสนทนาที่รวมวิธีคิด เรื่องราวชีวิต และแรงบันดาลใจ จากไอคอนิกระดับประเทศ ใน CLUB INSPIRED DAY เปิดคลับแรก “ดีเจอั๋น ภูวนาท” เปิดไมค์ต้อนรับ “ตั๊ก มยุรา เศวตศิลา” นักแสดง และพิธีกรระดับตำนานถึงเส้นทางชีวิตและการรักษาวินัยอันเข้มงวด โดยเธอได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในวงการตั้งแต่อายุ 17 ปี ที่ต้องก้าวข้ามความขี้อายจนกลายเป็นพิธีกรแถวหน้าที่ครองความนิยมมาอย่างยาวนาน เนื้อหาเน้นไปที่ทัศนคติการดูแลตัวเองที่ทำให้เธอยังดูดีอยู่เสมอแม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษ รวมถึงการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงจากโทรทัศน์สู่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้เธอยังเปิดเผยเรื่องราวความทุกข์ใจในอดีตเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพร้ายแรงจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นบททดสอบสำคัญที่ทำให้เธอต้องเปลี่ยนแปลงมุมมองการใช้ชีวิตและการเลี้ยงดูบุตรให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น สรุปได้ว่าแหล่งข้อมูลนี้สื่อถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัยและการเรียนรู้ที่จะรับมือกับวิกฤตอย่างเข้มแข็งจากเด็กหญิงในกรอบ สู่เส้นทางที่เลือกเองตั๊ก มยุรา เติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งครัด และเป็นบ้านแบบโบราณ เธอถูกฝึกให้มีกิริยามารยาทที่เป๊ะทุกระเบียดนิ้ว เช่น การเดินห้ามลงส้นเท้า หรือการต้องนั่งพับเพียบทำขนมลูกชุบ ความมีระเบียบวินัยและคำว่า "ระวัง" จึงถูกปลูกฝังอยู่ในใจเธอมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งอายุ 17 ปี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอถูกชวนไปถ่ายปกหนังสือและตัดสินใจ "ลาออกจากโรงเรียน" เพื่อเข้าสู่วงการบันเทิงโดยไม่บอกพ่อแม่ ซึ่งถือเป็นการขัดแย้งกับกรอบเดิมของชีวิตเพื่อเลือกทางเดินของตัวเองจากนางเอกขี้อาย สู่พิธีกรหญิงเบอร์ 1 ของประเทศแม้จะอยู่ในวงการมานาน แต่พื้นฐานเดิมของเธอเป็นคน ขี้อาย แม้แต่ตอนเป็นนางเอกเธอยังเขินอายกับการเล่นบทรัก แต่จุดพลิกผันคือการได้รับโอกาสจาก คุณแดง สุรางค์ ให้มาลองเป็นพิธีกรรายการสด ซึ่งเป็นงานที่ยากและท้าทายที่สุด เธอต้องเรียนผิดเรียนถูกและฝึกฝนตัวเองอย่างหนัก จนความกล้าพูดกล้าแสดงออกเหล่านั้นได้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็น "พิธีกรระดับไอคอน" ที่ยืนหยัดอยู่ในกระแสได้ยาวนานกว่า 40 ปี แม้ในช่วงที่เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านสู่โซเชียลเธอก็ไม่เคยหายไป เพราะมีการวางแผนและปรับตัวอยู่เสมอวิกฤตสุขภาพ "ไวรัสตับอักเสบซี" และโอกาสรอดเพียง 4 ใน 10ในช่วงอายุประมาณ 50 ปี เธอต้องเผชิญกับมรสุมใหญ่เมื่อตรวจพบว่าเป็น ไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเป็นผลพวงจากการรับเลือดเมื่อครั้งประสบอุบัติเหตุรถคว่ำในอดีต หมอบอกว่าการรักษามีโอกาสรอดเพียง 4 จาก 10 คน และต้องรับยาที่ออกฤทธิ์รุนแรงคล้ายคีโมเป็นเวลา 1 ปี ในช่วงนั้นเธอต้องใส่พิพิกผมเพื่อปิดบังอาการผมร่วงและทำงานไปด้วย แต่สิ่งที่ทำให้เธอหายขาดและเป็น 1 ใน 4 คนที่รอดชีวิต คือ "วินัยที่เข้มงวด" ในการรักษาและการดูแลตัวเองที่ตรงเวลาอย่างที่สุดคัมภีร์ความงามและวินัยเหล็ก "หา 10 เก็บ 8"ความเพอร์เฟกต์ของ ตั๊ก มยุรา ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากวินัยที่คนอื่นอาจมองว่า "ตึง" เกินไปด้านร่างกาย เธอออกกำลังกายอย่างหนัก 5 วันต่อสัปดาห์ตั้งแต่อายุ 40 ปี และมีเคล็ดลับการกินที่เคร่งครัด เช่น ไม่กินน้ำส้มคั้นเพราะกลัวเบาหวานแต่ดื่มน้ำมะนาวแทน ไม่ดื่มชาไข่มุก และฝึกดื่มกาแฟดำ รวมถึงการนอนหงายเพื่อไม่ให้หน้าย่นด้านการเงิน เธอมีหลักการออมเงินที่น่าทึ่งคือ "หาได้ 10 บาท จะเก็บ 8 บาท และใช้เพียง 2 บาท" เธอซื้อบ้านหลังแรกได้ตั้งแต่อายุ 18 ปี และผ่อนหมดก่อนอายุ 20 ปี ความขี้เหนียวในสายตาคนอื่นคือความมั่นคงในบั้นปลายที่ทำให้เธอทำธุรกิจได้โดยไม่ต้องกู้ยืมบทเรียนความเป็นแม่ เมื่อความหวังดีกลายเป็นกรงขังหนึ่งในเรื่องที่เธอยอมรับว่า "พลาด" และอยากกลับไปแก้ไขที่สุดคือการ เลี้ยงลูก ด้วยความเป็นคนเป๊ะและขีดกรอบให้ลูกมากเกินไป เพราะคาดหวังอยากให้ลูกเป็นอย่างที่ฝัน จนวันหนึ่งลูกบอกกับเธอว่า "สิ่งที่แม่พูดมา หนูไม่ชอบเลย" ข้อคิดสำคัญที่เธอได้รับคือ "อย่าคาดหวังอะไรในชีวิตลูก" และหากย้อนเวลาได้ เธอจะเลือกเป็นเพื่อนกับลูกและใช้ความยืดหยุ่นมากกว่าความเข้มงวดศักดิ์ศรีและการตัดสินใจเดินออกมาจาก "ชิงร้อยชิงล้าน"การตัดสินใจลาออกจากรายการที่ทำมานานกว่า 25 ปี อย่าง "ชิงร้อยชิงล้าน" เกิดจากความรู้สึก "น้อยใจ" ที่สะสมมาเป็นปี เธอรู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กลงและไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือการวางแผนรายการ แม้จะรักและขอบคุณเวิร์คพอยท์รวมถึงคุณปัญญามากเพียงใด แต่เธอก็เลือกที่จะรักษาความรู้สึกและศักดิ์ศรีของตัวเองด้วยการเดินออกมาเพื่อพิสูจน์ว่า "ถ้าไม่มีคู่หรือไม่มีรายการนี้ เราจะอยู่ได้ไหม" ซึ่งเธอก็พิสูจน์แล้วว่าทำได้ข้อคิดแรงบันดาลใจทิ้งท้ายจาก ตั๊ก มยุรา• อย่าคาดหวังเพื่อไม่ให้ผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน สุขภาพ หรือความสัมพันธ์ ทุกอย่างเป็นไปได้และเปลี่ยนแปลงได้เสมอ• วินัยคือเกราะคุ้มกัน ความสวยและความมั่งคั่งไม่ได้มาจากความบังเอิญ แต่มาจากระเบียบวินัยที่คุณทำอย่างต่อเนื่อง• หาความสุขของตัวเองให้เจอ ในวัยที่ร่วงโรย ความสุขอาจจะลดลงตามธรรมชาติ แต่เราต้องหากิจกรรมที่ทำให้เกิดปิติ เช่น การเล่นกีฬาหรือสิ่งที่เราทำแล้วสบายใจ• เตรียมตัวก่อนเกษียณ เงินเป็นสิ่งสำคัญ อย่าใช้เงินในอนาคต และต้องวางแผนการเงินให้เหมือน "น้ำในแก้ว" ที่ต้องคอยเติมอยู่เสมอและห้ามพลาดในวัยที่ไม่มีแรงแก้ตัวแล้วชีวิตของ ตั๊ก มยุรา เปรียบเสมือน "ขนมลูกชุบ" ที่ถูกปั้นและระบายสีอย่างประณีตด้วยระเบียบวินัยตั้งแต่เยาว์วัยในบ้านทรงโบราณ จนหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นไอคอนผู้สง่างามที่ต้องเผชิญกับ "พายุไวรัสร้าย" ซึ่งมีโอกาสรอดเพียง 4 ใน 10 แต่เธอก็ฝ่าฟันมาได้ด้วย "สมอวินัยเหล็ก" ที่เที่ยงตรงดั่งเข็มนาฬิกาในการรักษา ในขณะเดียวกันเธอก็บริหาร "สายน้ำแห่งการเงิน" ในแก้วด้วยหลักการหา 10 เก็บ 8 เพื่อให้เต็มเปี่ยมและมั่นคงเสมอในวัยที่พลาดไม่ได้แล้ว แม้จะมีบทเรียนจากการสร้าง "กรงขังแห่งความหวังดี" ในบทบาทแม่จนต้องเรียนรู้ที่จะทลายกรอบเพื่อเป็นพื้นที่อิสระให้แก่ลูก และสุดท้ายเธอก็กล้าตัดสินใจละทิ้ง "เรือสำเภาลำใหญ่" ที่เคยพึ่งพิงมานานกว่า 25 ปี เพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีว่าปีกของตนเองยังแข็งแรงพอที่จะโบยบินในโลกบันเทิงได้อย่างสง่างาม โดยมี "พละกำลัง" เป็นเข็มไมล์วัดความเยาว์วัยที่ไม่มีวันร่วงโรยตราบเท่าที่แรงยังไม่หมดไปดูรายการย้อนหลัง

24 ธ.ค. 2025
ที่ Club Inspired Day ทุก Story มีความหมาย ได้ Inspired ทุก Moment เมื่อ “ดีเจเป้” และ “ดีเจอ้อย” ได้เปิดไมค์ต้อนรับ “ตั๊ก ศิริพร” เกี่ยวกับเส้นทางชีวิตและอาชีพของเธอ ตั้งแต่การเติบโตมาในครอบครัวนักร้อง และการเข้าร่วมประกวดจนได้รับรางวัล รวมถึงประสบการณ์การเป็นนักร้องที่มีอัลบั้มยอดขายหลายล้านตลับ ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง จนพลิกชีวิตสู่วงการตลกหลังประสบวิกฤตทางการเงิน และการก้าวข้ามผ่านภาวะซึมเศร้าหลังคลอด โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครอบครัว และการไม่ประมาทในชีวิต นอกจากนี้ เธอยังแบ่งปันความสุขกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายขึ้น และความรักที่มีต่อสุนัข ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธอลดงานลงเพื่ออุทิศเวลาให้กับพวกเขา และงานช่วยเหลือสังคมในปัจจุบันเส้นทางเสียงเพลง จากเด็กต่างจังหวัดสู่เวทีสยามกลการตั๊ก ศิริพร เติบโตขึ้นมาในครอบครัวบันเทิงในต่างจังหวัด และห้อมล้อมไปด้วยเสียงเพลง ในวัยเด็ก เธอชอบฟังวิทยุเก่า ๆ ที่ฟังได้แต่คลื่น AM และได้รับแรงบันดาลใจจากนักร้องดังในยุคนั้นอย่างพี่ผึ้ง (พุ่มพวง ดวงจันทร์) ความชอบในการร้องเพลงนำพาเธอเข้าสู่การประกวดครั้งสำคัญ โดยการได้รับรางวัลนักร้องดีเด่นบนเวทีสยามกลการ เวทีเดียวกันกับที่นักร้องระดับตำนานอย่างพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) เคยประกวดการได้รับรางวัลนี้ถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เพราะนักร้องจากสยามกลการได้รับการการันตีถึงความสามารถในการร้องเพลง ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้เธอต้องย้ายเข้ามาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ พาร์ทนี้ทำให้รู้ว่าความรักในสิ่งที่ทำเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แม้ไม่รู้ว่าตนเองร้องเพลงดีหรือไม่ แต่ความชอบที่แท้จริงก็ผลักดันให้เธอประสบความสำเร็จตั๊ก ลีลา ชื่อที่ฟ้าลิขิตและปรากฏการณ์ขายดีช่วงพฤษภาทมิฬชีวิตในฐานะนักร้องกลางคืนนำพาให้เธอได้พบกับพี่แจ้ (ดนุพล แก้วกาญจน์) ซึ่งกำลังมองหานักร้องที่จะมาเป็น "ลีลา 2" โดยชื่อ "ตั๊ก ลีลา" นั้น พี่แจ้เป็นผู้ตั้งให้โดยบังเอิญจากป้ายโฆษณากระเบื้อง "ลีลา"อัลบั้มแรกในชีวิตของเธอวางแผงในช่วงวิกฤตพฤษภาทมิฬ (ปี 2535) ซึ่งเป็นช่วงที่มีการประกาศเคอร์ฟิว และไม่สามารถโปรโมทเพลงได้ เธอทำใจแล้วว่าความฝันในการเป็นนักร้องมีอัลบั้มอาจจะจบลง แต่ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเทปของเธอกลับขายได้เป็นล้านตลับในภาวะวิกฤตเช่นนั้น โดยเฉพาะเพลง "ฉันไม่ใช่นางเอก" ซึ่งไม่ได้เป็นเพลงโปรโมทและอยู่หน้า B แต่เนื้อเพลงกลับสอดคล้องกับเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้นพอดี ทำให้เพลงนี้ดังขึ้นมาในที่สุด ดังนั้นเมื่อถึงเวลาของเรา ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นได้แม้ในวิกฤตวิกฤตต้มยำกุ้ง สู่บทเรียน 'ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ' และการเริ่มต้นใหม่จากศูนย์เมื่อประสบความสำเร็จสูงสุด