ฟังเพลงออนไลน์ EFM 94 ONLINE - ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

News Updates

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

27 มี.ค. 2026

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลง ผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ?

ผมชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถจนไม่มีสมาธิ ทำให้ขับรถผิด หรือขับหลงผมใส่ใจงานหัวหน้ามากไป หรือผมแค่เป็นคนขี้เผือกครับ? ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ( 25 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก-ดีเจเติ้ล-ดีเจต้นหอม และ ‘หมอท้อป - นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic’ เกี่ยวกับเรื่องที่การทำงานไม่ค่อยราบรื่น เพราะชอบแอบฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์บนรถ จนไม่มีสมาธิขับรถ ‘คุณเคน (นามสมมุติ)’ อายุ 31 ปี ได้เล่าว่า ตนนั้นทำงานแบบนั่งออฟฟิศ แต่ได้รับมอบหมายหน้าที่เพิ่มให้เป็นเลขาช่วยเหลือดูแลหัวหน้าคนใหม่ ซึ่งก็จะต้องขับรถให้และเตรียมงานให้บ้าง แต่สำหรับงานขับรถ จุดหมายบางที่คุณเคนก็รู้จัก ส่วนบางที่ที่ไม่รู้จักก็ต้องใช้ GPS นำทาง ปัญหาอยู่ที่ระหว่างขับรถนั้น หัวหน้ามักจะคุยโทรศัพท์กับลูกค้า หรือประสานงานกับฝ่ายต่าง ๆ และทุกครั้งที่หัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนก็มักจะแอบฟัง เพราะคิดว่าเรื่องที่หัวหน้าคุยมันอาจเกี่ยวกับงานของตนเองด้วย จึงจำเป็นต้องฟัง เพื่อที่เวลาหัวหน้าสั่งอะไรมา จะได้เข้าใจได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่อีกใจก็คิดว่า หรือจริง ๆ แล้ว ตนแค่อยากยุ่งเรื่องของหัวหน้ากันแน่ และหลายครั้งที่พยายามฟังหัวหน้าคุยโทรศัพท์ คุณเคนมักจะเสียสมาธิในการโฟกัสทิศทางการขับรถ จนขับเลย ลงทางด่วนผิด หรือขับหลงทางไปที่อื่นบ้าง ทำให้เสียเวลาไปเล็กน้อย แต่ถ้าไม่ได้ฟังเรื่องที่หัวหน้าคุย บางทีหัวหน้าจะถามว่า “เมื่อกี้ได้ยินมั้ยว่าต้องทำอะไรบ้าง” ถ้าตอบไม่ได้ หัวหน้าก็จะหงุดหงิด และคุณเคนก็จะรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องในหน้าที่ นอกจากนี้ ถ้าขับหลง หรือขับผิด หัวหน้าก็จะมีอาการหงุดหงิดเล็ก ๆ เช่นกัน คุณเคนจึงอยากปรึกษาว่า ในมุมมองคนอื่น ตนนั้นดูเป็นคนขี้เผือกเกินไปหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วแค่เป็นคนใส่ใจในงานเกินไป เพราะกับเรื่องคนอื่นก็ไม่ได้อยากใส่ใจ แต่พอเป็นหัวหน้าทีไร ก็มักจะชอบแอบฟังอยู่เรื่อย เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ให้คำแนะนำว่า “ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าผมเป็นคนขับรถ ตามมารยาทไม่ควรมีส่วนร่วมกับบทสนทนาของหัวหน้า ควรที่จะโฟกัสกับการขับรถไป แต่ถ้ามองในมุมของเลขา เลขาที่ดีก็สามารถจัดแจงเรื่องพวกนี้ให้หัวหน้าได้ ถ้าสามารถฟัง และจัดการงานให้หัวหน้าได้ก็ถือเป็นเลขาที่คล่องแคล่ว ผมเข้าใจในเรื่องการจัดลำดับในสมองว่า เวลาดู GPS ถ้ามีอะไรแทรกมา ก็อาจขับรถเลย ขับหลงได้ แต่สุดท้ายแนะนำให้โฟกัสกับงานที่สำคัญที่สุดตอนนั้นก่อน นั่นก็คือการขับรถ” ต่อด้วย ‘ดีเจต้นหอม’ ให้คำแนะนำว่า “ให้คำตอบกับหัวหน้าไปว่า ต้องขอโทษด้วย แต่กำลังโฟกัสกับถนนอยู่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัย มันเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้น เขาน่าจะเข้าใจ และหลังจากนี้ก็ฝึกเลยค่ะ ถ้าเราเคยพลาดขับรถเลยแล้ว ครั้งหน้าเราจะรอบคอบขึ้น และคุณเคนจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้ดีขึ้นค่ะ” ตามด้วย ‘ดีเจเติ้ล’ ให้คำแนะนำว่า “พี่คิดว่าการฟังก็คือหน้าที่ ที่คุณเคนต้องทำ แต่จะทำยังไงให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็เห็นด้วยกันพี่เผือกพี่ต้นหอมว่าควรจะโฟกัสกับการขับรถก่อน เพราะมันเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วย บนท้องถนนอะไรก็เกิดขึ้นได้ มีคนแนะนำมาในคอมเมนต์ว่าลองใช้วิธีขออนุญาตเจ้านายอัดเสียง ถ้าเขาถามว่าได้ฟังหรือเปล่า ค่อยบอกไปว่า เดี๋ยวผมกลับไปฟังอีกทีครับ แต่ตอนนี้ผมขอ 100% กับการขับรถก่อน เพราะเดี๋ยวมันจะเกิดอันตรายได้” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ให้คำแนะนำว่า “อย่างแรกเวลาเราขับรถ ต้องโฟกัสการขับรถ และความปลอดภัยไว้ก่อน การที่เราทำหลายอย่างพร้อมกัน ฟังไปด้วย ขับไปด้วย มันสามารถพลาดได้ แต่ถ้าเกิดว่าหัวหน้ากำลังคุยกับเรา อันนั้นเราก็ต้องฟังเขา ถ้ามันทำให้เราขับหลง ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะหัวหน้าเป็นคนชวนคุย ส่วนเรื่องอัดเสียงไว้ฟังต้องอย่าลืมถามความยินยอมก่อน ถ้าเป็นเรื่องที่หัวหน้าไม่อนุญาต ก็บอกหัวหน้าไปว่า งั้นผมก็อาจจะรู้หรือฟังเท่าที่ฟังได้นะ หัวหน้าจะว่าเราอีกไม่ได้ เพราะก็ถือว่าเราพยายามหาวิธีการแล้ว”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

26 มี.ค. 2026

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน! แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ?

หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เราแต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน!แล้วสิ่งที่เขาคุยกับเรามาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ อายุ 39 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้าบอกว่าจะเลื่อนขั้นให้เรา แต่พอผ่านไป เขาดันพูดแบบนี้กับน้องอีกคน โดย ‘คุณพอล (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “ผมทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง ในทีมจะมีประมาณ 5 - 6 คน ย้อนกับไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา หัวหน้าได้พูดกับผมว่า จะ Promote (เลื่อนขั้น)ให้ผมได้ขึ้นเป็นหนึ่งในหัวหน้าของทีม ซึ่งหัวหน้าเขาได้มีการพูดกับผมหลายครั้ง จนทำให้ผมคิดว่า สิ่งที่เขาพูดกับผมนั้นมันคือเรื่องจริง ช่วงเวลาที่ผมทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้ ผมก็เฝ้ารอวันที่หัวหน้าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นรับตำแหน่ง ระหว่างทางได้มีหลายบริษัทติดต่อมาเพื่อให้ผมไปร่วมงานด้วย แต่ผมได้ปฏิเสธพวกเขาไป เพราะผมเชื่อใจในสิ่งหัวหน้าที่เคยพูดกับผมว่า จะเลื่อนขั้นให้ผมได้ขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง ล่าสุดเมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้นั่งประชุมงานกับหัวหน้าและน้อง ๆ ในทีม แต่จู่ ๆ หัวหน้าก็พูดกับรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง ซึ่งเขามีอายุน้อยกว่าผมประมาณ 5 ปี หัวหน้าได้ถามรุ่นน้องคนนั้นว่า ‘คุณอยากเป็นหัวหน้าไหม ถ้าคุณอยากเป็น ผมให้คุณเป็นคนแรกเลย’ ประโยคนั้น มันเลยทำให้รู้สึกว่า แล้วสิ่งที่เขาคุยกับผมมาก่อนหน้านั้น มันคืออะไร ? เรื่องนี้มันทำให้ผมกลับไปนึกถึงเรื่องราวในอดีต มันเหมือนไปสะกิดปมในใจของผม ในสมัยมัธยมต้น ผมได้เล่นดนตรีกับเพื่อน ซึ่งผมได้เล่นกีตาร์ประจำวงให้กับงานโรงเรียนในทุก ๆ ปี จนมีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมรู้สึกแปลกใจว่าทำไมถึงไม่มีการซ้อมวงดนตรี และผมก็ได้มารู้ความจริง ในตอนที่มือกลองของวงเขาก็โทรมาหาผม และถามกับผมว่าทำไมผมถึงไม่ไปซ้อม แต่เมื่อผมไปถึงห้องซ้อมดนตรี กลับพบว่ามีมือกีตาร์คนใหม่มาเล่นแทนที่ผมไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่กลับไปเล่นกีตาร์อีกเลย ผมรู้สึกแย่ รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า และคิดว่าถ้าพวกเขาพูดกับผมตรง ๆ มันก็คงจะดีกว่า หลังจากนั้นช่วงมัธยมปลาย ผมไปเล่นระนาดเอกในวงดนตรีไทยของโรงเรียน ซึ่งผมได้เล่นอยู่ในวงหลัก และเล่นเป็นตัวหลักในงานโรงเรียนมาตลอด แต่เมื่อถึงงานประกวด คุณครูกลับให้ผมไปเล่นในวงดนตรีรองของโรงเรียน ผมเลยรู้สึกว่า มันเหมือนเป็นเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เป็นเรื่องเก่า ๆ ที่ย้อนกลับมาทำให้ผมรู้สึกแย่อยู่เสมอ ผมได้แต่ถามตัวเอง ว่าทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับผม กลับมาที่พาร์ทปัจจุบัน หลังจากเรื่องราวที่เกิดนขึ้นนั้น ผมก็ได้ถามเหตุผลกับหัวหน้าไปตรง ๆ ว่าสิ่งที่หัวหน้าเคยพูดกับผมว่าจะเลื่อนขั้นให้ผมขึ้นเป็นหัวหน้าอีกคนหนึ่ง มันหมายความว่าอย่างไร เขาก็ให้เหตุผลมาว่า ผมมีอายุที่ใกล้เคียงกันกับหัวหน้าคนอื่น ๆ มากเกินไป เหตุผลนี้ มันทำให้ผมตั้งคำถามว่า การเป็นหัวหน้า เขาไม่ได้วัดกันที่ความสามารถหรอ ถ้าเขาบอกเหตุผลกับผมตรง ๆ ว่าผมมีความสามารถไม่มากพอ ผมคงจะรู้สึกดีกว่านี้ เรื่องราวเหล่านี้มันยังคงวนเวียน และติดอยู่ในใจของผมเสมอ ทุก ๆ คืนผมได้แต่นอนคิดเรื่องนี้ และคอยถามกับตัวเองว่าผมไม่มีค่ามากพอ หรือว่าผมไม่มีความสามารถกันแน่ ผมกลัวว่าเรื่องพวกนี้ มันจะทำให้การทำงานของผมมีประสิทธิภาพลดลง เพราะเรื่องราวที่ผ่านมามันทำให้ผมรู้สึกผิดหวังไปจนถึงขั้นเลิกทำในสิ่งที่เคยชอบ ความรู้สึกของผมตอนนี้ เหมือนเราไม่ดีพอในทุก ๆ อย่าง ผมรู้สึกหมดไฟ ผมอยากกลับมามีไฟในการทำงานอีกครั้งหนึ่ง ผมควรจะต้องจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้อย่างไรดีครับ” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ที่ผ่านมาบริษัทอาจเป็นฝ่ายเลือกเรา แต่ทุกวันนี้เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง อย่าไปคิดว่าชีวิตของเราจะต้องถูกกำหนดโดยองค์กรหรือหัวหน้า ชีวิตเป็นของเรา เรามีสิทธิ์กำหนดเอง ไม่ว่าเราจะรวบรวมเอาความผิดหวังในชีวิต เก็บมันมาคิดมากแค่ไหน แต่อย่าคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีคุณค่า เราไม่ควรปล่อยให้คนอื่น มาทำให้เราไม่รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง เพราะคนที่จะรู้ดีที่สุด ว่าเราเป็นคนที่มีค่าหรือเปล่า คือตัวเราเอง ทุกวันนี้คุณค่าของคนมักจะวัดกันที่ผลลัพธ์ แต่เรากลับลืมมองชีวิตระหว่างทาง ว่าที่ผ่านมาเราพยายามมามากแค่ไหน ถ้ามันมากพอแล้ว นั่นคือชัยชนะของเรา ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรเราต้องยอมรับมันให้ได้” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเราไม่เก่ง ไม่มีความสามารถจริง ๆ คงไม่มีบริษัทอื่น ๆ ติดต่อเรามาให้ไปร่วมงานกับเขา อย่าเพิ่งคิดว่าเราไม่เก่ง เรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถควบคุมมันได้ อย่างน้อยเราก็มีทางเลือกเป็นของเราเอง อย่าปิดกั้นโอกาสของตัวเอง ความผิดหวังบางอย่างในชีวิต ไม่สามารถมาตัดสินคนคนหนึ่งได้ว่าคุณคือคนที่ไม่มีคุณค่า” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ชีวิตคนเรามักมีช่วงเวลาแห่งความผิดหวัง ถ้าใครสักคนต้องหยุดพัฒนา เพียงเพราะว่าเจอกับเรื่องผิดหวัง มันก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ถ้าเราสู้ต่อในวันนี้ เราอาจเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ในวันข้างหน้า อย่าตัดสินตัวเองเร็วเกินไป” ปิดท้ายด้วย ‘หมอท้อป’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ ชีวิตของคนเรา การที่ต้องเจอกับเรื่องราวที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง ก็มักเจอกับความผิดหวัง มันเป็นความปกติที่เราจะรู้สึกแย่ไม่อยากให้เรานำความผิดหวังนั้น มาโทษตัวเองโดยการเลิกทำในสิ่งที่เราชอบ ถ้าเรามัวแต่กลับไปนึกถึงอดีตซ้ำ ๆ มันก็เหมือนเป็นการซ้ำเติมแผลในใจของเราอยู่เรื่อยมา เราควรที่จะให้กำลังใจตัวเองเยอะ ๆ อย่าเอาความรู้สึกแย่เหล่านั้นมาทำร้ายตัวเราเอง สำหรับเรื่องงาน ลองคุยกับที่ทำงานปัจจุบัน ว่านอกจากตำแหน่งหัวหน้าแล้ว ยังพอมีทางอื่นที่ทำให้เราเติบโตหรือไม่ หรือถ้ามันไม่มี ก็ลองเปิดโอกาสให้เราไปเติบโตในสถานที่ใหม่ ๆ”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