มีงานแน่นทุกวันจนถึงปีหน้า เธอใช้ชีวิตด้วยความประมาท โดยคิดว่ามีเงินรออยู่แล้ว จึงใช้จ่ายมือเติบด้วยการซื้อบ้าน คอนโด รถยนต์ และรูดบัตรเครดิตหลายใบ ทุกอย่างเป็นการผ่อนทั้งหมดแต่เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาถึง งานทั้งหมดก็หายไปในพริบตา ทำให้เธอมีแต่หนี้สิน เธอปฏิเสธที่จะขอความช่วยเหลือจากแม่ เพราะถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ตนเองทำขึ้นมา จึงต้องแก้ไขด้วยตัวเอง เธอตัดสินใจขายทุกอย่างทิ้ง ทั้งรถ คอนโด (ยกให้ชมพู่ ก่อนบ่ายฯ ฟรี ๆ เพื่อให้ไปผ่อนต่อ) และไปเช่าอพาร์ตเมนต์ถูก ๆ อยู่ เธอกลับไปร้องเพลงกลางคืนอีกครั้ง โดยรับค่าตัวเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอให้กำลังใจตัวเองเสมอว่า "เดี๋ยวฟ้าก็คงไม่เป็นอย่างนี้ตลอดหรอก" และสามารถผ่านพ้นความทุกข์ไปได้ภายในเวลาเพียง 2-3 วันเธอเน้นย้ำว่าอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท โดยเฉพาะเมื่อเงินทองกำลังไหลมาเทมา สถาบันครอบครัวเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และความรักในครอบครัวช่วยให้ผ่านพ้นทุกวิกฤตไปได้ และเธอตั้งใจว่าจะไม่เป็นหนี้อีกต่อไป และจะซื้อทุกอย่างด้วยเงินสดสู้ชีวิตในวงการตลก น้ำหยดลงหิน 3 ปี และจุดเปลี่ยนที่ชื่อ 'พี่เป็ด'ความสามารถในการเอ็นเตอร์เทนที่ฝึกฝนมาจากการรับงานร้องเพลงหลากหลายรูปแบบ (รวมถึงการร้องให้แขกเพียงคนเดียว) ช่วยให้เธอสามารถก้าวเข้าสู่แวดวงตลก โดยมี พี่เป็ด เชิญยิ้ม เป็นผู้ที่มาชุบชีวิตเธออีกครั้งในรายการก่อนบ่ายคลายเคลียด เธอไม่ได้อาศัยเพียงพรสวรรค์ แต่ใช้ความทุ่มเทในการศึกษา โดยการเช่าวิดีโอตลกมานั่งดูทุกคณะ จดมุกไว้ในสมุด เพื่อนำมาปรับใช้ การเข้าสู่วงการตลกยังนำพาให้เธอได้พบกับสามี พี่นุ้ย (เชิญยิ้ม) ซึ่งใช้เวลาจีบเธอด้วยความมานะพยายามแบบ "น้ำหยดลงหิน" นานถึง 3 ปี พี่นุ้ยเป็นคนพูดเพราะ ใจดี ชอบช่วยเหลือคน โดยเขาใช้วิธีจ้างคนเขียนกลอนใส่กระดาษฟุลสแก๊ป แล้วนำมาแอบใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอทุกวันภาวะซึมเศร้าหลังคลอด กับคำสอน 'พ่อแม่รังแกฉัน' ปลดล็อกหัวใจหลังคลอดลูกชาย (น้องภู) เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างหนัก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดในชีวิต เธอมีความหวาดระแวง กลัวเชื้อโรค ไม่ยอมให้ใครจับลูก เธอหวงลูกมากจนไม่ให้เท้าลูกแตะพื้น และทะเลาะกับสามีจนปามือถือพังไปหลายเครื่อง ภาวะนี้ทำให้เธอทำทุกอย่างให้ลูก (เช่น ซักผ้าด้วยมือแม้มีเครื่อง หรืออาบน้ำให้ลูกจนอายุเกือบ 10 ขวบ) เพราะความกลัวว่าจะดูแลลูกไม่ดี เธอไม่รู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร จนกระทั่ง ซู่โม่กิ๊ก (เกียรติ กิจเจริญ) สังเกตเห็น และเข้ามาเรียกคุยเพื่อเปิดใจ พี่กิ๊กได้พูดประโยคที่กระทบใจเธออย่างรุนแรงว่า "ตั๊ก มึงรู้เปล่า มึงกำลังเป็นพ่อแม่รังแกฉัน" คำพูดนี้ทำให้เธอรู้ตัวและยอมรับ และเมื่อเธอกลับไปปล่อยให้ลูกได้อาบน้ำด้วยตัวเอง เธอกลับไปยืนร้องไห้อยู่หน้าห้องน้ำ เพราะได้ยินลูกร้องเพลงด้วยความสุขดังนั้นความรักที่มากเกินไปอาจกลายเป็นการรังแกโดยไม่รู้ตัว และการเปิดใจคุยกัน รวมถึงการหาความรู้ในสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้. การให้เกียรติและเปิดอกคุยกับลูกเหมือนเพื่อนทำให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรงและไว้ใจพ่อแม่ความสุขที่เรียบง่าย เมื่อ 'ต้าร์' เปลี่ยนชีวิตนักร้องให้กลายเป็นผู้ให้สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตเธอให้เข้าสู่ "สโลว์ไลฟ์" คือน้องหมาชื่อ "ต้าร์" เธอตระหนักว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่เธอวิ่งงานหนัก เธอไม่เคยให้เวลากับสุนัขเลย มีเพียงห้องแอร์และอาหาร แต่ไม่ได้ให้ความรักที่พวกเขาสัมผัสได้ ความรู้สึกผิดนี้ทำให้เธอรับงานน้อยลง เพื่อชดเชยเวลาที่หายไป เธอรักน้องหมาแบบผิดวิธี (ให้กินอาหารคน) จนหมาป่วยเป็นเบาหวานและต้องฉีดอินซูลินปัจจุบันเธอจัดห้องนอนใหม่เพื่อให้สุนัขอยู่สบาย ขณะที่สามีไปนอนห้องรับแขก เธอค้นพบว่าความรักที่สุนัขมีให้เป็นสิ่งที่โคตรมีค่า ความสุขที่แท้จริงในตอนนี้คือการใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอเพียง ไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย เธอยังเปลี่ยนบทบาทเป็น "ผู้ให้" โดยการทุ่มเทช่วยเหลือน้องหมาน้องแมวจรจัด เช่น การสร้างเพิงที่อยู่ให้สุนัขชื่อเสียงเงินทองไม่จีรัง ความสุขไม่ได้อยู่ที่วัตถุหรือความใหญ่โต แต่คือความพอเพียงและความรักที่เรามอบให้ ชีวิตควรเป็นไปตามหลักการ "ขึ้นไม่หลง ลงไม่ท้อ"ดูรายการย้อนหลัง

04 มี.ค. 2025
“โรสว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เราถูกทำร้ายอยู่ทุกวัน คือการนึกถึงอดีต อยากให้อยู่กับปัจจุบัน แล้วทำปัจจุบันให้ถึงอนาคตที่เราวาดฝันไว้”Club นี้มีสีสันของชีวิต Club นี้มีข้อคิดแรงบันดาลใจ มาแบ่งปันให้กันให้ทุกสัปดาห์สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้ต้อนรับแขกรับเชิญเสียงเพราะมีเสน่ห์ “โรส ศิรินทิพย์” เจ้าของเพลงรักที่โด่งดัง เช่น มากกว่ารัก ก้อนหินก้อนนั้น เกิดมาแค่รักกัน ฟ้าเปลี่ยนสี อย่าเปลี่ยนไป ซึ่งเธอไม่ได้มีดีแค่ด้านการร้องเพลง แต่ยังมีความสามรถในการเล่นกีต้าร์และเปียโนอีกด้วย พร้อมมีรางวัลการันตีมาหลายเวที และผลงานเพลงคุณภาพที่กลายเป็นที่จดจำ และเป็นพลังใจให้กับแฟนคลับมากมาย เรื่องราวสีสันของชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจ ได้ถูกส่งต่อไว้แล้วในรายการโรส ชื่อนี้มีที่มา“ตอนแรกแม่จะตั้งว่า Ruth (รูท) เพราะว่าพ่อแม่เป็นคริสเตียนอยู่ในโบสถ์ แล้วจะมีชื่อในคัมภีร์ อย่างพี่ชายโรสก็ชื่อ เดวิด มาจากกษัตริย์เดวิด แม่ก็อยากจะให้เราชื่อรูท แต่เหมือนคุณแม่มีเพื่อนชื่อรูทเยอะ เลยตั้งชื่อว่า โรส ก็แล้วกันลูกจะได้สวย ก็เลยออกมาเป็นโรส แล้วโรสก็ไม่ชอบชื่อตัวเองเลยตอนเด็ก ๆ เพราะว่าโรสเป็นคนที่ออกเสียงชัด เพราะฉะนั้นมันเป็น ร.เรือ มันเป็น ส.เสือ เราจะต้องออกว่าโรสทุกครั้ง แล้วรู้สึกว่าพอแนะนำตัว ชื่อโรส มันขัดกับลุค เราไม่ชอบเลย จนกระทั่งจบ ม.3 จะต้องไปเรียนต่อ ม.4 แล้วก่อนที่จะไปเข้าโรงเรียนใหม่ เราได้ไปเข้าค่ายที่หนึ่ง แล้วคนทั้งค่ายไม่มีใครรู้จักกัน ทุกคนต้องแนะนำตัวกันใหม่ 200 คน เราก็เลยคิดว่าชื่ออะไรดี ใช้ชื่อ โอ๊ต แล้วกัน แล้วก็เข้าโรงเรียนไปด้วยชื่อโอ๊ต พอจบ ม.ปลาย ก็เป็นนักร้อง เราก็ยังได้ยินเพื่อน ๆ หรือว่ารุ่นน้อง ยังเถียงกันว่า คนนี้ไงรุ่นพี่ที่เป็นนักร้อง เค้าชื่อโรส ไม่ใช่เค้าชื่อโอ๊ต เธออย่ามาเถียงฉัน ก็ต้องขอโทษที่สร้างความแตกแยกด้วยนะคะ ชื่อจริง ๆ ชื่อโรสค่ะ แต่ชื่อโอ๊ตก็ได้ เรียกได้ทั้งคู่ค่ะ”โรส ตัวตน และการยอมรับจากคนในครอบครัว“จริง ๆ เวลาอยู่บ้านก็เป็นตัวโรสเลยค่ะ ไม่ได้มีการต้องใส่กระโปรง คือเราก็เป็นแค่ตัวเราที่ผมยาวแค่นั้น บุคลิกเราก็ยังเป็นแบบนี้แหละ ขี้เล่น พูดไปเรื่อยเปื่อย ไม่ได้มีอะไรที่ฝืนค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ โรสคิดว่าเค้าก็รู้มาตลอด ว่าจริง ๆ แล้วเราเป็นยังไง เพียงแต่ว่ามันอาจจะพูดไม่ได้ความเป็นผู้ใหญ่ บางคนเค้าก็รู้สึกว่าไม่พูดดีกว่า ต่อให้รู้ก็เงียบ ๆ ไว้ดีกว่าการเปิดใจ ก็เคยได้คุยกับคุณแม่ พอเราโตมาประมาณนึง เราก็จะคิดว่ายังไงเราก็คงต้องแต่งงาน ก็คงต้องมีครอบครัว เพราะว่าโลกมันเป็นแบบนี้ แต่พอโตมาประมาณหนึ่ง เราก็เริ่มรู้สึกว่า เราเคยพยายามที่จะคุยกับผู้ชาย แต่พอคุยไปมันก็ไม่ใช่ เราก็เลยคุยกับคุณแม่ ซึ่งตั้งแต่เล็กจนโต เค้าก็จะบอกว่าไม่ได้นะ มันไม่โอเคหรอก เพราะว่าเราจะต้องมีครอบครัว แต่เมื่อไม่นานมานี้ คุณแม่เค้าก็ได้รับสาย คล้าย ๆ กับฮอทไลน์ ที่ต้องคุยปรึกษาปัญหา แล้วเค้าก็จะได้รับหลาย ๆ สายที่จะโทรมาปรึกษาปัญหาชีวิตบ้าง ปัญหาครอบครัวบ้าง ปัญหางานบ้าง แล้วคุณแม่ก็จะเป็นคนที่คอยให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา แล้วก็เลยได้คุยกัน แล้วเค้าก็บอกเราว่า แม่ก็เริ่มเข้าใจแล้ว เพราะว่ามันก็มีหลายสายที่โทรเข้ามา แล้วก็มีบางสายที่เป็นลูกที่แม่ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ กลับไปเป็นผู้หญิงได้ไหม ทีนี้พอคุณแม่อยู่ตรงกลาง เค้าก็เลยเริ่มได้มองเห็นมุมที่ทั้งคู่มาบรรจบกันว่า ไม่ได้มีใครที่เลือกที่จะเป็นแบบนี้ เหมือนกับที่เราเลือกไม่ได้ว่า เราจะเกิดเป็นผู้หญิงหรือเกิดมาเป็นผู้ชาย โรสก็เลยได้คุยกับคุณแม่ และบอกเค้าตรง ๆ ว่า ก็รู้ว่าหลาย ๆ คนอาจจะไม่โอเค แต่ว่าถ้าโรสไม่ได้คุยกับแม่แบบนี้ เราก็อาจจะไม่ได้คุยกันเลย โรสก็อาจจะไม่มีวันที่จะได้คุยเรื่องไหนกับเค้าอย่างจริงใจ พอได้คุยกันจริง ๆ เวลามีอะไรเราก็สามารถที่จะคุยกับเค้าได้มากขึ้น เหมือนกำแพงที่เคยมี ตอนนี้มันไม่มีแล้ว”โรส ศิรินทิพย์ กับจุดเริ่มต้นบนเส้นทางศิลปิน“ตอนนั้น ม.5 ค่ะ เป็นครั้งแรกที่โรสเดินเข้าตึกซีมิค เพราะว่า พี่ฟั่น เค้าเป็นโปรดิวเซอร์ที่แกรมมี่แกรนด์ แล้วเราอยู่โบสถ์เดียวกัน แล้วเค้าก็แนะนำโรสให้กับโปรดิวเซอร์คนอื่น ๆ ว่าน้องคนนี้ร้องเพลงเพราะ โรสก็เลยได้ไปอัดเสียง แล้วพี่ปั่นก็เอาไปส่งให้พี่ ๆ โปรดิวเซอร์ฟัง หลังจากนั้นเค้าก็เรียกเข้าไปตอน ม.5 ค่ะโรสคิดว่าความพิเศษที่ทำให้คนในโบสถ์ร้องเพลงได้ เป็นเพราะว่าอย่างโรสเองเกิดมาก็เป็นคริสต์เลย ไม่เคยเป็นศาสนาอื่น แล้วก็การอยู่ในโบสถ์มันจะมีช่วงที่ต้องนมัสการ คือเป็นช่วงที่ต้องร้องเพลง เราก็เลยโตมากับเสียงเพลง ทุกวันอาทิตย์เราต้องโดนบังคับให้ได้ร้องเพลงเพราะฉะนั้นมันก็เลยเหมือนซึมซับเข้าไปในโสตประสาทของเรา เราต้องร้องเพลงได้ แล้วก็เล่นดนตรีได้ เพื่อที่จะสามารถเล่นดนตรีในโบสถ์ได้จริง ๆ นักร้องมันคือ ฝันที่ไม่กล้าฝันของโรสค่ะ เพราะว่าตอนเด็ก ๆ จนมาถึงโต โรสเป็นคนที่ไม่มั่นใจในตัวเองเลย เรารู้สึกว่าตัวเองไม่ได้หน้าตาดี และตอนเด็ก ๆ เราจะมีตัวอย่างให้เห็นว่านักร้องตอนนั้น พี่ทัช ทาทา พี่มาช่า แต่ละคนเค้าหน้าตาดีกันหมดเลย เราก็เลยคิดว่าตัวเองอยากทำอะไรในวงการเพลง แต่คงไม่ถึงกับเป็นนักร้อง อาจจะเป็นแค่นักดนตรี หรืออะไรก็ได้ แต่ถามว่าชอบร้องเพลงไหม เราชอบมาก ชอบฟังเพลงแล้วก็จินตนาการว่าตัวเองอยู่บนเวที แต่ว่าสิ่งที่ทำไม่ได้เลยคือ การร้องเพลงต่อหน้าคนพอช่วงเรียนมัธยม ตอนนั้นเล่นดนตรีแล้วร้องเพลงกับเพื่อน แล้วเพื่อนบอกว่าเสียงดีนี่นา ไปเป็นนักร้องไหม เราก็เลยลองไปสมัครประกวดร้องเพลง จำได้เลยครั้งแรกที่ไปประกวดแล้วดีใจมากที่ได้เข้ารอบ คือโครงการของพี่แอมดา ตอนนั้นประกวดเพลงเพื่อเธอตลอดไป แล้วเราจำได้ว่าติด 12 คนสุดท้าย ซึ่งดีใจมากเพราะว่า 12 คนนี้ ตอนที่เค้าเรียกเข้าไปที่สตูดิโอ ตอนนั้นมีผู้หญิงแค่ 2 คน แล้วโรส เด็กที่สุด เพราะตอนนั้นเพิ่งเรียนมัธยม แล้วอีกคนที่เป็นผู้หญิง ดูแล้วเค้าต้องเป็นนักร้องกลางคืนที่ช่ำชอง แล้วทุกคนดูเก่งมาก ตอนที่นั่งซ้อมก่อนเข้าอัดรายการ เราก็ร้องแล้วก็ฟังเสียงคนอื่น ก็แอบคิดว่าเราสู้ได้ พอเข้าห้องอัด เจอกรรมการ กลายเป็นว่าเราลืมทุกอย่างเลย เพราะเป็นคนที่ไม่มั่นใจ แล้วพอเห็นคนจ้องมองเรา มีคนตัดสินเราว่าจะต้องหักคะแนนตรงนี้ตรงนั้น แบบนั้นเราจะทำไม่ได้เลยวันนั้นก็ตกรอบเลยค่ะ เพราะร้องแล้วลืมเนื้อ แล้ววันนั้นมันก็ทำให้ความมั่นใจดิ่งลงข้างล่างอีกครั้ง แต่ว่าสุดท้ายพอพี่ฟั่นเรียกเข้ามาที่แกรมมี่ แล้วก็พี่ ๆ ก็ตกลงจะให้เป็นศิลปิน เราก็บอกกับตัวเองว่าไม่ได้ละ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปฉันน่าจะไม่รอด ก็เลยเริ่มไปร้องเพลงกลางคืน เริ่มสมัครไปร้องเพลงตามร้านอาหาร เพราะเราเล่นกีต้าร์ได้อยู่แล้ว ก็ไปหัดเพื่อที่จะได้ร้องเพลงต่อหน้าคนได้ จนเรารู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองทำได้ เพียงแต่ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนที่มาดูเฉย ๆ แบบคนที่นั่งตามร้านอาหาร เราจะทำได้ แต่ถ้าต้องประกวด หรือมีกรรมการมาจับจ้อง แบบว่าหักคะแนนตรงนี้ เสียงปลิ้นตรงนี้ อะไรแบบนี้โรสทำไม่ได้”เพลงสร้างชื่อ ของ โรส ศิรินทิพย์“จริง ๆ เพลงสร้างชื่อของโรส คือ เพลงก้อนหินห้อนนั้น แต่ไม่ใช่เพลงแรกนะคะ เพราะเพลงแรกชื่อเพลง TOMORROW อยู่ในอัลบั้มรวม ซึ่งตอนแรกอัลบั้มโรสใช้เวลาทำ 4 ปี ซึ่งพอไปฟังประวัติ พี่โบ สุนิตา พี่เค้าใช้เวลาทำ 2 ปี ซึ่งนานมาก ก็เลยมาคุยกับพี่ ๆ ทีหลังว่าทำไมในการทำอัลบั้มถึงนาน ก็ได้รู้เพราะเค้ากลัวว่า ถ้าเราออกอัลบั้มไปโดยที่เราไม่ได้มีนามสกุล หรือเหมือนมีอะไรติดท้าย มันจะกลายเป็นว่า ออกมาได้ยังไง ดังนั้นเค้าก็เลยลองให้โรสไปร้องคอรัสบ้าง หรือว่าให้ออกอัลบั้มที่รวมศิลปินใหม่ ตอนนั้นเป็น จีราฟ เรคคอร์ด โดย พี่ฉ่าย สมชัย ขำเลิศกุล เป็นคนดูแล เป็นอัลบั้มที่เอาศิลปินใหม่มารวม ๆ กัน แล้วเพลง TOMORROW เป็นเพลงที่พี่ฉายเขียน ตอนที่อยู่อเมริกา แล้วเค้าก็เลยบอกว่าให้โรสร้องดีกว่า เพราะว่าตอนที่ออดิชั่นเข้ามา โรสมีทั้งเพลงสากล และเพลงไทย พี่ ๆ เค้าก็ลงความเห็นกันว่า โรสร้องเพลงสากลดีกว่า ก็เลยเอาเพลงนี้ให้โรสร้องส่วนเพลง ก้อนหินก้อนนั้น ความจริงเลยตอนนั้นไม่ได้ตื่นเต้นที่รู้ว่า พี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นคนแต่ง เพราะโรสเป็นเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย เราชอบร้องเพลงอย่างเดียว และไม่เคยมานั่งดูว่า เพลงนี้คนแต่งคือใคร เพราะฉะนั้นก็เลยไม่กดดันว่านี่คือผลงานของพี่ดี้ ถ้ารู้ตอนนี้ว่านั่นคือพี่ดี้ น่าจะเกร็งค่ะ แต่ตอนนั้นไม่รู้เลย ก็เลยร้องไปด้วยความไม่ได้รู้สึกว่าเกร็งอะไร แล้วถ้าดู MV เพลงก้อนหินก้อนนั้น โรสจะโผล่มาสัก 3 วินาที ใส่หมวกผมยาวหลบอยู่หลังเปียโน เพราะฉะนั้นน้อยคนมากที่จะจำโรสได้ แต่คนจะจำได้เมื่อใส่หมวกเนื้อเพลงก้อนหินก้อนนั้น เหมือนเป็นการสอนใช่ไหมคะ แต่พี่ดี้เค้าได้คิดไว้แล้ว คือตอนแรกที่เค้าได้ยินเสียงโรส ทุกคนคงนึกภาพไว้ประมาณว่าต้องผมยาว ต้องสวย ต้องดูเป็นผู้ใหญ่ แต่พอได้เห็นตัวจริงว่าเราอยู่ ม.5 พี่ดี้เค้าก็เลยใส่คำว่า เคยมีใครสักคนได้บอกฉันมา ก็เลยกลายเป็นว่า ฉันไม่ได้พูดเอง มันมีคนสอนฉันมาอีกที เพราะฉะนั้นเพลงนี้มันก็เลยกลายเป็นเหมือนเพลงที่ใครก็ร้องได้ เพราะว่ามีคนบอกฉันมาอีกที ฉันไม่ได้พูดเอง”นักร้อง ที่เสียงร้อง เหมือนเสียงพูด และร้องเพลงไหน คนก็คิดว่าเป็นเพลงตัวเอง“ชอบมีคนบอกโรสว่า ทำไมร้องเพลงไหนก็เหมือนเพลงตัวเอง เพราะว่าโรสพูดกับร้องเหมือนกัน คือโรสไม่ได้พยายามที่จะทำอะไร อย่างสมมติว่าโรสเล่าเรื่อง โรสจะเล่าเรื่องนั้นเป็นเสียงของโรสเอง มันก็เลยทำให้คนอาจจะคิดว่าถ้าโรสร้องเพลงใครแล้วจะฆ่าต้นฉบับ จริง ๆ แล้วมันแค่เหมือนการที่เราพูดในแบบของเราเท่านั้นเองเพลงฟ้าเปลี่ยนสี จริง ๆ จะไม่ใช่เพลงของโรสนะคะ ตอนนั้น พี่นิ่ม สีฟ้า เป็นคนเขียน แล้วพี่นิ่มก็บอกว่า โรสมาร้องเพลงนี้หน่อย พอดีว่าเหมือนละครจะออนแอร์แล้ว แต่พี่แอมไม่สบาย โรสก็เลยได้รับเพลงนี้ไปเลย หรือเพลง มากกว่ารัก เพลงนี้ตอนนั้น พี่พจน์ อานนท์ ทำภาพยนตร์เรื่องซารังเฮเการักที่เกาหลี แล้วก็บอกว่า อยากให้โรสร้อง โรสว่าเพลงนี้ความเพราะของมันมีอยู่แล้วตั้งแต่พีทร้อง แล้วมันเป็นเพลงที่ดีมาก ๆ แต่อาจจะด้วยความตอนที่โรสเอามาร้องใหม่ มันอยู่ในหนัง คนก็อาจจะได้ยินมากกว่าตอนที่พีทร้อง แต่ก็เคยมีคนที่มาบอกโรสว่า ทำไมฉันฟังรอบแรกแล้วฉันก็ร้องได้เลย มันเหมือนจิตวิทยา ที่จริง ๆ แล้ว เค้าได้ยินเวอร์ชั่นพีทมาแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่า เพลงนี้ดัง ทั้ง ๆ ที่ พีท เป็นคนที่ปูทางมาให้ก่อนตั้งแต่แรกอยู่แล้วค่ะ”โรส ศิรินทิพย์ กับความรู้สึกว่า ตัวเองไม่ดัง“ด้วยความที่ตั้งแต่เล็กจนโต โรสไม่ได้มีความมั่นใจ แล้วเราไม่ได้หน้าตาพิมพ์นิยม เราก็เลยคิดว่าตัวเองเป็นคนธรรมดา ๆ แล้วยิ่งเพลงของเรามันเป็นที่รู้จัก เพลงก้อนหินก้อนนั้น คนรู้จักกันเยอะมาก แต่ว่ามันไม่ใช่เพลงที่ขึ้นชาร์ตอันดับ 1 มันไม่ใช่เพลงที่เปรี้ยงปร้าง แต่มันเป็นเพลงที่เวลามีคนฟังแล้วเค้าชอบ แล้วเก็บไว้ในใจ จนกว่าเค้าจะเจอคนที่เคยเจอสถานการณ์แบบเดียวกับเค้า ถึงจะแนะนำกันปากต่อปากมากกว่า เพราะฉะนั้นโรสก็เลยไม่เคยรู้สึกว่าเพลงมันดัง คนน่าจะรู้จักบ้างแหละ แต่ว่าเราคงไม่ได้ดังขนาดนั้นจนกระทั่งโรสไลฟ์ Tiktok แล้วก็คุยกับแฟน ๆ ไปเรื่อย ๆ จนมีคนหนึ่งมาบอกว่า หนูเคยเจอพี่โรสตอนนานมาแล้ว แต่หนูไม่กล้าคุยเพราะพี่ดังมาก โรสก็เลยประหลาดใจว่าตัวเองดังเหรอ จากนั้นทุกคนใน Tiktok ก็บอกว่าดังมาก แล้วเค้าก็มาพิมพ์บอกเรา ก็เลยเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองดัง ขอบคุณนะคะเพลงของโรสมีเยอะมาก โรสจำไม่ได้เลยว่าโรสร้องไปกี่เพลง และโรสก็ไม่คาดหวังว่ามันจะดัง เพราะว่าถ้ามันจะดังทุกเพลง ป่านนี้โรสคงไม่ได้เดินไปไหนแล้ว แต่เราก็ทำหน้าที่ของเรา นั่นคือร้องเพลง เราเป็นนักร้อง เราก็จะร้องทุกเพลงที่ได้รับมอบหมายมาอย่างดีที่สุด โดยที่จะไม่หวังเลยว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบ เรารู้แค่ว่าเราทำดีแล้ว และเราก็พอใจ”ลุคนี้ ที่เป็นตัวตนของโรส ศิรินทิพย์“โรสว่าพี่ ๆ ทีมงานก็งงเหมือนกัน ตอนที่ต้องออกเพลงใหม่ ๆ เพราะว่าถ้าพูดกันตรง ๆ คือโรส ก็ไม่ได้เป็นสาวหวาน แค่ผมยาว แต่เราก็ไม่ได้อยากผมยาว แต่เวลาช่างทำผมเค้าก็อาจจะเคยชินกับการทำผู้หญิงผมยาว โรสเคยถามเค้าว่า อยากตัดผมสั้นได้ไหมคะ เพราะโรสไม่อยากผมยาวมันเสียเวลา พี่เค้าก็บอกว่าไม่รอด ผมหนูตัดไม่ได้เลยเพราะว่าผมหนูฟู แล้วผมหนูหนา ถ้าหนูตัดก็ไม่รอด แล้วพอผมยาว เค้าก็คิดต่อว่าจะทำไงกับลุค จะใส่กระโปรงเหรอ ใส่กางเกงเหรอหรือเสื้ออะไร แต่ด้วยความที่โรสค่อนข้างเป็นคนที่ง่าย ๆ ก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ก็น่าจะได้ แล้วใส่หมวกอะไรง่าย ๆ ก็เลยกลายเป็นลุคที่สบาย ๆ ดูแล้วก็น่าจะเข้าถึงง่ายโรสตัดผมสั้นตอนไปเรียนที่เกาหลีค่ะ เพราะว่าช่วงนั้นจะหายไป 3 เดือน จะไม่ได้อยู่เมืองไทยแล้ว เราก็เลยคิดว่า ไหน ๆ ฉันจะหายไป 3 เดือน ถ้ามันจะไม่รอด ก็ให้มันไม่รอดที่เกาหลีแล้วกัน แล้วถ้ากลับมาก็น่าจะผมยาวประมาณนึง ก็เลยตัด แล้วรู้สึกชอบ มันไม่ได้แย่อย่างที่เค้าว่า หลังจากนั้นก็เลยไม่ไว้ยาวอีกแล้วค่ะ”โรส ศิรินทิพย์ กับบทบาทการให้คำปรึกษา“ช่วงนี้มีคนมาขอคำปรึกษาเยอะค่ะ ก็มีทั้งเพื่อน มีทั้งแฟนคลับ ที่ส่งข้อความมาคุยบ้างเวลาไลฟ์ โรสก็พยายามที่จะให้คำแนะนำ แต่ว่าจริง ๆ แล้ว ถามว่าประสบการณ์เรา บางเรื่องมันก็เป็นเรื่องที่เราไม่เคยเจอ แต่ว่าข้อดีก็คือ โรสเป็นคนที่ค่อนข้างเข้าใจโลกด้วยแหละ ก็เลยอาจจะให้คำแนะนำที่ค่อนข้างกลาง ๆ หลัก ๆ ก็ปรึกษาความรัก แต่อาจจะเป็นความรักเชิงชู้สาว หรือบางทีก็ความรักในครอบครัวที่ไม่เข้าใจคนที่มีความฝัน สำหรับโรสคคิดว่า การทำผิดจะช่วยเราได้เยอะ การทำผิดจะช่วยทำให้รู้ว่า สิ่งไหนที่เราไม่ชอบ สิ่งไหนที่เราไม่ใช่ จนกว่าเราจะเจอสิ่งที่ถูกก็คือทำให้เยอะที่สุด เราจะได้ไม่รู้สึกว่าทำไมวันนั้นเราไม่ลองทำแบบนี้ ถ้าเราลองทำแบบนี้เราอาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้ ก็คือลองทำเยอะ ๆ ค่ะ”เปิดหัวใจ ส่องความรัก ของ โรส ศิรินทิพย์“โรสชอบตอนที่ตัวเองมีความรัก แต่ว่าตอนที่โสดก็ไม่ได้แย่ โรสว่าตอนที่โสดก็เป็นตอนที่เราได้อยู่กับตัวเอง ได้เรียนรู้ว่าสิ่งไหนที่อาจจะทำไม่ได้ตอนที่เรามีคู่ สิ่งไหนที่เราจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ว่าตอนที่มีความรักก็ดีอีกแบบหนึ่ง ที่เราสามารถมีคนที่หันไปแล้วเราปรึกษาเค้าได้ทุกเรื่อง ก็เลยคิดว่าถ้าให้เลือก ก็เลือกเป็นตอนมีความรักดีกว่าค่ะที่ผ่านมาเคยมีช่วงที่ความรักพังมาก จำได้เลยวันนั้นต้องร้องเพลงเกิดมาแค่รักกัน แล้วโรรสร้องไม่ไหว พอใจมันคิดถึงเรื่องอะไร มันไปเลย ก็ค่อนข้างลำบาก แต่ว่าต้องปิดโหมด แล้วก็โฟกัสที่คนดูเท่านั้น เวลาอกหักฟังเพลงตัวเองบ้างค่ะ แล้วการฮีลลิ่งการกินก็ช่วยได้ แต่สำหรับโรส เพื่อนสำคัญ คนรอบข้างสำคัญที่สุด แล้วโรสก็ค่อนข้างโชคดีด้วยที่มีเพื่อนรักที่ดี มันทำให้โรสฮีลลิ่งได้เร็ว เพราะว่าเพื่อนจะรู้ว่าต้องพูดอะไร ต้องทำอะไร ถ้าสมมติว่ามันกำลังจะแย่ เค้าจะบล็อคความรู้สึกนั้น หนึ่งคนนั้นคือ คุณไดอาน่า จงจินตนาการ เค้าจะเป็นคนที่รู้เสมอ บางทีมีช่วงที่เรายุ่งกันทั้งคู่ แต่ถ้าโรสโทรไป