26 มี.ค. 2026

คุณพ่อเป็นคนดุมาก ตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกาย ทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆ เหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว

คุณพ่อเป็นคนดุมากตอนเด็กเราทำให้เขาไม่พอใจนิดหน่อย เขาก็ใช้ความรุนแรงทั้งคำพูดและร่างกายทำให้ทุกวันนี้เวลามีคนมาตะคอกใส่ เราจะรู้สึกแย่มาก ๆเหมือนกลายเป็นปม ตอนนี้แค่พูดถึงก็ร้องไห้แล้ว ‘คุณกานต์’ (นามสมมติ) อายุ 20 ปี เป็นสายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2569) ได้โทรเข้ามาเล่าเรื่องราวให้ 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม และหมอท้อป (นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ Me Center clinic)' ได้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องในวัยเด็กที่ถูกคนเป็นพ่อแท้ ๆ ขึ้นเสียงใส่ และทำร้ายร่างกายเป็นประจำ จนกลายเป็นภาพจำที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ‘คุณกานต์’ เล่าว่า ครอบครัวของเธอนั้นมีพี่น้อง 3 คน เธอเป็นลูกสาวคนที่ 2 ส่วนพ่อกับแม่หย่าร้างกัน ทำให้ลูก ๆ ก็จะอยู่กับฝั่งของพ่อ ซึ่งพ่อของคุณกานต์เป็นคนใจร้อน ชอบลงไม้ลงมือ ทำร้ายร่างกาย และขี้น้อยใจ เวลาใครทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ พ่อก็จะใช้ความรุนแรงอยู่เสมอ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คุณกานต์มีภาพจำที่ไม่ดีหลายอย่างต่อการกระทำที่ใช้ความรุนแรงของคุณพ่อ โดยคุณกานต์ก็ได้ยกตัวอย่าง เหตุการณ์ที่ทำให้เธอนั้นรู้สึกไม่ดีสุด ๆ เหตุการณ์แรก เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 7 ขวบ เป็นตอนที่คุณพ่อพาลูก ๆ ไปกินพิซซ่า และไปเจอแฟนใหม่ของพ่อ ซึ่งคุณกานต์ก็ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรกับการที่พ่อจะมีแฟนใหม่ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว แต่แฟนใหม่ของพ่อมาแย่งพิซซ่าส่วนของคุณกานต์ไปกิน ด้วยความเป็นเด็ก คุณกานต์ก็เกิดรู้สึกหวงของกิน และดึงพิซซ่ากลับมาทันที เมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น ก็หยิบร่มที่อยู่ใกล้ตัวมาฟาดที่ตัวคุณกานต์ และอีกเหตุการณ์ เกิดขึ้นเมื่อตอนคุณกานต์อายุ 12 ปี คุณกานต์เล่าว่า ปกติเวลาพ่อกินข้าว พ่อจะให้เธอเป็นคนเตรียมอาหารมาให้ และเมื่อกินเสร็จก็จะให้เธอเก็บ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในครอบครัว แต่วันนั้นเป็นวันที่พ่อดันอารมณ์ไม่ดี คุณกานต์เห็นเช่นนั้นจึงเกิดอาการกลัว และแสดงท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ออกมา และเมื่อพ่อเห็นเช่นนั้น จึงได้หยิบไม้กวาดมาฟาดที่หลังของเธอ ซึ่งเหตุการณ์นั้นมันก็สร้างความเจ็บปวดทั้งกายและใจให้กับคุณกานต์เป็นอย่างมาก คุณกานต์เล่าว่า ทุกวันนี้เธอและพี่น้องก็ยังคงอยู่กับพ่อ แต่ก็ไม่ได้รับการโดนทำโทษที่แรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว อาจเป็นเพราะทุกคนเริ่มโตขึ้น จึงได้รู้ว่าควรปรับตัวยังไงให้สู้กับสถานการณ์ตรงหน้าเวลาพ่อโมโหอยู่ได้ พร้อมเสริมว่าปกติแล้วในบรรดาลูกทั้ง 3 คน เธอนั้นจะเป็นคนที่โดนการกระทำที่รุนแรงใส่บ่อยที่สุด นอกจากนี้ปู่กับย่าที่รับรู้เรื่องนี้ก็ไม่เคยห้ามหรือต่อว่าพ่อที่ทำแบบนี้กับลูก ๆ อีกด้วย โดยคุณกานต์ได้บอกต่อว่า ในปัจจุบัน เวลาที่คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครก็ตาม ขึ้นเสียงหรือตะคอกใส่ สิ่งนั้นมันทำให้คุณกานต์คิดไปถึงการกระทำในอดีตของพ่อเสมอ จึงอยากให้ความรู้สึกวัยเด็กนั้นมันเบาลง เพราะคิดว่ามันคงยากต่อการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และต่อไปในอนาคต หลังจากที่ฟังเรื่องราวของคุณกานต์จบ เหล่าดีเจทั้งสามจึงได้เห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ๆ จึงส่งกำลังใจให้คุณกานต์และได้ให้ผู้เชี่ยวชาญอย่าง 'หมอท้อป' เป็นคนให้คำปรึกษาในเรื่องนี้แทน หมอท้อป ได้กล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนมาปรึกษาคุณหมอเยอะ สำหรับเรื่องความรุนแรงที่เป็นภาพจำในวัยเด็ก อย่างแรกเลยคือเป็นกำลังใจให้เลยว่า การรู้สึกแย่ไม่ใช่เรื่องแปลกและไม่ผิด เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในคนปกติ แต่ต้องบอกว่าตราบใดที่เรายังไม่ได้สมองเสื่อม ยังไงเราก็ต้องจำมันได้อยู่แล้ว แต่ว่าเราจะอยู่กับมันยังไง ให้มันมีผลกระทบกับเราน้อยที่สุด แนะนำให้ไปปรึกษาคุณหมอ มันไม่ใช่สิ่งที่จะหายได้ภายในเร็ววัน อยากให้ไปปรึกษาคุณหมอแบบลงลึก เพราะเรื่องมันก็สะสมมานานหลาย 10 ปี จะให้แก้ภายใน 15 นาทีก็เป็นไปไม่ได้ ตอนนี้อยากให้กอดตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองว่าเราสามารถผ่านตรงนั้นมาได้แล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้เราจะทำยังไงให้เรารับมือกับเขาได้ ที่เรายังอยู่กับเขาในบ้านเดียวกันได้ คือแสดงว่าเขายังมีด้านที่ดีอยู่ เรามีสิทธิ์ไม่ชอบ ไม่โอเค แต่จะลงลึกยังไง หมอแนะนำให้ควรไปปรึกษาหมอให้ลงลึกดู อาจจะลองหาโรงพยาบาลหรือคลินิกใกล้บ้าน เพราะเรื่องนี้มันผ่านมานานมาก ๆ การจะจัดการกับปัญหาตรงนี้มันเลยทำให้ต้องไปปรึกษาคุณหมอหลายครั้ง รีบหาคุณหมอก่อนที่เราจะมีโรคซึมเศร้าดีกว่า” ทางรายการพุธทอล์คพุธโทร ขอส่งกำลังใจให้คุณกานต์สามารถข้ามผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ไปได้ และมีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้นนะคะเรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

แอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง แต่เขามีเพื่อนที่ตัวติดกันตลอด เวลาเขาอยู่ด้วยกันมันดูมี something หนูแอบจิ้น แต่เขาก็ตรงสเปกหนูมาก หนูอยากทำความรู้จักเขา ทำยังไงดีคะ?

20 มี.ค. 2026

แอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง แต่เขามีเพื่อนที่ตัวติดกันตลอด เวลาเขาอยู่ด้วยกันมันดูมี something หนูแอบจิ้น แต่เขาก็ตรงสเปกหนูมาก หนูอยากทำความรู้จักเขา ทำยังไงดีคะ?

แอบชอบรุ่นพี่คนหนึ่ง แต่เขามีเพื่อนที่ตัวติดกันตลอดเวลาเขาอยู่ด้วยกันมันดูมี somethingหนูแอบจิ้น แต่เขาก็ตรงสเปกหนูมากหนูอยากทำความรู้จักเขา ทำยังไงดีคะ? ‘คุณไอติม (นามสมมุติ)’ สายที่ 5 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นแอบชอบรุ่นพี่ที่มหาลัย และอยากทำความรู้จัก แต่เขามีเพื่อนที่ตัวติดกันตลอด หรือว่าเขาอาจจะเป็นเกย์ ‘คุณไอติม (นามสมมุติ)’ อายุ 20 ปี ได้เล่าว่า ไอติมแอบชอบรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่ง ‘ชื่อเอ (นามสมมุติ)’ โดยได้เจอพี่เอที่ห้องเรียนวิชาเสรี เขาตรงสเปกมาก ลักษณะ สูง ขาว ตี๋ ช่วงแรกก็แอบมองเขา แต่ก็แอบคิดในใจ ถ้าวิชานี้ได้ทำงานกลุ่มเดียวกับเขาก็คงดี และแล้วโชคก็เข้าข้าง เมื่อถึงช่วงที่ต้องทำงานกลุ่ม กลุ่มของไอติมมี 3 คน และกลุ่มของพี่เอก็มี 3 คน อาจารย์จึงให้ทั้ง 2 กลุ่ม มาอยู่กลุ่มเดียวกัน ไอติมมักคิดในใจว่ามันฟินมาก แต่ก็ไม่ได้บอกใคร และหลังจากนั้นตอนทำงานด้วยกัน ก็จะแอบมองเขา แอบสังเกตว่าเขามีสัญญาณอะไรบ้างมั้ย หรือเขามีแฟนหรือยัง และเห็นว่ากระเป๋าของพี่เอห้อยพวงกุญแจสีชมพู ไอติมจึงถามพี่เขาไปว่า “พี่ชอบสีชมพูหรอคะ” พี่เขาก็ตอบว่า “ใช่ครับ พี่ชอบสีชมพู” นี่ทำให้ไอติมคิดว่าเธออาจจะมีสิทธิ์ เพราะวันนั้นเธอได้พกพวงกุญแจสีชมพูพอดี หรือนี่จะเป็นพรหมลิขิต! เธอจึงได้ให้พวงกุญแจนี้กับพี่เอไป พี่เอกล่าวขอบคุณ แค่นี้ไอติมก็รู้สึกฟินสุด ๆ สัปดาห์ถัดมา ขณะที่กำลังทำงานกลุ่ม ไอติมกับพี่เอนั่งคนละมุมกัน แต่ก็สังเกตเห็นว่า ‘พี่บี (นามสมมุติ)’ ที่เป็นเพื่อนผู้ชายของพี่เอ มีท่าทีแปลก ๆ เขามักจะนั่งเอนตัว เอนหัวไปซบทางพี่เอ ทั้งที่กลุ่มเขามี 3 คน พี่บีนั่งตรงกลาง พี่เอ และเพื่อนอีกคนนั่งประกบ แต่พี่บีก็เอนหัวไปทางพี่เอตลอด ไม่ไปซบเพื่อนอีกคนบ้างเลย และมีพฤติกรรมอื่นที่เห็นอีกอย่างคือ พี่เขาเล่นจกพุงกัน มองกันตาหวานน่ารัก จนสงสัยว่าเพื่อนผู้ชายเขาเล่นกันแบบนี้หรอ หรือเพราะไอติมเองที่เป็นสาววาย นอกจากนี้ยังสังเกตเห็นกระติกน้ำของพี่เอเป็นสีเขียว ซึ่งปกติเขาชอบสีชมพู หรือว่ากระติกน้ำนั้นจะเป็นคาแรกเตอร์ และเป็นสีที่พี่บีชอบ สิ่งนี้ทำให้ไอติมเริ่มเอ๊ะ …คิดว่ามันมีอาจจะมี something หรืออาจเป็นเพราะกำลังปลอบใจตัวเองอยู่ว่า ถ้าเราไม่ได้พี่เขา ก็ขอแอบจิ้นเขาแทนแล้วกัน ไอติมยังพูดต่ออีกว่า ตนนั้นเป็นสายชอบดูดวง เชื่อเรื่องดวง เลยขอให้เพื่อนช่วยเปิดไพ่ดูให้ เพราะอยากรู้ว่าพี่เขาเป็นเกย์หรือเปล่า เพื่อนก็ยอมดูให้ และบอกไว้ว่า ถ้าเปิดออกมาแล้วเป็นไพ่กลับหัว แปลว่าพี่เขาเป็นเกย์ ผลคือไพ่ออกมากลับหัว ทั้ง 2 สำรับที่เปิด ก็เลยคิดว่าคงหมดหวังแล้ว อย่างไรก็ตาม ช่วงใกล้จบคอร์ส ไอติมก็ตัดสินใจขอไอจีพี่เอไป เพราะดีกว่าการไม่พยายามเลย และได้คุยกันจนรู้ว่า เขาเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเก่า โตกว่าไอติม 1 ปี ไอติมจึงเปิดรูปของพี่เอและเล่าให้เพื่อนฟัง ปรากฏว่า เพื่อนเล่าเหตุการณ์ในอดีตว่าเคยชี้ให้ไอติมดูแล้วว่าพี่คนนี้ตรงสเปกไอติมมาก แต่ไอติมมองเห็นไม่ค่อยชัดจึงตอบไปว่า “ธรรมดาว่ะ” แต่เขาคือพี่เอ ไอติมจึงคิดว่าการที่เราวนมาเจอกันครั้งนี้เป็นพรหมลิขิตหรือเปล่า อยากทำความรู้จักกับพี่คนนี้ให้มากขึ้น และยังได้ถามพี่เอไปอีกว่า “พี่เอกับพี่บีเป็นแฟนกันหรือเปล่า” พี่เขาตอบว่า “ไม่ได้เป็นครับ” มันยิ่งทำให้คิดว่าตนนั้นมีโอกาส ควรจะทำอย่างไรต่อดี ‘ดีเจทั้งสาม’ ได้ฟังจบก็มีเสียงหัวเราะไปกับความน่ารักของไอติม และมีความเห็นตรงกันว่า คุณไอติมควรสู้ต่อไปโดยการชวนคุยไปเรื่อย ๆ หรือทักข้อความในอินสตาแกรม โดยดีเจต้นหอมได้แนะนำให้เริ่มจากการทักสตอรี่และแสดงความสนใจในสิ่งที่พี่เขาลง ส่วนดีเจเผือกได้เตือนไม่ให้ซื้อของให้ในตอนนี้เพราะอาจจะดูน่าตกใจเกินไป และแซวขำ ๆ ว่าให้พวงกุญแจครั้งแรกเขาก็คงตกใจแย่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขอเป็นกำลังใจให้คุณไอติม ถ้าหากคุณไอติมต้องการแค่จิ้นก็สามารถทำต่อไปได้ แล้วกลับมาอัปเดตผลลัพธ์ด้วยนะ ว่าสุดท้ายแล้วพี่เอจะลงเอยกับพี่บีหรือคุณไอติมกันแน่เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่น แล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อ ถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไง ตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ?