เค้าก็จะรู้เลยว่าจะเอาอะไร รู้เลยว่าเราต้องการเค้าความรักตอนนี้ก็ลงตัวทีเดียวค่ะ เพราะว่ามันเหมือนเป็นเพื่อนที่ซัพพอร์ทกันทุกเรื่อง เป็นซัพพอร์ตเตอร์ที่ดีมาก ๆ แล้วก็เป็นคนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเคมีมันตรงกันมาก ศีลมันเสมอกันมาก ๆ เลย มันเคยมีวันที่เราตื่นมาแล้วเราได้ยินเสียงเพลงในหัว ได้ยินอยู่สักพักเค้าก็ร้องออกมา เราก็แปลกใจว่าได้ยินมาจากไหน เค้าบอกว่าเค้าก็ได้ยินในหัวของเค้าเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกว่ามันเท่จัง หรือว่าบางทีพูดอะไรก็พูดคำเดียวกัน จบประโยคเหมือนกัน มันใช่ไปหมดเลยความรักครั้งนี้ เราเจอกันตอนทำงาน ซึ่งก็ดูอยู่พักใหญ่ ๆ เลย เพราะว่าเราก็ไม่ได้มั่นใจ แต่ว่าเรารู้สึกว่าเค้าก็เหมือนกับมีท่าทีว่าชอบเราเหมือนกัน สมมติเราอยู่ใกล้เค้าเวลาทำอะไรก็ตาม เราก็จะรู้สึกว่ามันจะมีอาการบางอย่างที่มันทำให้คิดแบบนั้น แล้วเค้ามีความ Professional มาก นี่คือข้อแรกที่เรารู้สึกประทับใจในตัวเค้า แล้วก็เลยเริ่มศึกษากัน เริ่มพูดคุยกัน ครั้งแรกที่รู้สึกว่าเค้าเก่งมาก ๆ คือตอนที่พี่ชายของโรสเสีย แล้วตอนนั้นทั้งบ้านงงไปหมด เค้าเป็นคนบอกให้เราทำแบบนี้ ไปที่เขต ไปแจ้งเรื่องก่อน เหมือนกับเค้าช่วยทุกคนไว้ได้เลย เราก็เลยรู้สึกว่าเค้าเก่งมากเลย แล้วก็ประทับใจเค้ามากขึ้นด้วยทำงานกับคนรัก มีปัญหาบ้างไหม มีบ้างค่ะ เพราะว่าความต่างของเราคือ โรสจะเป็นคนที่อะไรก็ได้ แล้วเป็นคนที่เฉย ๆ มาก มีอารมณ์ศิลปิน ลงรูปเราก็ลงบ้างไม่ลงบ้าง ถ้ารู้สึกอยากจะลงเราก็ค่อยลง แต่เค้าจะบอกว่าไม่ได้ ด้วยความที่เค้าเป็น PR ด้วย กลายเป็นว่าอาชีพก็ส่งเสริมกัน เพราะเค้ารู้ว่าการโปรโมทเราควรจะทำอะไรยังไง เค้าก็จะคอยบอกว่าลงงานด้วยค่ะ ไปงานมาถ่ายรูปแล้วก็ลงด้วยค่ะ แล้วเค้าก็จะคอยตามเก็บรูปโรส เวลาไปงานต่าง ๆ หรือว่าไปเจอศิลปินดารา ก็ถ่ายลง ซึ่งเค้ารู้แหละว่าเราไม่ชอบ แต่ว่าตอนนี้เราไม่มีบริษัทแล้ว เราก็ต้องทำ เพื่อที่คนจะได้เห็นเรา ซึ่งตอนแรกโรสก็ไม่อยากทำเลย แต่พอเราเริ่มทำตามที่เค้าบอก ก็กลายเป็นว่า คนรู้จักเราเยอะขึ้นจริง ๆ แล้วงานก็เข้ามามากขึ้น เราก็เลยเริ่มเชื่อใจกัน”สีสันแรงบันดาลใจจาก โรส ศิรินทิพย์“ความสุขของโรส โรสคิดว่าจริง ๆ มันก็มีเยอะเนาะ การร้องเพลงก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง คือโรสชอบร้องเพลงจริง ๆ แล้วก็ชอบทำให้คนมีความสุขกับเสียงเพลงของโรสจริง ๆ แล้วการได้อยู่กับคนที่สบายใจ ก็เป็นความสุขมาก ๆ ด้วยค่ะโรสอยากให้ทุกคนมองปัจจุบัน แล้วก็มองอนาคต อย่าไปมองอดีต โรสว่าหนึ่งสิ่งที่ทำร้ายหลาย ๆ คน ตลอดมาคือการมัวแต่คิดถึงอดีต ถ้ามัวแต่คิดว่าที่ผ่านมามันไม่โอเค ก็มองถึงชีวิต ณ ปัจจุบัน แล้วก็มองถึงอนาคตว่า เราอยากเป็นแบบไหน เราอยากใช้ชีวิตแบบไหน แล้วก็ทำตัวเองให้ถึงอนาคตที่เราวาดฝันไว้ มีความสุขเยอะ ๆ กับคนรอบข้าง มองสิ่งรอบข้างที่เรามี และชื่นชมในสิ่งที่เรามีค่ะ” - โรส ศิรินทิพย์พบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

27 ก.พ. 2025
“ถ้ารู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็อยากให้ทุ่มเทกับมันอย่างเต็มที่ มีระเบียบวินัยในตัวเอง รับผิดชอบตัวเองให้มาก ๆ เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพพอที่จะทำได้ ถ้าเรารักในสิ่งนั้นจริง ๆ”Club นี้มีสีสันของชีวิต Club นี้มีข้อคิดแรงบันดาลใจ มาแบ่งปันให้กันให้ทุกสัปดาห์สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้ต้อนรับแขกรับเชิญระดับแชมป์โลก “ปอป้อ ทรัพย์สิรี” นักกีฬาแบดมินตันหญิงไทยคนแรกของโลกที่คว้าแชมป์มาแล้วทุกประเภท และประเภทคู่ผสมที่เธอได้รักษามาตราฐานของเธอเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม จนไต่ขึ้นสู่มือวางอันดับ 1 ของโลก แต่กว่าจะมาเป็นนักกีฬาทีมชาติ และก้าวขึ้นมายืนอยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทางสายแบดมินตันได้นั้นไม่ง่าย เธอต้องผ่านอุปสรรคทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ต้องเสียสละชีวิตวัยรุ่นและเวลาส่วนตัว เพื่อทุ่มเทให้กับการฝึกซ้อมแบดมินตัน เรื่องราวสีสันของชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจ ได้ถูกส่งต่อไว้แล้วในรายการการแข่งขัน และรางวัลล่าสุด ของนักตบลูกขนไก่“ล่าสุดเพิ่งได้เหรียญทองแดง เป็นการแข่งขันประเภททีมผสมชิงแชมป์เอเชียค่ะ ซึ่งแมตช์นี้ก็มีความยาก ด้วยทีมเราก็ไม่ได้เป็นทีมที่ดีที่สุด แต่ก็ถือว่าดีสำหรับเราในตอนนี้ ก็พยายามทำหน้าที่ให้เต็มที่ ให้มันดีที่สุดในทุก ๆ แมตช์ที่ได้ลงใน 1 ปี ป้อจะมีแข่งประมาณ 16 Tournament อย่างต่ำเดือนละครั้ง ช่วงที่แข่งถี่สุด ๆ คือตอนโควิด ตอนนั้นไปแข่ง 3 เดือนไม่ได้กลับไทยเลย ตีแบดกันทุกอาทิตย์ แล้วก็บินไปโซนยุโรป กลับมาเอเชีย แล้วก็ไปยุโรป ถึงจะกลับไทย ซึ่งการเดินทางบ่อยมีปัญหาต่อนักกีฬาไหม เรียกว่าต้องปรับตัวหมดทุกคน แต่ถ้าของป้อไม่มีปัญหา สมมติว่าเราไปยุโรป เราเป็นคนนอนได้ง่ายอยู่แล้วเพราะว่าเวลามันช้ากว่าไทย แต่พอกลับมาเอเชียช่วงหลัง ๆ ก็จะเริ่มเจ็ทแล็ก บางทีก็ต้องใช้ยาช่วยกันบ้างเรื่องซ้อมก็อาทิตย์ละ 6 วัน ที่จริงมันก็คือ 5 วันครึ่ง เค้าจะหยุดวันอาทิตย์ครึ่งวัน กับจันทร์ทั้งวันแล้ว 1 วัน ต้องซ้อม 5-6 ชั่วโมง เช้า 3 เย็น 3 ส่วนวันว่างบางทีก็นอน ดูหนัง กินข้าว พักผ่อนไปค่ะ”จุดเริ่มต้น ของนักตบลูกขนไก่“ชื่อ ปอป้อ อากงเป็นคนตั้งค่ะ มันมาจากคำว่า เป๊าเป่า เป็นภาษาจีนที่แปลว่า เบบี้ คือทางพ่อของฝั่งแม่ป้อเป็นคนจีน 100% ส่วนทางพ่อก็เป็นครึ่งจีนครึ่งไทย แล้วครอบครัวป้อทำธุรกิจเปิดร้านทอง ขายเพชรขายทองค่ะความฝันตอนเด็ก ๆ ป้อไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นนักแบดมินตัน แต่ด้วยคุณพ่อกับคุณแม่ชอบเล่นแบดมินตัน แล้วก็เป็นนักกีฬาที่เล่นให้กับทางมหาวิทยาลัย ก็เลยเอาป้อไปออกกำลังกายเฉย ๆ แล้วตรงนั้นก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ป้อเริ่มเล่นแบดมินตัน แต่เราก็ตีแค่ตีแบดอยู่หน้าบ้าน หรือไปตีที่คอร์ทเพื่อออกกำลังกายกับพ่อแม่ แต่การเป็นนักแบดมินตันของป้อ มันเริ่มจากการที่ลงแข่งเลย ไปแข่งที่ตรังด้วยนะ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นคนอุดรธานี การแข่งครั้งแรกไปใต้เลย ผลตอนนั้นก็แพ้ 11-0 ,11-1 หรือได้แต้มเดียวก็มี ซึ่งที่แม่พาไปก็เพราะอยากให้ลอง แล้วที่บ้านก็สนับสนุนอยู่แล้ว ถ้าอยากเล่นกีฬาก็เล่นเลยเต็มที่ พอเราแพ้ครั้งนั้น ก็เลยอยากจะกลับมาลองฝึกซ้อมแบบตามตารางจริงจังดูว่า เราจะไปได้ไกลขนาดไหน ก็เลยซ้อมหลังเลิกเรียน 2 ชั่วโมง แล้วก็พักผ่อน ซ้อมแบบนั้นมาเรื่อย ๆ จนอายุ 14 ปี ป้อก็เล่นข้ามรุ่น ไปแข่งรุ่นอายุ 15 ปี แล้วเราได้แชมป์ พออายุ 15 ปี ได้แชมป์รุ่น 18 ปี ก็เลยติดทีมชาติ ตั้งแต่อายุ 15 ปี ซึ่งเป้าหมายแรก เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะติดทีมชาติอยู่แล้ว แล้วพอเราเริ่มมีเป้าหมายคือเราติดทีมชาติแล้ว เราก็อยากจะได้แชมป์โลกเรา อยากจะเป็นมือหนึ่งของโลก เราอยากจะคว้าแชมป์เวิลด์ทัวร์กี่รายการ เราก็เริ่มแพลน เริ่มตั้งเป้าหมายเอาไว้ทักษะที่สำคัญของแบดมินตัน เป็นเรื่องของเบสิคค่ะ ป้อรู้สึกว่าทุกกีฬา เรื่องเบสิคสำคัญที่สุด และแต่ละกีฬามีการเคลื่อนไหวไม่เหมือนกัน ถ้าเบสิคใครดี มันสามารถต่อยอดไปได้เรื่อย ๆ เช่น แบดมินตัน อาจจะมีเรื่องของการจับไม้ และการวิ่ง เข้ามาเกี่ยวข้อง คือมันก็จะเหมือนกับจับไม้หน้าเดียว ตีได้แค่โฟร์แฮนด์อย่างเดียว แต่ถ้าต้องตีแบ็คแฮนด์ แล้วตีไม่ทันอย่าง ถ้ามันไม่ได้ฝึกการหมุนไม้ พลิกไม้ มันก็พัฒนาได้มากขึ้น ทำให้เราเล่นเก่งขึ้นได้ค่ะ”ปอป้อ กับการรับมือกับความผิดหวัง“กว่าจะมาถึงวันนี้ ระหว่างทางมันก็มีผิดหวังเยอะค่ะ บางทีเรารู้สึกว่าตัวเองตั้งใจซ้อมมาก ๆ แล้วอยู่ดี ๆ เราแพ้เกม 3 บางทีเราก็มีเฟลไปบ้าง ว่าทำไมเราทำไม่ได้ อุตส่าห์ตั้งใจซ้อมมาเยอะมาก ทำไมแค่นี้ทำไม่ได้เวลาผิดหวัง ป้อก็คุยกับครอบครัว พ่อแม่ แล้วเพื่อน ๆ ก็ให้กำลังใจกัน เพราะว่าสุดท้าย แบดมินตัน มันมีการแข่งขันอยู่ตลอด เลยเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสียใจได้ไม่นาน มันต้องมูฟออนต่อไปเรื่อย ๆ เวลาคุยก็เป็นเชิงระบายความรู้สึกเราออกมา แล้วคนรอบข้างก็จะคอยปลอบว่าไม่เป็นไรหรอก มันก็แค่แมตช์หนึ่ง ถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ทุกคนจะต้องพบเจออยู่แล้วในนักกีฬา”เป้าหมายต่อไป ของ ปอป้อ“แมตช์ที่ภูมิใจที่สุดของป้อ ก็การเป็นแชมป์โลกปี 2021 ค่ะ ตอนนั้นแข่งที่สเปน ค่ะ ก็คือรู้สึกว่าเอ๊ยเราก็ทำได้นะ แล้วปีนั้นคือเป็นแชมป์โลกแล้วก็ได้ขึ้นเป็นมือ 1 ของโลกด้วยในปีเดียวกัน เลยรู้สึกว่าเราทำได้ มันเป็นเป้าหมายของเราอยู่แล้วที่เราอยากจะได้ และเป้าหมายต่อไป ป้อก็อยากได้เหรียญโอลิมปิกค่ะจากโอลิมปิก 2024 ก็มีนั่งวิเคราะห์ว่า ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ณ สถานการณ์ตอนนั้นเราอาจจะแก้ปัญหาได้ไม่ดีพอ หรือว่าอะไรก็ตาม คือกีฬามันจะมีเรื่องของไหวพริบแค่เสี้ยววินาที เพราะเราวางแผนไปเพื่อจะไปเล่นกับเค้า พอเค้าแก้เกมมา เราก็ต้องแก้กลับ แต่ถ้าเราตั้งหลักไม่ทัน แป๊บเดียวแต้มมันไหลไปแล้วแน่นอนว่าในยุคนี้มันจะมีคอมเมนต์จากคนในโลกโซเชียล แต่ป้อเป็นคนที่ไม่เทคคอมเมนต์ลบอยู่แล้ว ถ้าเรารู้สึกว่าอ่านแล้วรู้สึกไม่ดี เราก็ไม่ต้องอ่าน ก็อันไหนที่มันดี ก็เอาเป็นกำลังใจ และจะชอบรับกำลังใจจากคนรอบข้างดีกว่า คนที่เราใกล้ชิด แล้วเค้ารู้ว่าเราทำอะไร คือกว่าเราจะมาถึงตรงนี้ เบื้องหลังไม่มีใครรู้ ทุกคนจะดูแค่หน้างาน ณ วันนั้น ถ้าชนะก็ชม ถ้าแพ้ก็ด่า เป็นเรื่องปกติความตั้งใจจากนี้ ป้อวางไว้อีก 4 ปีข้างหน้า โอลิมปิก ที่ ลอสแอนเจลิส ป้ออยากจะไปอีกครั้งป้อจะพยายามทำให้เต็มที่ และตอนนี้ก็พยายามรักษาร่างกายตัวเอง แล้วก็ Maintain ร่างกายทุกอย่างให้มันดีที่สุดค่ะ”สิ่งที่นักกีฬา กลัวที่สุด“สำหรับนักกีฬา สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดเลยก็คือการบาดเจ็บ ซึ่งป้อเคยเจ็บหนักสุด ๆ คือปี 2017 ค่ะ ที่ซีเกมส์รอบชิงแมตช์สุดท้ายพอดี ก็คือกระโดดลงมาแล้วเข่าบิด เอ็นไขว้หน้าขาด พักไป 8 เดือน ต้องผ่าตัด กายภาพ หลายเดือนเลยป้อไม่ได้เดิน 3 เดือน แต่พอเดินเริ่มลงน้ำหนัก เดือนที่ 4 แล้วเดือนที่ 5 แข่งเลย ตอนนั้นต้องพักฟื้น 8 เดือน กว่าจะหายจริง ๆ คือ 1 ปี จนตอนนี้ก็ปกติแล้ว นั่ง วิ่ง เล่นแบดมินตัน ทำได้ทุกอย่างทุกท่า ไม่ได้รู้สึกติดอะไร ไม่มีอาการอะไรเลยค่ะ”เปิดตารางซ้อม พร้อมทริคการเป็นนักแบดมินตัน“ทุกวันนี้ก็ซ้อมเป็นลูทีนอยู่แล้ว ต้องรับผิดชอบตัวเอง ปกติก็จะซ้อม 8 โมงครึ่งถึง 11 โมง แล้วก็ซ้อมอีกทีบ่าย 3 ถึง 6 โมงเย็น ทุกวัน ซึ่งแบดมินตันใช้ความแข็งแรงของทุกส่วนทั้ง แขน ไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ลำตัว แม้กระทั่งขา มันใช้ทั้งตัวจริง ๆ แล้วแบดมินตันมันใช้ข้อมือ แต่ก็จะคนละรูปแบบกับเทนนิส อาจจะใช้อีกวงหนึ่ง ซึ่งมันคนละวงกันซ้อมทุกวันก็มีเบื่อบ้างค่ะ แต่บางทีเบื่อป้อก็จะขอพักหรือว่าขอไปเที่ยวบ้างสัก 2-3 วัน ซึ่งถ้าได้เที่ยวนี่คือไม่ออกกำลังกายนะคะ แล้วมันจะเหมือนได้เติมพลังให้ตัวเอง เรื่องอายุในการเป็นนักแบดมินตัน ในอยู่ที่ว่าใครรักษาร่างกายได้ดีกว่ากัน ที่จริงอายุสูงสุดเคยเห็นถึง 40 ปี นะคะ แต่ก็อาจจะทรมานเกินไป ถ้ายังจะเล่นให้ได้อันดับโลก ซึ่งนักกีฬาส่วนใหญ่อายุก็จะอยู่ประมาณ 35-36 ปี หรือถ้าใครรักษาร่างกายดี ๆ หน่อยก็ 38 ปี แต่มีไม่เยอะค่ะเรื่องน้ำหนัก ไม่มีผลค่ะ บางคนอาจจะตัวใหญ่ น้ำหนักเยอะแต่มือดี คนสูงกับคนไม่สูง ก็จะมีสรีระของแต่ละคน และจะมีจุดเด่นจุดด้อยที่ไม่เหมือนกัน แล้วแบดมินตัน มันเป็นกีฬาลดความสามารถด้วย สมมติว่าคนตัวเล็กอาจจะชอบแบบตีเร็ว ๆ คนตัวสูงบางทีก็เคลื่อนตัวช้า แต่ถ้าเค้าได้ตบสูง ๆ เค้าจะชอบ แล้วเราจะทำยังไงให้เค้าไม่ได้ตบโดยในการซ้อมจุดเหนื่อยของป้อวัดด้วยจากแบบชีพจร คือป้อจะมีจุดที่เหมือนเราไปสุดแล้ว จนเรารู้สึกว่าเราไปต่อไม่ไหวแล้ว แต่จุดนี้มันสามารถขยับได้ทีละนิด แต่ก่อนอาจจะแบบ จาก 1 ไป 4 ได้ พอมันไปถึง 4 ขึ้นไป 10 แต่หลังจากนั้นมันอาจจะไม่ได้ขึ้นไป 13 เลย มันจะค่อย ๆ ขึ้นแบบช้า ๆ แต่มันก็จะแล้วแต่คนเวลาแข่งมันก็เจอความกดดัน หรือความคาดหวังของใครหลาย ๆ คน แต่มันก็อยู่ที่ตัวเราด้วย ว่าเราสามารถขจัดมันได้รึเปล่า เพราะสุดท้ายนักกีฬาทุกคนมันต้องเจอทั้งแรงกดดัน หรือความคาดหวังอยู่แล้ว แล้วตัวเราเองก็คาดหวังกับตัวเราเองอยู่แล้ว แล้วบางทีเราไปเอาความคาดหวังคนอื่นมาใส่ด้วย มันก็อาจจะทำให้แย่ขึ้นไปอีกป้อเคยไปปฏิบัติธรรมด้วยนะคะ เพราะว่าบางทีที่แข่ง เวลาเรามองลูก ถ้าเรามีสมาธิ มีสติมาก ๆ เราจะเห็นลูกเป็นภาพสโลว์โมชั่น เราจะเห็นตั้งแต่รูปกระทบจากฝั่งโน้นมาเลย แต่เราจะมองแค่ลูกอย่างเดียวก็ไม่ได้ เราต้องมองมุมกว้างด้วย ต้องรู้ว่าจุดไหนเป็นช่องว่างที่เราจะตีไปให้ได้แต้ม มันต้องมองเปิด ๆ เพื่อวางแผนการเล่นสำหรับป้อมองว่า เล่นเดี่ยว ยากกว่า เล่นคู่ เพราะว่าเล่นคนเดียว รับผิดชอบคนเดียว แล้วก็ต้องมีระเบียบของตัวเองคนเดียวจริง ๆ เพราะแบดมินตันจากสมัยก่อนจนถึงสมัยนี้ มันเหมือนอัพเกรดขึ้นไปเยอะมาก แต่ก่อนมันอาจจะแบบเราช้า แต่เดี๋ยวนี้มันทั้งหนัก ทั้งเร็ว ทั้งทน ใครอึดกว่าได้เปรียบ แต่ก่อนอาจจะต้องมีทักษะแค่สองอย่าง แต่ตอนนี้ 4-5 อย่างต้องมีในคนเดียว แต่ด้วยความที่ต้องดีคู่ เราซ้อมเยอะเลยรู้ใจกัน ลูกนี้ใครตี ลูกนี้ใครไม่ตี มันจะรู้กันอยู่แล้ว และด้วยสไตล์การเล่นที่มันคล้าย ๆ กัน การเล่นมันก็จะดูเข้าขากัน”เสียงเชียร์ กับการแข่งขันของนักกีฬา“ก็มีบ้างค่ะที่เสียงเชียร์มีผลต่อการเล่น เวลาเราตีโต้ไปก็มีร้องเชียร์ดังขึ้น แล้วเวลาแข่งกันเอง ก็อาจจะมีแบบการกวนกันอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ที่ว่าใครควบคุมอารมณ์ได้ บางทีกวนแล้วเราไม่สนใจ ไม่ใส่ใจอะไร ก็ไม่มีผล แล้วบางทีอาจจะไม่ใช่ฝั่งตรงข้าม แต่อาจจะเป็นกรรมการก็ได้ คือสมมติว่าเราตีไป เราเห็นว่าลูกไปโดนตัวฝั่งโน้นแล้วมันออก แต่กรรมการไม่เห็น แล้วกรรมการให้แต้มฝั่งโน้น เราก็จะงงว่าไม่เห็นเหรอว่าโดน แต่กรรมการก็เค้าตัดสินไปแล้วไงว่าเราเสียแต้ม ซึ่งกล้องมันดูได้แค่ลูกลงกับลูกออก ลูกโดนตัวดูไม่ได้”จากนักแบดมินตัน สู่เส้นทางสายบันเทิง“ที่เลือกเรียน นิเทศศาสตร์ เพราะป้อมองว่ามันเป็นความรู้รอบตัว แล้วมันง่ายดี ป้อเรียนปริญญาตรี PR ต่อปริญญาโท MC พอได้เรียนก็รู้สึกว่าตัวเองกล้าแสดงออกมากขึ้น กล้าพูดมากขึ้น ตั้งแต่เรียนจบมา เพราะตอนแรกคือถ้าถามคำตอบคำเลย ไม่ได้มีพูดต่อส่วนช่องยูทูบ ก็เหมือนอยากให้ทุกคนเห็นในมุมที่ไม่มีใครเห็น เวลาเราไปแข่ง แล้วเราทำอะไรบ้าง หรือว่ามุมพักผ่อนของนักกีฬาต่างชาติที่ป้อสนิทด้วย ว่าเค้าเป็นคนยังไง ซึ่งบางทีคนดูเค้าอยากรู้ จากคนขี้อาย แต่พอได้มาลองทำยูทูบเบอร์ การพูดมันก็ง่ายขึ้น ป้อรู้สึกว่ามันเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่งที่ป้อได้ใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอง ได้พูดกับตัวเอง มันเลยเป็นการผ่อนคลายไปด้วย”เปิดหัวใจ ส่องสเป็ก ของ ปอป้อ“ตอนนี้ไม่มีค่ะ โสดอยู่ โฟกัสที่เรื่องงาน และป้อไม่เคยอกหักแรง ๆ ค่ะ อาจจะมีเคยคุยบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลงอะไรลึก เพราะสุดท้ายด้วยแบดมินตันเราต้องซ้อมทั้งวันจริง ๆ ไม่มีเวลาเลย แล้วส่วนใหญ่นักแบดมินตัน ก็จะมีแฟนเป็นนักแบดมินตันกันเองซะส่วนใหญ่ถ้าสเป็กของป้อ ก็ชอบคนน่ารัก มีเสน่ห์ พูดเก่ง เข้ากับเราได้ ถ้าคุยเข้ากันได้ก็โอเค ส่วนเพื่อนสนิทมีประมาณ 2 คนค่ะ ที่สนิทกันจริง ๆ และคุยได้”นักกีฬา กับสิ่งที่ต้องแลก“ก็ต้องเสียสละเรื่องเวลา ที่เราแบบไม่ได้เจอเพื่อน แต่ป้อไม่คิดว่าเราเสีย เพราะว่าการเล่นกีฬามันมีอายุการใช้งานของมัน ถ้าวันหนึ่งเราเลิกไป เราอยากจะไปเที่ยว ไปพัก มันเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ ณ ตอนนี้ เราโฟกัสตรงนี้ เราะว่าเรามีทุกวันนี้ได้ก็เพราะแบดมินตัน แพลนในอนาคตก็เคยมีคิดบ้างว่า บางทีอยากเปิดคาเฟ่ หรือว่าขายของออนไลน์ หรือว่าเปิดร้านอาหาร ก็มีคิดแต่มันก็ยังไม่ได้เจาะจงอะไร ก็คิดไปเรื่อย ๆ ปรึกษาเพื่อนไปเรื่อย ๆ”ป้อป้อ และความภาคภูมิใจของตัวเอง“ถ้ารู้ตัวว่าเราชอบอะไร แล้วพอทำสิ่งนั้นแล้วเรามีความสุข ก็อยากให้มุ่งมั่นทุ่มเทให้เต็มที่เลย เพราะว่าความสำเร็จ ป้อรู้สึกมันไม่ได้ยากขนาดนั้น ถ้าเราทำแล้วเรามีความสุข เราจิตใจดี ร่างกายดี ทุกอย่างดี มันประสบความสำเร็จอยู่แล้วทุกวันนี้ป้อรู้สึกดีใจ และภูมิใจในตัวเองที่เราอดทน เรามุ่งมั่น เรารับผิดชอบตัวเองได้มากขนาดนี้ แล้วทำให้เรามีทุกอย่างวันนี้ได้ก็เพราะกีฬานี้ และป้อรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทย ได้นำเสนอในทุก ๆ เวลาเราออกไปแข่ง เราทำเพื่อประเทศไทยจริง ๆ ไปทำเพื่อชาติ แล้วพอเราได้กลับมา มันก็เป็นชื่อเสียงของประเทศเรา ป้อก็เลยรู้สึกภูมิใจในตรงนี้ แล้วก็เหมือนเป็นชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลและครอบครัวด้วยทุกวันนี้ความสุขของป้อ ก็คือการที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วได้เป็นตัวเองที่สุด เหมือนเป็นสนามของตัวเองในทุก ๆ อย่างที่เราทำ แล้วเรารู้สึกว่าเราทำทุกอย่างด้วยความเต็มที่ มุ่งมั่น ไม่ท้อ อดทนทุกอย่าง จนมาวันนี้เรามีความสุขแล้วค่ะ”สีสัน แรงบันดาลใจ จาก ปอป้อ“ถ้ารู้ว่าตัวเองชอบอะไร ไม่ว่าจะแบดมินตัน หรือว่ากีฬาอื่นไร หรือแม้แต่อาชีพทุกอย่าง ถ้าสมมติรู้ว่าเราชอบ เราทำแล้วเรามีความสุข ก็อยากให้ทุ่มเทมันให้เต็มที่ แล้วก็มีระเบียบวินัยในตัวเอง รับผิดชอบตัวเองให้มาก ๆ เพราะว่าป้อเองรู้สึกว่า ทุกคนมีศักยภาพและความสามารถพอที่จะทำได้ แล้วก็คิดว่ามันไม่ยาก ถ้าเรารักมันจริง ๆ เราอยู่กับมันจริง ๆ เชื่อว่าเราทำได้อยู่แล้ว” - ปอป้อ ทรัพย์สิรีพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

17 ก.พ. 2025
“การที่เรายอมรับตัวตนของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมายอมรับเรา บางทีมันก็มีความสุขได้เลย เพราะเงื่อนไขบางเงื่อนไข มันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้”เรียนรู้วิธีคิด ผ่านชีวิตของแขกรับเชิญในทุกสัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้ต้อนรับแขกรับเชิญที่หลายคนคิดถึง “ซิน Singular” ศิลปินหน้าหวานผู้มีเสียงทุ้มเปี่ยมเสน่ห์ กับการเติบโตระหว่างทางกว่า 15 ปีในวงการ วันนี้ซินกลายเป็นศิลปินอิสระที่จัดการงานเองแทบทุกอย่างตั้งแต่เบื้องหน้าถึงเบื้องหลัง และตั้งเป้าหมายเพียงแค่อยากทำงานอย่างมีความสุข เรื่องราวสีสันของชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจ ได้ถูกแบ่งปันเอาไว้แล้วในรายการ10 ปีที่หายไป ของ ซิน Singular“จริง ๆ ที่หายไปเป็นช่วงรอยต่อตอนที่เป็นวง กับตอนที่ออกมาเป็นศิลปินเดี่ยวก็คือ 2 ปี แต่ว่านั่นก็เมื่อ 10 ปีได้ที่หายไป เพราะหลังจากนั้นก็อาจจะมีช่วงหนึ่งที่ซินไปทำงานที่ญี่ปุ่น คือเราไปออกเพลงที่ญี่ปุ่น และก็ยังทำเพลงตลอด แต่ที่มันอาจจะรู้สึกว่าหายไป เพราะมันก็มีเพลงที่ดังบ้างไม่ดังบ้างที่ห่างหายไม่ค่อยได้ออกรายการสัมภาษณ์ ถ้าให้เราเดาก็คือ ตามรายการต่าง ๆ อาจจะคิดว่าเราไม่ค่อยอยากไปออกด้วยส่วนหนึ่ง แต่จริง ๆ ซินไม่เคยปฏิเสธเลยนะ ถ้ามีคนติดต่อมาแทบไม่ปฏิเสธเลย และมันอาจจะเป็นภาพไปก่อนที่ช่วงแรก ๆ ซินอาจจะดูเป็นคนแบบพูดไม่เก่ง คิดว่าเป็นภาพจำแต่ซินคิดว่าตัวเองมีหลายโหมด ถ้าสนิทก็จะมีความคุยเก่ง คุยได้ทั้งวัน แต่บางวันไม่มีพลังก็จะนิ่ง ๆ ถ้าถามว่าเป็น Introvert ไหม ก็ใช่แหละ แต่เป็นมานานแล้ว ก่อนที่มันจะมาฮิตคำว่า Introvert เสียอีก”ย้อนวัยเด็กสุดขี้อาย ของ ซิน Singular“ซินเป็นเด็กขี้อายมาก จำได้เลยว่าตอน ม.1 เวลาออกไปรายงานหน้าชั้น เราไม่สามารถที่จะออกไปได้เลย สมมติว่ามันถึงคิวแล้ว เราจะไม่สบตาใครเลย แล้วก็อ่านโพยเท่านั้น เคยมีครั้งนึงที่มือไม้สั่นแล้วเป็นลมไปเลยจริง ๆ ช่วงแรกที่ขึ้นเวทีร้องเพลงมันก็ยังเป็นอาการประมาณนี้อยู่นะ แต่เราต้องคิดว่า The Show must go on แต่ถ้าถามว่ามันตื่นเต้นไหม มันตื่นเต้นมาก ควบคุมอะไรไม่ได้เลย ถ้าไปดูโชว์แรก ๆ ของซิน จะรู้เลยว่าเราตื่นเต้นมาก มันค่อยมาลดลงตอนที่เราชินกับบรรยากาศแล้ว