20 มี.ค. 2026

เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่น แล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อ ถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไง ตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ?

เห็นแม่เด็กเอาที่คีบขนมในร้านเบเกอรี่ให้ลูกเล่นแล้วเด็กซนเอาที่คีบขนมไปหนีบขนหน้าแข้งพ่อถ้ามีคนมาหยิบใช้ต่อจะทำยังไงตัดสินใจถามพนักงาน แต่เขาจะมองว่าเราเรื่องมากมั้ยคะ? ‘คุณมิกิ (นามสมมุติ)’ สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้เข้ามาปรึกษา 'ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นเห็นเด็กเอาที่คีบขนมปังจากร้านค้าไปเล่น จนอาจทำให้ที่คีบนั้นไม่สะอาดได้ ‘คุณมิกิ (นามสมมุติ)’ อายุ 27 ปี ได้เล่าว่า คุณมิกิได้ไปซื้อขนมในร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่ง ที่จะนำขนมมาวางขาย ส่วนลูกค้าจะต้องหยิบถาดกับที่คีบเพื่อคีบขนมเอง ระหว่างที่คุณมิกิกำลังยืนต่อแถวรอจ่ายเงิน เธอสังเกตเห็นแม่ลูกคู่หนึ่งที่กำลังเลือกขนมอยู่ คนเป็นแม่ได้หยิบที่คีบให้กับลูก แต่พฤติกรรมของเด็กวัยกำลังซน ก็เอาที่คีบขนมนั้นไปคีบเล่น ทั้งคีบตัว คีบก้นแม่ คีบเสื้อแม่ และยังเอาไปคีบขาพ่อ คีบขนหน้าแข้งของพ่ออีกด้วย คุณมิกิเห็นแบบนั้นแล้ว เธอรู้สึกว่าไม่สมควรอย่างมาก เพราะที่คีบขนมนี้จะต้องมีคนอื่นนำไปใช้คีบขนมต่ออย่างแน่นอน ขณะนั้นพนักงานเองก็ไม่เห็น ไม่มีใครสังเกต และคิดว่าถ้าปล่อยไปพนักงานก็คงไม่รู้ด้วยว่าว่าที่คีบนี้โดนเอาไม่ใช้แบบไม่สมควรแล้ว เพราะปกติแล้วถาดและที่คีบจะถูกวนเอากลับไปวางที่เดิมหลังจากจ่ายเงินเสร็จ เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจเดินไปถามพนักงานว่า “ขอโทษนะคะ ปกติที่คีบขนม ก่อนที่จะเอามาวนใช้ ได้ล้างก่อนมั้ยคะ” หลังพนักงานได้ฟังคำถามจากคุณมิกิ พนักงานก็ทำท่ามึนงง แต่ยังไม่ได้ตอบอะไร คุณมิกิจึงอธิบายเพิ่มว่า “พอดีเห็นว่ามีเด็กเอาไปคีบเล่นค่ะ” พนักงานก็ตอบกลับมาว่า “อ๋อ ล้างค่ะ” แต่รีแอคชั่นในการตอบกลับดูนิ่ง ๆ คุณมิกิกลัวว่า พนักงานอาจคิดว่าเธอเรื่องเยอะ แต่อย่างไรเธอก็ต้องถาม เพราะมันคาใจจริง ๆ ร้านนี้เป็นร้านโปรด และมาซื้อบ่อยมาก เธอแค่อยากถามให้ชัวร์ เพื่อความสบายใจของตัวเองจึงอยากฟังความคิดเห็นจากพี่ ๆ ดีเจว่าสิ่งที่เธอทำมันดูมากและดูซีเรียสเกินไปมั้ยคะ? ‘ดีเจทั้งสาม’ มีความคิดเห็นตรงกันว่า สิ่งที่คุณมิกิทำคือถูกต้องแล้ว แต่ที่รีแอคชั่นของพนักงานดูนิ่ง ๆ อาจจะเพราะว่าเขายังไม่เข้าใจคำถามและสถานการณ์ทั้งหมด ถ้าคุณมิกิสื่อสารให้ครบ เล่าสถานการณ์ก่อนถามคำถาม เช่น บอกไปว่า “พอดีมีเด็กเอาที่คีบไปคีบขา ช่วยล้างหน่อยนะคะ” เขาจะเข้าใจกว่า นอกจากนี้คุณมิกิยังฝากถึงผู้ปกครองที่มีลูกเล็กอีกว่า “อยากให้ดูแลลูกมากกว่านี้ เข้าใจว่าเด็กซนเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับอาหารมันก็ต้องซีเรียสเรื่องความสะอาด”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

เราชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เหงาอยากมีคนใหม่ แต่ถ้าเรามีแฟน ก็กังวลเรื่องลูกอีก จะจัดการกับความคิดที่ขัดแย้งกันในใจแบบนี้ยังไงดีคะ

19 มี.ค. 2026

เราชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เหงาอยากมีคนใหม่ แต่ถ้าเรามีแฟน ก็กังวลเรื่องลูกอีก จะจัดการกับความคิดที่ขัดแย้งกันในใจแบบนี้ยังไงดีคะ

เราชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เหงาอยากมีคนใหม่แต่ถ้าเรามีแฟน ก็กังวลเรื่องลูกอีกจะจัดการกับความคิดที่ขัดแย้งกันในใจแบบนี้ยังไงดีคะ ‘คุณดิว (นามสมมติ)’ อายุ 42 ปี สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (18 มีนาคม 2569) ได้ส่งเรื่องเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล – ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่ตนนั้นโสดมานาน ส่วนลูกก็เริ่มโต ใจอยากมีคนใหม่ แต่ก็ยังไม่กล้า โดย ‘คุณดิว (นามสมมติ)’ ได้เล่าว่า “เราเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว อาศัยอยู่ที่อเมริกา เลิกกับสามีมาได้หลายปีแล้ว มีลูกด้วยกันหนึ่งคน ซึ่งตอนนี้ลูกได้อยู่กับเรา ส่วนพ่อของลูกจะมาหาลูกบ้างเป็นบางครั้ง อย่างมากก็สัปดาห์ละครั้ง ในตอนที่เราเลิกกับสามีใหม่ ๆ ตอนนั้นลูกของเรามีอายุประมาณ 9 ขวบ ซึ่งเราเองก็อยากโฟกัสกับการเลี้ยงลูกให้เต็มที่ อยากมีเวลาให้ลูกเยอะ ๆ เลยเป็นสาเหตุที่เราไม่ได้ออกเดต หรือคุยกับใครใหม่เลยตั้งแต่เลิกกับสามี ปัจจุบันลูกของเรามีอายุประมาณ 14 - 15 ปีแล้ว เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น มีโลกส่วนตัวมากขึ้น ติดเพื่อน เริ่มไม่ใช้ชีวิตอยู่กับเราเท่ากับเมื่อก่อน เราเองก็เริ่มมีความรู้สึกเหงา เราทำงานอยู่ที่บ้านเป็นประจำค่ะ ปกติแล้วเวลาว่างที่เหลือจากการทำงาน เราก็จะเล่นกับลูกตลอด แต่ช่วงหลังนี้ เราได้แต่เล่นกับน้องหมาในบ้าน หรือนอนดูซีรีส์คนเดียวแทน บางครั้งเราก็โทรไปหาเพื่อน หรือหาเวลาไปนั่งเล่นด้วยกันกับเพื่อน ๆ แต่ด้วยความที่ทุกคนอยู่ต่างเมืองกัน เราเลยไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะได้มาเจอกันบ่อย ๆ จุดเปลี่ยนในชีวิตคือสิ้นปีที่ผ่านมา เราเดินทางกลับไทยเป็นเวลา 3 อาทิตย์ แต่ลูกไม่ได้กลับมากับเรา ด้วยความที่เขาอยากที่จะอยู่เที่ยวกับเพื่อนที่อเมริกา เราจึงให้ลูกไปอยู่กับพ่อของเขา ในตอนที่เรากลับมาถึงเมืองไทย เราได้ไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน ๆ มันเลยทำให้เรารู้สึกสนุกมาก แต่เมื่อเรากลับมาที่อเมริกา เรากลับรู้สึกเหงา และโดดเดี่ยว บวกกับที่ลูกมีโลกส่วนตัวมากขึ้น เราเลยเริ่มมีความคิดที่อยากจะหาใครสักคนมาอยู่กับเรา เพื่อน ๆ ก็เชียร์ให้ลองไปเดตสักครั้ง เพราะเราเองก็โสดมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว แต่เราก็ได้แต่ย้อนกลับมาถามตัวเองว่าเราอยากมีแฟนจริง ๆ หรอ ในเมื่อเราชอบอยู่คนเดียว เรารู้สึกสบายใจที่ไม่ต้องแต่งหน้าเพื่อเอาใจใคร แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็คิดว่าถ้ามีเพื่อนสักคน ไปไหนมาไหนด้วยกันมันก็คงจะดี แต่อีกมุมหนึ่งก็คิดว่าอยู่โสดแบบนี้มันก็ดีแล้ว เหมือนเรามีความคิดมากมายเต็มไปหมด เราชอบอยู่คนเดียว แต่ก็เหงาอยากมีเพื่อน แต่ถ้าเรามีแฟนเราก็กังวลเรื่องลูกอีก เราจะจัดการกับความคิดที่ขัดแย้งกันในใจแบบนี้ยังไงดีคะ หรือว่ามีตัวเลือกอื่นในชีวิตไหม ที่เราสามารถใช้ชีวิตกับความรู้สึกที่ชอบอยู่คนเดียว แต่อีกใจก็อยากมีใครสักคนหนึ่งบ้าง” เริ่มต้นที่ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “ถ้าเป็นเรา จะไม่คิดมาก Go with the flow ปล่อยตัว ปล่อยใจ ไปตามสถานการณ์ ไม่อยากให้ไปกำหนดกฏเกณฑ์ในชีวิต บางอย่างถ้ามันยังไม่มีคำตอบ ก็จะไม่ไปคิดมากกับมัน ปล่อยให้ชีวิตค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป แล้วสักวันหนึ่ง อาจจะมีทางเลือกสักทางที่มันเหมาะกับเรา ทุก ๆ อย่างมันต้องใช้เวลา ประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาจะสอนเรามากขึ้น” ทางด้านของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “นี่คือช่วงเวลาที่เราจะได้สนุกกับชีวิต มันเหมือนเป็น Holiday ของเรา เชียร์ให้ลองออกเดตดูสักครั้ง แต่ไม่ต้องกดดันตัวเองว่าจะต้องหาให้ได้ เพราะชีวิตเราดีอยู่แล้ว แม้ว่าในบางมุมการมีคู่ชีวิต การมีเพื่อนมันก็อาจจะดีกว่า อยากให้ลองเดตโดยที่ไม่คาดหวังกับชีวิต ถ้าวันหนึ่งเราได้เจอกับคนที่ทำให้เรารู้สึกดีที่มีเขา มากกว่าการอยู่คนเดียว ก็ไปต่อ แต่ไม่อยากให้ปิดกั้นตัวเอง มันไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้นใหม่” ทางด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้คำปรึกษาว่า “เข้าใจว่าเวลาที่เราจะเริ่มเดตกับใครสักคน เรามักมีความรู้สึกกลัว ยิ่งเราอยู่คนเดียวมานานมากแล้วมันจะทำให้เรากลัวมากขึ้น เราสามารถลองเดตสักครั้งโดยที่ไม่ต้องคาดหวัง ไม่ต้องตั้งเป้าหมายว่าเราจะต้องมีใครสักคนให้ได้ แต่ถ้าวันหนึ่งที่เราได้เจอใครสักคนที่เราถูกใจ เราก็แค่เปิดโอกาส อีกทางเลือกหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องนี้ อยากให้เราลองหาเป้าหมายอื่น ๆ ให้กับชีวิต เช่น การที่เราจะลดน้ำหนัก หรือทำกิจกรรมบางอย่างที่เราอยากทำ อะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าเราไม่มีโอกาสที่จะได้ทำ ในตอนที่เราอยู่กับลูก เมื่อเราได้ลองทำแล้ว จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวเองได้เจอสังคมใหม่ ๆ นี่คือช่วงเวลาของเรา”เรื่องราวทั้งหมดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

28 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากแบงค์เกนสไตล์ 'โดนของที่บ่อน' l อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตน์ [ 24 มี.ค.2569 ]

การเดินทางสู่ชีวิตในบ่อนที่ฝันใฝ่ โดยไม่รู้เลยว่าพื้นที่แห่งนี้อันตรายมากกว่าที่คาดคิด… หญิงสาวที่แฝงไปด้วยความน่ากลัว เสียงเรียกร้องที่ดังขึ้นในความฝันครั้งสุดท้าย ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ นำไปสู่วินาทีแห่งความตายที่เขานั้นต้องหลุดพ้นออกมาจากมันให้ได้…เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X แบงค์เกนสไตล์’ (24 มีนาคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘โดนของที่บ่อน’ เรื่องราวนี้ ‘แบงค์เกนสไตล์’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณเจ’ เจ้าหน้าที่เวรเปลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง คุณเจมีความฝันที่อยากไปใช้ชีวิตในบ่อนดูสักครั้ง ด้วยจังหวะชีวิตในตอนนั้น คุณเจได้รับเงินโบนัสจำนวนหนึ่งจากการทำงาน เขาจึงเริ่มเตรียมเงิน และหาข้อมูลในการไปเที่ยวบ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านตามความฝันของเขา คุณเจได้ติดต่อกับทัวร์บริษัทหนึ่งเพื่อสอบถามข้อมูลในการไปเที่ยวสถานที่แห่งนั้น ด้วยความที่ คุณเจมีอายุไม่มากนัก และยังดูเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง เจ้าของทัวร์จึงได้ตักเตือนให้เขามีสติอยู่เสมอเมื่อเดินทางไปถึงบ่อนรวมทั้งยังเตือน คุณเจให้ระมัดระวังผู้หญิงในสถานที่แห่งนั้นไว้ให้ดีคุณเจเดินทางไปถึงบ่อนขนาดใหญ่ในประเทศเพื่อนบ้าน ก็ได้มีผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อว่าจันทร์ เข้ามาต้อนรับ และคอยดูแล คุณเจตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น หลังจากที่คุณเจได้สนุกสนานกับการเล่นเกมในบ่อนแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ได้มีการตกลง ชักชวนคุณจันทร์ไปร่วมสนุกต่อกันที่ห้องของคุณเจเมื่อกลับมาถึงห้องพัก คุณเจกลับพบว่า คุณจันทร์นั้นไม่ได้มีหน้าตาที่สวยงาม เหมือนกันตอนที่อยู่ในบ่อน แต่เขาก็ไม่ติดใจเรื่องนี้ และคิดว่าไม่เป็นไรจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ก่อนที่ทั้งสองจะร่วมสนุกกันในห้อง จันทร์ได้ขอตัวเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ และล้างหน้าของเธอ ขณะที่คุณเจนั่งรอคุณจันทร์อยู่นั้น เขากลับได้ยินเสียงพึมพำคล้ายบทสวดบทหนึ่ง ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบในห้อง ก่อนที่คุณจันทร์จะเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มเครื่องสำอางค์ ด้วยความกลัว คุณเจจึงขอปฏิเสธที่จะอยู่ในห้องนี้ต่อไป และชวนคุณจันทร์แต่งหน้า แต่งตัวเพื่อออกไปเที่ยวด้วยกัน และแยกย้ายกันในตอนหลังคุณเจ เดินทางกลับมาถึงห้องของตนเองด้วยเซนส์บางอย่างที่กำลังเตือนเขา คุณเจจึงขอย้ายห้องกะทันหัน ด้วยสัญชาตญาณที่กำลังบอกให้เขาหนีบางสิ่งบางอย่างออกมา ด้วยความสงสัย คุณเจได้แอบกลับไปดูห้องเดิมของตนเองอยู่ห่าง ๆ และพบว่าคุณจันทร์ได้กลับมาที่ห้องเดิมของเขา ก่อนที่จะเข้าไปทำบางสิ่งบางอย่างในห้องก่อนที่จะกลับไปหลังจากที่... คุณเจได้เดินทางกลับมาจากสถานที่อโคจรแห่งนั้น ขณะที่เขากำลังนอนหลับพักผ่อนจู่ ๆ เขาก้ได้ฝันถึงจันทร์ หญิงสาวจากบ่อนที่เขาเคยเที่ยวสนุกด้วยกัน ในฝันนั้นทั้งสองกำลังร่วมรักกัน โดยคุณจันทร์ได้ขึ้นคร่อมอยู่บนตัวของคุณเจ พร้อมกับพนมมือ และพูดว่า ‘กลับมาสิ กลับมาหาฉัน’ความฝันในคืนนั้นทำให้หัวใจของคุณเจ เต้นแรงจนเกินกว่าคนปกติ และด้วยใจลึก ๆ ของเจก็มีความรู้สึกว่า เขาอยากกลับไปสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง เมื่อเขาได้เล่าเรื่องนี้ให้กับพี่ ๆ ที่รู้จัก ทุกคนต่างเตือนคุณเจว่า เรื่องนี้มันคล้ายกับการโดนของ คุณเจจึงได้นึกถึงช่วงเวลา ที่เขากับคุณจันทร์ได้เที่ยวด้วยกัน ในตอนนั้นคุณจันทร์ดูมีท่าทีที่แปลกไป คล้ายกับคนที่มีพิรุธ เหมือนกำลังจะพยายามทำอะไรบางอย่างในคืนต่อมา คุณเจได้ฝันแบบเดิมอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้หัวใจของเขาได้เต้นแรงจนดับสิ้นไป คุณเจ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิตของเขาเอาไว้ ขณะเดียวกัน แม่ของคุณเจได้รีบเดินทางมาหาเขา ทั้งที่ไม่มีใครแจ้งเรื่องนี้ให้แม่เขาทราบเลย แม่ของคุรเจจึงได้บอกทุกคนว่า ขณะที่แม่นั่งสมาธิจู่ ๆ รูปสมัยเด็กของคุณเจได้ร่วงหล่นตกลงมาแตก พร้อมกับมีเสียงของย่าทวดพูดขึ้นมาว่า ‘ลูกมึงกำลังลำบาก ไปช่วยหลานกูด้วย’เมื่อคุณเจ ฟื้นขึ้นมาเขาได้บอกว่า ในตอนที่เขาสลบไปเขากลับได้ยินเสียงแม่ของเขา และมือของแม่ได้เข้ามาดึงเขาไว้ จนหลุดพ้นจากช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ คุณเจได้หาวิธีการแก้ของโดยการดื่มน้ำมนต์ และอาบน้ำมนต์ ทันทีที่คุณเจดื่มน้ำศักสิทธิ์นั้นเข้าไป เขาก็ได้อ้วกนำสิ่งชั่วร้ายออกมาจนหมด และเขาต้องทำแบบนี้ติดต่อกันมาเรื่อย ๆ เป็นเวลา 3 เดือน จนสุดท้ายแล้ว ทุกคนได้สืบเรื่องราวเหล่านี้จนได้ทราบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันยิ่งกว่าการเล่นของใส่เพื่อหวังทรัพย์สิน หากย้อนกลับไปในตอนที่คุณเจนั้น ถูกสอบถามจากทัวร์แห่งหนึ่ง ถึงอายุ การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ ด้วยความที่คุณเจอายุยังน้อย ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรง และเป็นที่ต้องการของกลุ่มผู้ค้าขายอวัยวะรวมถึงกลุ่มผู้หญิงที่คอยบริการอยู่ในสถานที่แห่งนั้น บางกลุ่มได้มีการตั้งสำนักเป็นของตัวเอง เพื่อเล่นของมาดึงดูดลูกค้า บางคนก็ถูกหลอกล่อให้หมดตัว ส่วนบางคนก็ต้องหายสาบสูญไปโดยที่ไม่มีใครทราบ การไปในสถานที่อโคจรแห่งนี้ จึงเป็นพื้นที่อันตราย มากกว่าที่ทุกคนคาดคิด…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณขวัญ 'ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้' l อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา [ 17 มี.ค.2569 ]