หรือชินกับเวทีแล้วซินชอบร้องเพลงมาตั้งแต่จำความได้ ตอนนั้นเราก็ร้องอยู่ที่บ้าน ร้องให้คุณพ่อคุณแม่ฟัง หรือตอนนั่งรถไปโรงเรียนก็ร้องไปเรื่อย แต่ถ้าหน้าห้อง หรือ งานโรงเรียน ก็คือไม่ร้องเลย ไม่มีเด็ดขาดที่คนจะได้เห็นเราร้องเพลง ตอนเด็ก ๆ เพลงที่ชอบร้องคือ เพลงรุ้งตัวอ้วน ของพี่อุ้ย รวิวรรณ จินดา เหมือนเราฟังตามคุณพ่อคุณแม่แล้วจำได้นักร้อง เป็นความฝันเดียวเลยที่ซินอยากจะเป็น แต่มันก็เป็นแค่ความฝันที่เราเก็บเอาไว้ในใจ เพราะเรารู้สึกว่ายุคนั้น การเป็นนักร้องมันน่าจะยากเหมือนกันที่จะเป็นศิลปิน มันไม่เหมือนยุคนี้ที่ใครก็ร้องเพลงลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้ แต่เด็กยุคก่อนแทบไม่รู้เลยว่า การจะเป็นนักร้องมันจะต้องเริ่มยังไง”จุดเริ่มต้นบนเส้นทางศิลปิน“มันเริ่มมาจากที่เราชอบร้องเพลง แล้วเราก็อินกับเพลงที่ร้อง ว่าเพลงนี้ใครเป็นคนแต่ง และเราชอบดูเนื้อเพลง เราชอบเก็บสะสมแผ่นซีดีดูว่าแบบใครเป็นโปรดิวเซอร์ แล้วจำได้ว่าวันเกิดอายุ 14 ซินก็ลองแต่งเพลงของตัวเองดูเล่นๆ แล้วก็แต่งมาเรื่อย ๆ ซึ่งเราไม่ได้นึกหรอกว่า นี่มันคือการที่เรากำลังทำตามความฝันอยู่รึเปล่า เราแค่ลองทำเพราะเราชอบ จนแบบได้ลองมาทำเพลงเป็นเดโม่จริง ๆ แล้วก็ลองเข้าห้องอัดดู พอเจอพี่ที่ห้องอัดเค้าก็เหมือนมีคอนเน็คชั่นกับค่ายเพลง ก็เลยแนะนำเราให้ส่งเดโม่ไปที่ค่ายดูสิ ซินก็ส่งไปที่ค่ายโซนี่มิวสิค แล้วเค้าก็ได้เรียกเข้ามาคุยรายละเอียด มีกระบวนการอยู่ประมาณ 6 เดือน กว่าจะได้เดบิวต์เป็นศิลปิน”กว่าจะเป็นวง Singular“ตอนแรกต้องบอกว่าซินเข้าไปคนเดียว แล้วก็ถ้าพูดตามตรงคือตอนนั้นด้วยลุคของซิน ทำให้ทางค่ายยังไม่รู้ว่าจะขายออกมายังไง เค้าก็เลยลองเติมสมาชิกอีกคนนึงดู สุดท้ายมันก็เลยออกมาเป็นวงก็ต้องขอบคุณทุกคนฮะ ที่ทำให้เพลง เบาเบา ดังมาก ไม่คิดเลยเพราะถ้าส่วนตัว ซินชอบเพลง 24.7 ซึ่งเป็นซิงเกิลแรกที่ปล่อยมา แต่กับเพลงเบาเบา เรารู้สึกว่ามันก็เพราะดี ตอนที่เราแต่งเราก็รู้สึกว่าเพลงนี้ก็ดีนะ แต่ไม่ได้คิดไปถึงขนาดว่ามันจะดังขนาดนี้ ที่มาของเพลงเบาเบา คือถ้าสมมติเราให้สัมภาษณ์กันสมัยก่อน เราจะบอกว่าเพลงนี้มีที่มาจาก เพื่อนมาปรึกษาหลังทะเลาะกับแฟน ซึ่งอันนั้นก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ที่มาของท่อนฮุค มาจากซินนั่งรถไฟฟ้าอยู่ แล้วก็เจอคู่รักวัยใส กำลังกอดกันแบบแทบจะจูบกลืนเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว แล้วคนในขบวนก็คือมีมวลของความแบบ เบา ๆ กันหน่อยมั้ย เราก็เลยปิ๊งไอเดียซึ่งมันก็เวิร์คเหมือนกัน ก็เลยเอามาเขียนต่อให้เป็นเพลงในยุคที่วงดังมาก ก็จะมีแฟนคลับที่ติดตามเราแบบเกือบทุกการใช้ชีวิต แต่ด้วยตอนนั้นอาจจะไม่ได้มีช่องทางให้เราปกป้องสิทธิ์ตัวเองขนาดนั้น จริง ๆ แฟนคลับมีหลายรูปแบบ มีทั้งถ้าไปงานต่างจังหวัดแล้วเราต้องนั่งรถตู้กลับบ้าน ก็จะมีแฟนคลับขับรถตาม ซึ่งซินว่าอันนี้อันตรายไปนิดนึง บางครั้งเราก็จะบอกให้คนขับหยุดรถก่อน ให้เค้าแซงไปเลย แล้วเราก็ค่อยไป ซึ่งมันก็มีความคิดว่าฉันจะต้องลำบากขนาดนี้เลยเหรอในการเดินทาง ศิลปินมันก็เป็นอาชีพ ๆ หนึ่ง ซินว่ามันต้องมีพื้นที่ส่วนตัว ที่คนอื่นต้องเคารพพื้นที่นั้นของเราด้วย พอมีเรื่องคนตามคุกคามความเป็นส่วนตัว มันก็ทำให้ซินแย่ไปเลยเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องสภาพจิตใจ มันสะสมมาเรื่อย ๆ จนช่วงรอยต่อระหว่างตอนที่เป็นวงกับตอนที่เป็นศิลปินเดี่ยว พอซินปล่อยอัลบั้มชุดแรกออกมาแล้วไปขึ้นโชว์ ซินก็จะมีความแบบแพนิคประมาณนึง แล้วมันบวกกับการที่ซินเป็นคนขี้อายด้วย แล้วจะต้องไปอยู่ในสภาวะที่ต้องไปอยู่ท่ามกลางมวลชน เราต้องสู้จริง ๆ เพราะว่าเรารักที่จะทำเพลง รักที่จะร้องเพลง ก็เลยต้องพยายามมากกว่าคนอื่น ๆ หน่อย ถ้าเป็นช่วงนี้ ซินจะรู้สึกโอเคกับโชว์ของตัวเองมาก ๆ แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน กว่าจะพูดออกมาได้แต่ละคำ มันต้องมีการเขียนเป็นสคริปต์เลยว่าวันนี้ถ้าจบเพลงนี้เราจะพูดอะไรบ้าง เราต้องเตรียมตัวและมีการท่องที่วงเราดัง เราก็ตกใจ และก็ดีใจไปด้วย จนท้ายที่สุดเมื่อ Singular ต้องแยกวงกัน ซินคิดว่ามันเป็นเรื่องของการที่เรามองกันไปคนละทิศทาง เหมือนเราโฟกัสกันคนละอย่าง แล้วก็คิดว่าเป็นการพูดคุยกันระหว่างวงเอง แล้วก็ค่ายด้วยว่า ถ้าเรายังฝืนทำต่อไป คิดว่าน่าจะไม่ไหว เลยตัดสินใจแยกย้ายไปทำในสิ่งที่แต่ละคนชอบดีกว่า”ซิน Singular กับการถูกตั้งคำถามจากสังคม“คอมเมนต์คลาสสิคที่จะเห็นตลอด 15 ปี คือ พี่เค้าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงนะครับ คำถามนี้จะมีมาตลอด ซึ่งซินไม่เคยอธิบายนะ อาจจะด้วยความที่ว่ายุคนั้นมันเป็นยุคงง ๆ ของหลาย ๆ อย่าง ทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทั้งวงการเพลง วงการข่าว มันยังเป็นยุคที่เปลี่ยนผ่าน คนยังไม่รู้ว่าจะต้องรีแอ็คยังไง รวมถึงตัวศิลปินด้วยก็ยังไม่รู้ว่ามีคำถามแบบนี้แล้วฉันพูดได้มากน้อยแค่ไหน แต่ว่าจริง ๆ ซินก็เป็นตัวของซินเองอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นมันไม่ได้มีช่องทางอะไรที่จะให้เราได้อธิบาย แล้วซินจะเป็นสายที่ไม่ค่อยเข้าไปอ่านคอมเมนต์มากนัก เพราะว่าถ้าอ่านเยอะก็จะรู้สึกไม่โอเค จะไวกับเรื่องเหล่านี้ เราเลยพยายามเอาโฟกัสไปไว้กับจุดที่เราสามารถทำให้มันดีขึ้นได้มากกว่าอาจจะเพราะตอนนั้นซินไว้ผมยาวด้วย ทำให้เวลาไปเข้าห้องน้ำ คุณป้าแม่บ้าน หรือพนักงานก็จะบอกว่าอันนี้ห้องน้ำชายนะคะ ซึ่งเค้าก็ไม่รู้จริง ๆ อันนี้มันก็ไม่เป็นไร อย่างตอนนั้นมีครั้งหนึ่งซินไปขึ้นคอนเสิร์ต ซินไม่แน่ใจว่ามันอาจจะเป็นในแพลตฟอร์มที่สามารถขึ้นคอมเมนต์ได้ แล้วมันก็จะมีคอมเมนต์เด้งขึ้นมา แล้วมีทีมงานเล่าให้ฟังว่า มันมีคอมเมนต์เด้งขึ้นมาตอนที่เราโชว์อยู่ว่า ไม่ต้องแอ๊ปก็ได้ค่ะ ซินก็งงว่านี่เราแอ๊ปอยู่เหรอตอนนี้ ก็แปลก ๆ ดี แต่ซินก็ไม่ได้ไม่ค่อยได้ไปคิดอะไรกับมันมาก ซึ่งคำถามแบบนี้ สมมติว่าเป็นคนรู้จักกัน ซินว่าเรื่องพวกนี้ เราแค่มองหน้ากัน คุยกัน เราก็น่าจะรู้และเข้าใจอยู่แล้วซินคิดว่ายุคนี้เรื่องระบบความคิด หรือว่าการยอมรับหลาย ๆ อย่าง มันก็พัฒนาตามวันเวลาไปด้วย เพราะฉะนั้นซินว่ายุคนี้เป็นยุคที่เหมือนเราจะเห็นว่าศิลปินหลาย ๆ คน ก็แบบสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่มาก ซึ่งซินเห็นแล้วก็ดีใจแทนคนเหล่านั้น ที่เค้าสามารถเป็นตัวเองได้เลยแบบเต็มที่ แต่ยุคก่อนเหมือนแฟนคลับเค้าจะมีตัวตนเราในความคิดที่เค้าสร้างขึ้นมาว่า ช่วงนึงที่เพลงเบาเบา ดังมาก หลาย ๆ คนอาจจะคิดว่าซินเป็นคนแบบเบาเบา อบอุ่น แต่เปล่าเลย จริง ๆ แล้ว ซินเป็นคนที่มีหลายเลเยอร์ บางทีก็เป็นคนเครียด เป็นคนดุ และเป็นคนสนุกได้”โควิดพลิกชีวิตให้ ซิน Singular ได้มีผลงานที่ญี่ปุ่น“ช่วงโควิดพอดีเลย ที่เหมือนมันมีโอกาสเข้ามาหาซินตอนช่วงปี 2019 ที่ซินได้ทำอัลบั้มญี่ปุ่น แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ไปญี่ปุ่นนะ จะเป็นการทำงานออนไลน์ เพลงที่ปล่อยมาจะเป็นแอนนิเมชั่นของซินกับศิลปินที่ซินฟีทเจอริ่งด้วย เป็นศิลปินญี่ปุ่น ซึ่งก็ให้เค้าถ่ายเป็นวีดีโอมา แล้วก็ให้ศิลปินไทยของเราเป็นคนวาด ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไป เพราะว่าตอนนั้นมันยังบินไม่ได้ เพลงที่ทำที่ญี่ปุ่น ตอนนี้มีให้ฟังในทุกสตรีมมิ่ง ชื่ออัลบั้ม Self Portrait ก็เป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย”มุมมองการเปลี่ยนผ่านของวงการเพลง“ตอนที่ Singular มีเพลงดัง ตอนนั้นมันจะเป็นยุคที่กำลังจะเปลี่ยนไปสู่ยุคโซเชียล ตอนนั้นก็เพิ่งจะเริ่มมีอินสตราแกรม ซึ่งตอนนั้นเราก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ เพิ่งจะมามีอินตราแกรมตอนที่เป็นศิลปินเดี่ยวแล้ว ซินคิดว่ายุคนี้มันยากขึ้นที่จะมีเพลงร้อยล้านวิว เหมือนสมัยก่อนจะมีเพลงร้อยล้านวิวมาเรื่อย ๆ แต่ซินรู้สึกว่าพอเป็นยุคนี้เราะจะเห็นเพลงร้อยล้านวิวน้อยลง เพราะว่าคนฟังจะแยกไปฟังในแนวเพลงที่เค้าชอบ ในแพลตฟอร์มที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มก็จะมีเพลงฮิตแตกต่างกัน แล้วแต่ช่วงวัยด้วย ถามว่ามันมีข้อดีไหม ซินก็คิดว่ามันก็มีข้อดีนะ คือมันมีความหลากหลายมากขึ้น คนก็ไปรวมกลุ่มของตัวเองในกรุ๊ปเดียวกัน กรุ๊ปฮิพฮ็อพ กรุ๊ปป๊อบ กรุ๊ปเพลงสไตล์ต่าง ๆ ซินว่ามันก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันในเรื่องการหาแรงบันดาลใจ ถ้าเป็นเพลงประกอบหนัง หรือประกอบซีรี่ส์ ซินรู้สึกว่ามันเป็นความสนุกอีกแบบหนึ่ง เพราะเหมือนเราได้สวมคาแรกเตอร์ลงไป หรือการจะเขียน มันต้องอ่านเนื้อเรื่องก่อน คือเราต้องเข้าไปอินในโลกนั้น ก็รู้สึกสนุกดี แต่ว่าถ้าเป็นเพลงที่มาจากตัวเอง อาจจะมีบ้างที่เพลงนี้เราเคยพูดไปแล้ว มันก็จะต้องหาอะไรใหม่ ๆ หรืออาจจะต้องมีไปหาแรงบันดาลใจที่ไม่ได้มาจากตัวเราล้วน ๆ อย่างเช่นอาจจะต้องไปดูหนัง ฟังเพลง หรือไปลองพูดคุยกับคนอื่น ๆ ดูบ้าง หรืออย่างการได้ไปฟีทเจอริ่งกับศิลปินอื่น ๆ ก็เหมือนได้รู้จักกับคนใหม่ ๆ ได้รู้จักกับศิลปินบางคนที่ถ้าเราไม่ได้ไปฟีทเจอริ่งกัน เราอาจจะแบบไม่ได้เจอกัน เพราะมันคนละแนวเพลงกันซินน่าจะทำเพลงไปจนกว่าเราจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ซึ่งยังไม่ได้คิดนะว่าจะทำไปถึงอายุเท่าไหร่ คิดว่าถ้าสมมติไม่ได้ทำงานเบื้องหน้าแล้ว ก็จะไปทำเบื้องหลัง จริง ๆ ซินชอบหมดเลยเกี่ยวกับวงการเพลง ถ้าถามว่าให้ไปลองบริหารค่ายเพลงดูอยากทำไหม ถ้ามีโอกาสในวันหนึ่งก็อยากลองดูเหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้ที่ได้ทำไปแล้วก็คือเป็นโปรดิวเซอร์ให้ศิลปินอื่น ๆซินคิดว่าเพลงน่าจะเหมือนกับแฟชั่น หลาย ๆ เพลง ซินคิดว่ามันน่าจะวนกลับมา แล้วก็มีบางเพลงที่หายไป อย่างถ้าเป็นยุคนี้คนจะชอบทำเพลงสั้น ๆ ยุคถัดไปไม่แน่คนอาจจะอยากฟังเพลงยาวขึ้น อาจจะกลับมาชอบฟังเพลง 5 นาที เหมือนสมัยก่อนก็ได้”เปิดหัวใจ ส่องความรัก ของ ซิน Singular“ความรักตอนนี้ไม่ได้โฟกัสขนาดนั้น ซินไม่ได้มีแฟนเป็นตัวเป็นตนมานานแล้ว มีคนที่เหมือนศึกษาดูกันเรื่อย ๆ ในตลอดระยะเวลาที่เป็นโสดมาก็ไม่ได้ปิดไม่คุยกับใครเลย แต่แค่เหมือนคุยกัน แล้วมันก็ยังไม่ได้จริงจังขนาดที่จะเป็นเรียกใครว่าเป็นแฟนซินคิดว่าซินเป็นแฟนที่เข้าใจยาก ปกติก็เป็นคนคิดเยอะประมาณนึงอยู่แล้ว สมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้วนะ พอยิ่งเป็นแฟนกับใครก็จะยิ่งมีความซับซ้อนไปใหญ่ มันจะยากนิดนึงนะสำหรับซิน แล้วซินไม่รู้สึกว่าชอบตัวเองตอนที่มีแฟนเท่าไหร่ เพราะมันจะดูทุกสิ่งทุกอย่างมันยุ่งเหยิง การใช้ชีวิตของเรามันดูทำไมมันยากจัง หรือเป็นเพราะว่ายังไม่เจอคนที่ทำให้ทุกอย่างมันง่ายด้วยตอนนี้ซินคิดว่าตัวเองมีความสุขดี แล้วชีวิตก็เต็มได้ด้วยตัวเอง ก็เลยไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาหาคน ๆ นั้นสักเท่าไหร่”ซิน Singular กับการใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้น“สมัยก่อนตอนซินเป็นศิลปินใหม่ ๆ เราจะเป็นคนคิดเยอะ เวลาขึ้นเวทีจะคิดเยอะมาก มันก็เลยอาจจะดูไม่ได้สบายตัวขนาดนั้น แต่ว่าถ้าเป็นช่วงหลัง ๆ ด้วยประสบการณ์ ด้วยอายุที่เยอะขึ้นเรื่องบางเรื่องที่เรารู้สึกว่ามันคิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เราก็ตัดออก หรือแค่วางลง แล้วทุกอย่างมันก็จะง่ายขึ้นณ วันนี้ ความสุขของซิน คือการที่ยังได้ทำงานเพลงอยู่ แล้วก็รวมถึงได้ทำหลาย ๆ อย่าง ที่เรามีเป้าหมายว่าอยากจะทำ อย่างทำเพลงที่ญี่ปุ่นนั่นก็เป็นเป้าหมายหนึ่ง หรือว่าในอนาคต มันอาจจะมีงานบางส่วนที่ซินรู้สึกว่าเราอยากเข้าไปลองทำ ความสุขคงจะเป็นการที่เรายังมีแพชชั่นกับการทำงานอยู่ ณ วันนี้ไม่รู้จะขอบคุณยังไง ที่แฟนคลับยังฟังเพลงเรามายาวนานหวังว่าเราจะฟังกันต่อไปเรื่อย ๆ ซินก็ยังคงทำหน้าที่ของซิน ทำเพลงที่ซินคิดว่าดีที่สุดออกไปให้ทุกคนฟังอยู่เรื่อย ๆ จนกว่าซินรู้สึกว่ามันไม่มีอะไรจะพูด หรือว่าไม่มีใครฟังแล้ว ตอนนี้มีเพลงที่เพิ่งปล่อยก็มี เป็นเพลงประกอบซีรี่ส์ เรื่อง Us รักของเรา ชื่อเพลงว่า ไม่อยากจูบเธอในฝัน ก็ฝากทุกคนฟังกันเหมือนเดิม”สีสัน แรงบันดาลใจ จาก ซิน Singular“ซินคิดว่าบางครั้งเราต้องการการยอมรับจากครอบครัว ซึ่งมันจำเป็นกับการที่เราจะมีความสุข แต่ซินมองว่า บางทีถ้าเรายอมรับตัวเองได้ ไม่ต้องรอให้ใครมายอมรับเรา บางทีมันก็มีความสุขได้เลย เพราะถ้าเกิดว่าเค้าไม่ยอมรับเลยในชีวิตนี้ แล้วเราจะต้องไม่มีความสุขไปตลอดชีวิตรึเปล่า ซินว่ามันก็ไม่จำเป็นนะ บางทีเราก็มีความสุขได้เลย ณ ตอนนี้ ถ้าเราไปโฟกัสที่สิ่งที่เราชอบหรือไปโฟกัสกับสิ่งที่เราอยากทำคนหลาย ๆ คนจะชอบอะไรที่มันชัดเจน ฉันสามารถแปะป้ายได้ว่านี่คือแอปเปิ้ล นี่กล้วย นี่ส้มจริง ๆ แล้ว ซินว่าประชากรโลกเรามี 7,000 ล้านคนเลยนะ มันไม่มีทางที่คนมันจะเหมือนกัน หรือว่าชอบอะไรเหมือนกันขนาดนั้น ถึงแม้ว่าคุณไปแปะป้ายว่าลูกนี้เป็นส้ม คุณยังจะต้องไปดูอีกนะว่าส้มลูกนี้มันพันธุ์อะไร แล้วมันเป็นพันธุ์ที่มีเม็ดมาก เม็ดน้อย เป็นสีอะไร เพราะฉะนั้นซินว่ามันแบบเออก็เหมือนกัน แค่เรายอมรับในความหลากหลายและทำความเข้าใจมัน” - ซิน Singularพบเรื่องราวชีวิตหลากสีสันใน Club Pride Day คลับที่เต็มไปด้วยแบ่งปันข้อคิดแรงบันดาลใจ และมีคลังความรู้ที่พร้อมแชร์ ไปกับแขกรับเชิญพิเศษ และสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ได้ในทุกสัปดาห์ดูรายการย้อนหลัง

10 ก.พ. 2025
“พอโตขึ้นเรารู้สึกว่า การอยู่ได้ด้วยตัวเอง มันมีความสุขมาก ๆ เราสามารถจัดการความสุขได้ง่ายมาก ๆ อยากทำอะไรก็ทำเลย และรู้ว่าความสุขมันหาได้จากสิ่งง่าย ๆ ใกล้ตัว และมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน”เรียนรู้วิธีคิด ผ่านชีวิตของแขกรับเชิญในทุกสัปดาห์ สำหรับ Club Pride Day คุยอย่าง Proud เมาท์อย่าง Pride กับสองดีเจสุดแซ่บ “ดีเจพี่อ้อย” และ “ดีเจก็อตจิ” ที่ได้ต้อนรับแขกรับเชิญที่สวยระดับโลก “โม จิรัชยา” อินฟลูเอนเซอร์สาวสุดแซ่บแห่งยุค ผู้ที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง สู่ความทุ่มเทตั้งใจจนได้เป็น Miss Tiffany's Universe 2016 พ่วงกับตำแหน่ง Miss International Queen 2016 เพราะพลังที่สำคัญที่สุด คือพลังที่อยู่ในตัวเอง และ ณ วันนี้ เธอพบว่าความสุขในชีวิตมันหาได้จากสิ่งง่าย ๆ ใกล้ตัว เรื่องราวสีสันของชีวิต พร้อมข้อคิดแรงบันดาลใจ ได้ถูกแบ่งปันเอาไว้แล้วในรายการย้อนวัยใส ของ ด.ช.อัครพล“ตอนเด็ก ๆ ชื่อ โจ้ อัครพล แล้วมาเปลี่ยนเป็น โม จิรัชยา ตอนประกวดนางงามแล้ว คือจริง ๆ เราไม่อยากเปลี่ยนชื่อเล่นเลย แต่ว่าพอโตขึ้นเราอยากให้ชื่อมันลื่นหูขึ้น เพราะตอนเข้าโรงพยาบาลแล้วโดนเรียกชื่อคนไข้ คุณอัครพล เราจะต้องเจอสายตาที่งง ๆ เลยรู้สึกว่าเปลี่ยนชื่อให้มันลื่นหูก็น่าจะดี เพื่อความสบายใจของตัวเอง ก็เลือกชื่อ โม แล้วกันง่าย ๆ แล้วชื่อจริงก็ตั้งเองด้วย พยายามหา สละ พยัญชนะ ที่เราใช้ได้ แล้วเราก็มาเลือกชื่อที่ชอบโม เกิดในครอบครัวคนจีน มีพี่ชายหนึ่งคน แล้วเราก็เป็นน้องชาย ซึ่งกว่าที่โมจะได้มาใช้ชีวิตในแบบผู้หญิง ก็คือตอนเรียนปี 1 แต่ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเรากดดันนะ ทั้งเรื่องที่เราแอบทานยาคุม หรือมีเพื่อนที่เป็นตุ๊ดเป็นกะเทย ที่บ้านเราจะกีดกันหมด ในตอนที่รู้ว่าโมทานยาคุม ที่บ้านก็คือค้นโต๊ะ ค้นทุกอย่าง แล้วให้ทุกคนในครอบครัวมานั่งคุยเลยว่าจะเอายังไง ยานี้มันอันตรายไหม ซึ่งตอนนั้นเค้าก็คงเป็นห่วงเรามาก ๆ แล้วความเป็นฮอร์โมน เค้าก็ไม่รู้ว่ามันอันตรายหรือไม่ แล้วพอโตขึ้นมา เค้าก็เห็นเราไปอยู่กับเพื่อนกะเทยเยอะ ซึ่งก็เป็นที่มาของการที่โมตีเทนนิสในปัจจุบันนี้ เพราะเค้าจับหนูให้ไปเรียนเทนนิส เพื่อที่จะไม่ให้ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนหลังเลิกเรียน ทำให้เราต้องอยู่บ้าน แต่เป็นชีวิตที่คุยกับที่บ้านน้อยมาก พออยู่บ้านเราจะเป็นอีกคนที่ไม่กล้าพูดไม่กล้าคุยไม่กล้าแสดงความเป็นตัวเองแบบ 100% เพราะเรากลัวว่าเค้าจะมองเราไม่ดี แล้วเราจะโดนดุ เราก็เลยต้องพยายามทำตัวเป็นคนเรียบร้อย จะได้แต่งเป็นผู้หญิง ใส่กางเกงขาสั้นแค่ตอนจะออกจากบ้าน แต่ตอนจะกลับบ้านก็ต้องกลับสู่ปกติ แต่การใช้ชีวิตในแต่ละวันมันต้องลุ้น และระแวงว่าเพื่อนของพ่อจะเจอเราไหม พ่อจะเจอเราข้างนอกบ้านไหม มันกลัวไปหมด ก็เลยรู้สึกว่าตอนเรียนมัธยมเป็นช่วงที่ตัวเองรู้สึกอึดอัดที่สุด จนผ่านมาถึงมหาวิทยาลัย”เขียนจดหมายเปิดใจ จนได้เจอความสุขที่แท้จริง“ความภูมิใจแรก ๆ มันเกิดขึ้นตอนสอบติดมาวิทยาลัย ตอนนั้นพ่อแม่ก็รู้สึกประหลาดใจด้วยนะ เพราะว่าตอนนั้นเราก็ไม่ได้ตั้งใจเรียน โม สอบติด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เรียนแฟชั่นดีไซน์ ศิลปกรรม ซึ่งตอนปี 1 ต้องไปเรียนที่องครักษ์ จ.นครปฐม นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้ใช้ชีวิตเป็นผู้หญิง เพราะต้องอยู่หอ พ่อแม่ไม่เจอเรา ก็เลยได้ใช้ชีวิตแบบเป็นผู้หญิง ใส่เสื้อชั้นใน ใส่ชุดนิสิตหญิง จนถึงวันที่เราต้องกลับมาเรียนปี 2 ที่ ประสานมิตร เราทำใจไม่ได้ถ้าต้องกลับมาแต่งชาย เพราะเรารู้สึกว่าสังคมเพื่อน คนรอบตัวมองเราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งแล้ว ถ้าเราจะกลับไปเป็นผู้ชาย เรารู้สึกว่ามันไม่ได้มาก ๆ ก็เลยกลับไปคุยกับที่บ้าน เป็นการคุยโดยการเขียนจดหมาย เพราะว่าเราไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดยังไง วันนั้นเป็นคาบเรียนสุดท้าย เรียนเสร็จเราก็นั่งเขียนจดหมายเลยว่าเกิดอะไรขึ้น การที่เราใช้ชีวิตอยู่เป็นแบบไหน อยากให้พ่อแม่เข้าใจ ตอนนั้นเขียนไปแล้วร้องไห้น้ำตาท่วม แต่สุดท้ายมันง่ายมาก เพราะพ่อบอกว่าก็รู้อยู่แล้ว ไม่ได้ว่าอะไร เราก็เลยงงว่าทำไมทุกคนเข้าใจง่ายจัง หลังจากได้อ่านจดหมาย วันรุ่งขึ้นแม่พาไปซื้อเสื้อชั้นในเลย หลังจากนั้นมันกลายเป็นความสุขที่แท้จริง เหมือนเราไม่มีอะไรที่ต้องโกหก ไม่มีอะไรที่ต้องปิดบัง พอมันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในชีวิตเราก็อยากเล่าสู่ครอบครัว เดี๋ยวจะไปกับเพื่อนนะ เราสามารถพูดได้เลย มันไม่เหมือนกับตอน ม.ปลาย และยิ่งโตขึ้นมามันยิ่งแฮปปี้ขึ้น เพราะที่บ้านกลายเป็นครอบครัวที่ค่อนข้างสนิทกันมาก คุยเล่นได้หมดเลย พ่อแม่จะกลายเป็นเหมือนเพื่อน คุยกันได้ทุกเรื่องแม่กระทั่งตอนจะไปหาผู้ชาย ก็เปิด Instagram ผู้ชายให้แม่ดูได้เลย แม่ก็จะบอกเลยคนนี้หล่อดีนะ คนนี้ไม่โอเคนะ เรารู้สึกโชคดีมาก ๆ ที่ครอบครัวเราน่ารัก พร้อมสนับสนุนทุกอย่าง เช่น ตอนนั้นเรียนอยู่ปี 3 อยากทำหน้าอกมาก เราก็ตื้อจนพ่อก็พาไปโรงพยาบาล ไปจ่ายเงินให้ ทำทุกอย่างให้ แม้แต่ตอนจะทรานส์พ่อก็ไปรับไปส่ง ดูและเราอย่างดี มันคือความสุขที่เกิดขึ้นและเราสัมผัสได้”จุดเริ่มต้น บนเส้นทางนางงาม“จุดเริ่มต้นบนเส้นทางนางงามของโม คือ ตอนนั้นเราไม่ได้เป็นคนที่เล่นโซเชียล ไม่ได้เป็นคนที่ดูนางงาม แต่แค่มองอนาคตว่า เราชอบวงการบันเทิง แล้วเราจะทำยังไงดีให้เราเข้าสู่วงการบันเทิงได้ เราก็เลยรู้สึกว่าการประกวดนี่แหละเป็นสิ่งที่ทำได้ และทำให้เรารู้สึกว่ามันได้นำทักษะที่เราเรียนมา เอามาใช้ในการประกวดด้วย ก็เลยไปประกวด Miss Tiffany’s Universe ตอนปีแรกที่ประกวดคือ 2014 ตอนนั้นไม่พร้อม ตกรอบ 30 คนสุดท้าย เดินชุดราตรีสวย ๆ แล้วก็กลับบ้าน แต่พอปี 2016 มีรุ่นพี่ที่แนะนำเราให้กับค่ายนางงามที่ชื่อ พี่ชาติ ซึ่งค่อนข้างที่จะคร่ำหวอดในวงการนางงาม ซึ่งตอนเราประกวด เค้าก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะส่ง เพราะว่าเค้าไม่มีเวลาแต่เราก็บอกว่า แม่จะส่งหนูไหม ถ้าแม่ส่ง แม่แค่แต่งหน้าให้หนู เรื่องชุด เรื่องสไตล์ลิส เดี๋ยวหนูจัดการเอง พี่ชาติ ก็เลยตกลงส่งเราประกวด วันที่เจอกันครั้งแรกคือวันออดิชั่น และเป็นวันที่ไวรัลที่สุด เพราะมันจะมีรูปที่คนแชร์กันเยอะมากในโซเชียล เป็นรูปที่โมใส่ชุดสีขาว แล้วก็จะมี แปรงแต่งหน้าจากมือแม่ชาติ ซึ่งตอนนั้นเราไม่ได้เล่นโซเชียล แล้วเราก็ไม่ได้รู้เรื่องว่ารูปมันเป็นไวรัล จนกลับมาจากออดิชั่นถึงเริ่มรู้ แล้วก็สงสัยว่าทำไมคนถึงรู้จักเรา เหตุผลมาจาก พี่ช่า ไดอารี่ตุ๊ดซี่ แชร์รูปของเรา แล้วหลังจากนั้นคน 20,000 คน ก็เริ่มมาติดตามเรา แล้วเราก็เริ่มมาสนใจโซเชียลมากขึ้น และมาคิดได้ว่าการจะเป็นที่รู้จักของคนในโซเชียลมันเร็วมากเลยตอนกลับไปประกวดปี 2016 เราเตรียมตัวมาอย่างดี เรียนบุคลิกภาพ แล้วก็เข้าใจประโยคที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เพราะว่าการเป็นนางงาม มันก็จะต้องมีความเป็นนางงามอยู่โมก็พยายามคิดว่า เราจะนำเสนออะไรที่มันเป็นรูปแบบใหม่ ๆ แต่สุดท้ายนางงามมันก็จะต้องมีมาตรฐานความเป็นนางงามอยู่ ดังนั้นการเดิน บุคลิกภาพ เราต้องเรียน แล้วปี 2016 ตอนนั้นคนที่ประกวดได้ต้องอายุไม่เกิน 25 ปี แล้วตอนนั้น โม อายุ 25 พอดี มันเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างเราใส่เต็ม แล้วในปีนั้นกระแสการเชียร์นางงามกำลังมา น้ำตาล ชลิตา, โม จิรัชยา แล้วก็ ฝ้าย สุภาพร จะมีแต่ตัวเต็งของเวทีเกิดขึ้นต้องขอบคุณสังคม คือเราเรียนแฟชั่นมา เราก็จะรู้จักแบรนด์ต่าง ๆ หรือรุ่นพี่ รวมถึงเพื่อน ๆ ที่เคยทำงานด้วย เคยฝึกงานพร้อมกัน แล้วเราก็เริ่มรู้สึกว่า สิ่งที่เราชอบจากที่เราเรียนก็คือการแต่งตัวแฟชั่น หรือเรื่องรสนิยมต่าง ๆ เรารู้ว่าตัวเองใส่อะไรแล้วสวย ใส่สีอะไรแล้วเราดูดี แล้วในยุคที่โมประกวด มันเป็นยุคที่การออกงานต่าง ๆ จะต้องมีการถ่ายรูป ชุด หน้าผม แล้วก็แท็กชื่อคน ชื่อห้องเสื้อ แล้วช่วงนั้นเรารู้สึกว่าสนุกกับการประกวด เราเตรียมเสื้อผ้า วางลุคไว้แต่ละวัน ไม่ซ้ำแบรนด์กันเลย ทำการบ้านว่าเราจะต้องนำเสนอสิ่งที่เราชอบ ทรงผม การแต่งหน้า การแต่งตัว การเดิน กริยาต่าง ๆ มันต้องเป็นตัวเราที่สุด แล้วตอนนั้นการประกวดมันก็ค่อนข้างเข้มข้น เพราะว่ามันเป็นยุคที่คนเริ่มมาดูนางงาม นางงามต้องมีการเตรียมตัวแบบสุด ๆ นอกจากบุคลิกภาพ เสื้อผ้าหน้าผมแล้ว ก็ยังมีเรื่องของน้ำหนัก เพราะแต่ก่อนเราผอม อยู่บนเวทีมันก็จะยิ่งตัวเล็ก แต่นางงามมันต้องมีน้ำมีนวล มีความเป็นควีน แม่ชาติก็พาไปกินทุเรียนทุกวันตอน 4 ทุ่ม กินขนมปังเนยนม ให้มันมีเนื้อมีหนัง แล้วการประกวดนางงามมันเหนื่อยมาก 7 โมงเช้าเราต้องเข้ากอง ดังนั้น ตี 4 ต้องตื่นมาแต่งหน้าทำผม แต่ก่อนหน้านั้น ก่อนที่เราจะได้ตื่นตี 4 ทำกิจกรรมเสร็จกว่าจะกลับบ้านรถติด ต้องเตรียมของ ถึงบ้านก็ตี 1 แล้ว ตอนนั้นเรานอนน้อยมาก แล้วโมเป็นภูมิแพ้ เวลาแต่งหน้าน้ำตาก็จะไหล ขนตาก็จะหลุด ระหว่างแต่งหน้าเราก็จาม บอกเลยว่าการเป็นนางงามมันที่สุดในชีวิตเลย นอกจากเหนื่อยกายแล้ว เราเหนื่อยหน้าที่เราจะต้องคอยยิ้มหวาน เหนื่อยสมองเวลามีสัมภาษณ์ ต้องตอบให้ดูเป็นคนฉลาด มีความรู้ ต้องมีโครงการเพื่อสังคม เข้าใจเลยว่าถ้าเห็นนางงามคนไหนหน้าบูด ไม่ต้องไปโกรธเค้านะคะ เพราะเค้าเหนื่อย ให้เค้าพักบ้างอย่างปีนี้ Miss Tiffany’s Universe 2025 มาในธีม Moving Forward พุ่งทะยานสู่วันใหม่ ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่นางงาม โมมองว่ายุคนี้สิ่งที่ต้องการมาก ๆ มันคือโลกโซเชียล ทุกอย่างมันต้องเร็ว ต้องสมัยใหม่ นางงามจะต้องทันโลก แล้วหนูเคยฟัง คุณจ๋า พูดในรายการหนึ่งว่า เค้าชอบคนที่กระฉับกระเฉง มีไหวพริบ ฉับไว ดังนั้นถามอะไรตอบให้ตรง ไม่ต้องไปอ้อมโลก เราอยากจะให้น้อง ๆ นางงาม คิดว่าถ้าสมมติตัวเองเป็นเจ้าของเวที เราจะเลือกใครมง แล้วเราก็จงเป็นคน ๆ นั้น ต้องดูว่าเวทีต้องการอะไร เราจะต่อยอดได้ยังไง ถ้าตอบโจทย์ก็มงได้ค่ะ”จากตัวแทนประเทศไทย สู่ชัยชนะบนเวที Miss International Queen 2016“การประกวดในประเทศ และต่างประเทศ ความยากเย็นมันแตกต่างตรงที่ว่า ในประเทศเราทำเพื่อตัวเอง ส่วนต่างประเทศ มันต้องแบกภาระ มันมีความคาดหวัง มีคำแนะนำเยอะ จนเราสับสนว่าต้องทำให้ใครก่อน แล้วมันกดดัน แต่ตอนนั้นโมรู้สึกว่า การได้เข้ามาเป็นตัวแทนที่สวมสายสะพายไทยแลนด์ มันมีโอกาสเดียว แล้วน้อยคนมากที่จะเข้ามาได้ ก็เลยอยากทำให้มันเต็มที่ ต้องทำทุกอย่าง หาสปอนเซอร์ชุด ช่างหน้า ช่างผม ทุกอย่างต้องอินเตอร์ขึ้น ต้องซ้อมการแสดงความสามารถ ต้องหาเงินเพื่อจองตั๋วเครื่องบิน อย่างรอบไฟนอลก็ได้สปอนเซอร์ชุดจาก พี่ฉอด ต้องขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนที่แบบซัพพอร์ตเรา แล้วเราต้องทำให้ดีที่สุด ผลจะเป็นยังไงค่อยว่ากัน จนวินาทีสุดท้ายก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมงลงเหมือนกันหลังจากนั้น พ่อแม่ภูมิใจกับเรามาก ๆ เหมือนลูกเป็นดาราแล้ว พอเรากลับพ่อแม่ก็จะดีใจ อวดไปสามบ้านแปดบ้านว่า โมกลับมาแล้ว มาถ่ายรูปไหม เหมือนเด็กอวดของ เราก็ดีใจแล้วนั่นมันกลายเป็นช่วงเวลาดี ๆ ที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็ได้กำลังใจ”เมื่อความภูมิใจ คือการได้ส่งต่อโอกาส“ณ ตอนนี้ สิ่งที่ภูมิใจมากที่สุด คือการที่เราทำอะไรให้สังคม แต่ก่อนตอนเด็ก เราก็ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดัง พอเราโตขึ้นมา แล้วผ่านการประกวด สิ่งต่าง ๆ ที่เราพูดออกไป มันออกไปสู่สังคมได้มากขึ้น คือตอนนี้หนูได้เป็นส่วนหนึ่งในผู้ก่อตั้ง “Feline Agency” เป็นเอเจนซี่เกี่ยวกับโมเดลล้วน ๆ ที่เปิดรับทุกเพศตั้งแต่เกย์ ทรานส์ หญิง ชาย หรือ Nonbinary ทุกอย่างครบหมดเลย มันเริ่มมาจากที่เราทำงานมา แล้วเรารู้สึกว่าโอกาสในการทำงานของทรานส์ในวงการนางแบบมันมีน้อยมาก แล้วเราก็ถูกปิดโอกาส จนได้มาเจอ พี่มี่ มิลิน กับ พี่เล็ก สองคนก็มาคุยกันว่า มีแรงบันดาลใจอะไรบ้าง หนูก็เล่าชีวิตหนูไป แล้วก็เลยเกิดมาเป็น “Feline Agency” มีเด็กในสังกัด 20-30 คน เป็นการให้โอกาส แล้วก็ต่อยอดเส้นทางความฝันของน้อง ๆ ทำมาประมาณ 4 ปี แล้วเรารู้สึกว่าทำแล้วเกิดเป็นพลังงานดี ๆ กับคนอื่น เป็นความภูมิใจของเรา ก็เลยรู้สึกว่า “Feline Agency” เป็นสิ่งที่ภูมิใจอย่างประสบการณ์ของโม แต่ก่อนเราก็เคยโดนปิดกั้น ตอนเด็กเราอยากเป็นพริตตี้มาก 10 ปีก่อน การเป็นพริตตี้นี่คือเป็นอาชีพที่ทำเงินมาก ๆ แล้วเรารู้สึกว่าคนสวยเท่านั้นที่จะได้เป็น แล้วเราก็ส่งไลน์ไปสมัคร แล้วเค้าก็บอกว่ารับแต่ผู้หญิงแท้อย่างเดียว ซึ่งเราก็รู้สึกว่าพริตตี้บางงานมันไม่ต้องพูด มันไม่จำเป็นจะต้องใช้เสียง แล้วคุณสมบัติอื่น ๆ เรามีนะ แล้วเราสามารถทำได้ แต่ว่าตอนนั้นเราก็เข้าใจว่าสังคมมันค่อนข้างที่จะปิดโอกาส เราก็เลยถูกปฏิเสธ จนเรารู้สึกว่า ถ้าโตขึ้นมา หากมีโอกาสก็อยากให้เรื่องการทำงาน หรือความฝันของแบบทรานส์ หรือคนทุก เพศ หากอยากทำอะไร อยากเป็นอะไร อยากทำงานอะไร ต้องได้ทำ”เพราะฉันเป็นฉัน“สมัยก่อนมันไม่มีคำว่าทรานส์ ไม่มีคำว่า LGBTQ+ มันจะมี ชาย หญิง ตุ๊ด กะเทย ส่วน เกย์อาจจะมีช่วงหลัง ๆ มันจะมีแค่นี้ แล้วพอเราโตมา เราก็ถูกสังคมมองว่าทุกอย่างจะต้องเหมือนผู้หญิง ต้องผมยาว ต้องมีหน้าอก ต้องมีสรีระที่คล้ายผู้หญิงมากที่สุด ต้องมีกิริยาที่เหมือนผู้หญิง ต้องมีการแต่งตัวให้เหมือนผู้หญิง ต้องใช้เสียงโทนผู้หญิง มีช่วงหนึ่งที่เราก็พยายามทำตามสังคม แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ฉัน เพราะว่าเราเป็นคนฉับไว กระฉับกระเฉง ด้วยนิสัยของเราเป็นคนตลก สนุก เราก็เลยรู้สึกว่าตัวเองถูกกดด้วยสังคมอยู่ แต่จริง ๆ แล้วเราไม่จำเป็นต้องเหมือนผู้หญิงก็ได้ เพราะว่าเรารู้ว่าเราเป็นอะไร คนอื่นรู้หรือไม่ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตัวเรา มันเป็นเรื่องมุมมองของเขาที่มองกลับมาหาเรามากกว่า ดังนั้นเราทำให้ตัวเองสบายใจ ส่วนคนอื่นจะมองยังไง นั่นคือเรื่องของความรู้ อุดมคติ การใช้ชีวิต และการมองโลกของเค้า ที่มองเข้ามาหาเรา ใครที่จะมาเรียกเราว่า กะเทย ตุ๊ด ผู้หญิง หรือทรานส์ แล้วแต่เลย เราไม่รู้สึกอะไร และฉันเป็นฉันแค่นั้นเอง”ความรัก หัวใจ และความสุขที่ใช่ จากเรื่องง่าย ๆ ใกล้ตัว“ความรัก ตอนนี้โมโสดมา 7 ปี ก้าวเข้าปีที่ 8 เรามองว่าอาจจะเจอคนที่ไม่พร้อมสำหรับเรา เหมือนมันก็มีคนเข้ามานะ แต่ว่าโมรู้สึกว่า มันมีคนเข้ามาน้อย เพราะคนส่วนมากจะคิดว่าเป็นคนสวยจะต้องมีคนจีบเยอะเลย แต่จริง ๆ เราไม่มีคนคุย เพราะโมเป็นคนที่ไม่คุยไปเรื่อย แล้วถ้าสมมติเราไม่ชอบ เราก็จะไม่พยายามไปชอบเค้า เพราะว่าเรามองมุมกลับ ถ้าสมมติเราไปชอบคน ๆ หนึ่ง แล้วเค้าพยายามคุยให้เราสบายใจ มันคือการทำร้ายเค้าทางอ้อมแต่ความสัมพันธ์ที่ผ่านมามันก็จะเข้ามาป๊บเดียวก็หายไป ไม่ได้เรียกว่าแฟน หรือมีสถานะที่จริงจัง แต่การเป็นโสด เราก็ไม่ได้รู้สึกแย่ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสุข แต่กลับมีความสุขมาก ๆ พอเราโตขึ้นเราจะรู้สึกว่า การอยู่ได้ด้วยตัวเอง มันมีความสุขมาก ๆ และเราสามารถจัดการความสุขได้ง่ายมากเลย โมรู้สึกว่าตอนนี้เราเป็น Best Version มาก ๆ เราตื่นมาอยากไปยิมก็ไป เล่นยิมเสร็จอยากกินอะไรอร่อย ๆ โมก็ขับไปกินคนเดียว ง่ายมากเลย ทุกอย่างคือความสุขรอบตัว เราหยิบจับอะไรก็เป็นความสุข คนอื่นพยายามไปหาว่าอะไรคือความสุข แต่สำหรับโม แค่กินของอร่อยก็มีความสุขแล้ว ถ้ากินไม่อร่อยก็ทิ้งไป ไปซื้อใหม่แค่นั้นก็มีความสุขแล้วตอนนี้กำแพงหัวใจของเราไม่สูงนะ แต่กำแพงอาจจะมีหลายชั้น คือเราค่อนข้างที่จะเลือก บอกตามตรงว่าชอบคนหล่อ ไม่ใช่แค่หน้าหล่อ แต่รวมไปถึงการดูแลตัวเองด้วย มันต้องมีความกลมกล่อม สิ่งสำคัญมากคือ เรามองว่าการมีแฟนต้องคุยรู้เรื่อง ถ้าถามปูตอบปลาก็ไม่เอา คุยให้มันตื่นเต้น รู้สึกสนุกกับชีวิต อยากทำอะไรไปทำด้วยกัน ไม่ต้องเครียด เพราะไม่อยากเอาความเครียดมาใส่หัว อนาคตเธอจะวางแผนยังไง ไม่ต้องยุ่งฉันดูแลตัวเองได้ ขอแค่มาเป็นเพื่อนที่เข้าใจกัน มันที่สุดแล้วสำหรับโม”ความฝันต่อไป ของ โม จิรัชยา“ตอนนี้โมรู้สึกมีแพชชั่นกับการใช้ชีวิตของตัวเองมาก ๆ แต่ก่อนการเป็นทรานส์ จะไม่ค่อยมีคนออกกำลังกาย กลัวมีกล้ามมี Six Pack ซึ่งเราเป็นคนไม่ชอบเข้ายิมเลย แต่ตอนนี้เรากลับมาเข้ายิมได้ประมาณ 5 เดือน แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่เรารู้สึกว่า ทำไมมุมมองสมัยก่อนเรามองตัวเองว่าจะต้องเป็นคนไม่มีกล้ามเนื้อ เป็นคนตัวนิ่ม ๆ เหลว ๆ แต่พอตอนนี้มุมมองเราเปลี่ยน เรารู้สึกว่ารักร่างกายตัวเองที่มันมีกล้ามเนื้อที่ดี แล้วอารมณ์ดีขึ้น ไม่เครียด และมันมีความสุข แล้วโมก็กลับมาตีเทนนิส ก็เลยรู้สึกว่าเราอยากเป็นแบบทรานส์ที่ตีเทนนิสเก่ง ๆ แล้วพอมานั่งคิดก็รู้สึกว่า ถ้าเราเก่งแล้วเราจะลงแข่ง เราจะอยู่ประเภทไหน ชายเดี่ยวหรือหญิงคู่ หรือว่าผ