24 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณขวัญ 'ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้' l อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา [ 17 มี.ค.2569 ]

ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้... คำอฐิษฐานจากผู้เป็นแม่ เมื่อความฝันแปลกประหลาดเกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ กับการมองเห็นเงาดำเลือนลางที่ปรากฏตรงหน้า นำไปสู่ภาพในฝันอันสวยงาม ที่กลับกลายเป็นเส้นระหว่างความเป็น และความตาย!! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ภณ - มุกดา’ (17 มีนาคม 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตายในครั้งนี้’ ‘คุณขวัญ’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของตนเอง ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อคุณขวัญฝันเห็นงูสองตัว พยายามที่จะเลื้อยเข้ามาในบ้านของเธอ ในฝันนั้นเธอพยายามที่จะเรียกให้พ่อของเธอ เข้ามาช่วย เมื่อพ่อของเธอได้วิ่งเข้ามาพร้อมกับทุบตีงูตัวหนึ่ง ส่วนงูอีกตัวหนึ่งได้เลื้อยเข้ามาในบ้านของเธอแบบไม่ทันตั้งตัว จากนั้นความฝันในครั้งนี้ก็ได้จบลง…หลังจากผ่านเรื่องราวความฝันมาได้เพียง 2 - 3 วัน คุณขวัญได้ตรวจพบว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ หลังจากนั้นตลอดระยะเวลาที่เธอตั้งครรภ์ คุณขวัญมักจะฝันเห็นงูตัวเดียวกันกับในฝันคราวก่อน ที่มันนั้นได้เลื้อยเข้ามาในบ้านของเธออยู่บ่อย ๆ งูตัวนั้นมีลักษณะสีดำ ลำตัวยาวเลื้อยอยู่ตามมุมต่าง ๆ ในบ้านของเธอ และได้เลื้อยเข้ามานอนขดอยู่ข้าง ๆ ท้องของเธออีกด้วย เมื่อคุณขวัญตั้งครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ และถึงช่วงเวลาที่เธอจะต้องเข้าไปตรวจร่างกายกับคุณหมอจู่ๆ มือ และเท้าของเธอก็เริ่มบวม จนรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ รวมทั้งน้ำหนักเธอนั้นเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 10 กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 วัน ซึ่งสาเหตุทางการแพทย์ คืออาการของครรภ์เป็นพิษทำให้ในวันนั้นคุณขวัญ จะต้องเข้าแอดมินฉุกเฉินในโรงพยาบาล ในคืนหนึ่งขณะที่ คุณขวัญนอนนับเวลาถอยหลังที่จะคลอดลูกของเธอในอีกไม่นาน ในตอนนั้นเธอได้มีอาการปวดหัว และเริ่มปวดหนักขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคุณขวัญลืมตาตื่นขึ้นมา เธอก็ได้พบกับเงาขนาดใหญ่สีดำเลือนลาง ยืนอยู่ปลายเตียงของเธอ แต่ด้วยสัญชาตญาณความเป็นแม่ และความห่วงลูกของเธอ คุณขวัญจึงไม่สนใจเงาดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ และรีบลุกออกจากเตียงไปเรียกหาพยาบาลให้เข้ามาช่วยเธอในตอนนั้น เมื่อคุณขวัญกลับเข้ามาในห้อง พร้อมกับพยาบาลผู้ช่วย เธอก็ยังคงมองเห็นเงาดำเลือนลางนั้นอยู่ในห้องของเธอ ขณะเดียวกันพยาบาลได้ฉีดยาให้กับตัวของคุณขวัญ ทันทีใดนั้นเธอก็มีอาการร้อนรุ่มอยู่ในตัว ก่อนที่ภาพทั้งหมดของเธอจะตัดหายไปเมื่อคุณขวัญรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้ง กลับพบว่าตัวของเธอเองนั้น กำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งดอกไม้แห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยสีสันสวยงาม ท้องฟ้าสีสดใสปุยเมฆล่องลอยไปมาบนท้องฟ้า สิ่งเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกเพลิดเพลินกับความสวยงามตรงหน้า แต่จู่ ๆ คุณขวัญได้ฉุดคิดขึ้นมาว่า…‘เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่เรากำลังจะคลอดลูก’ ทันทีที่สิ้นเสียงความคิดในใจคุณขวัญจึงได้พูดขึ้นมาว่า ‘ข้าพเจ้าขอปฏิเสธความตาย และทุกเงื่อนไขที่ท่านเสนอให้ในครั้งนี้’เมื่อสิ้นเสียงคำพูดของตัวเธอเอง จู่ ๆ จากภาพสวนดอกไม้สวยงามที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าของเธอ ก็ได้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในโรงพยาบาล ในทันใดนั้น คุณขวัญก็อาเจียนออกมาหนักมาก แต่สุดท้าย เธอก็ได้คลอดลูกอย่างปลอดภัยในค่ำคืนนั้น เวลาผ่านไปได้ไม่นาน ในตอนที่คุณขวัญได้ออกจากโรงพยาบาล กลับมาพักอยู่ที่บ้านของตนเอง ขณะที่เธอกำลังนั่งเล่นอยู่บริเวณหน้าบ้านของเธอจู่ ๆ เธอก็มองเห็นเงาสีดำ ซึ่งเป็นเงาเดียวกับที่เธอเคยเห็นที่โรงพยาบาลยืนอยู่หน้าบ้านของเธอ แต่ในคราวนี้ เธอกลับเห็นมันชัดเจนมากยิ่งขึ้น เงานั้นมีรูปร่างใหญ่ สีดำสนิท และสวมใส่โจงกระเบนสีแดง ลักษณะคล้ายกับยมทูต คุณขวัญพยายามที่จะมองไปที่ใบหน้าของเงาดำ แต่ยิ่งพยายามมองเท่าไหร่ ก็มองไม่เห็นมันสักทีในตอนนั้น คุณขวัญได้รีบนำเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณพ่อ และสามีของเธอได้ทราบ พร้อมกับขอความช่วยเหลือให้พ่อของเธอช่วยจุดธูปเพื่อบอกกับเจ้าที่ในบ้านว่า ขออนุญาตให้เดินทางเข้าบ้านได้ ส่วนสามีของเธอก็ได้ขึ้นไปบนห้องพระไปบอกกล่าวสิ่งศักสิทธิ์ จู่ ๆ ไฟที่บ้านก็ได้ดับลงในทันที จากนั้นพ่อของคุณขวัญก็ปักธูปลงไปในกระถาง ไฟในบ้านของเธอก็ได้ติดขึ้นมาอีกครั้ง ในขณะเดียวกันคุณขวัญก็ได้มีอาการหน้ามืด และได้ยินเสียงหัวเราะของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมา และเงียบหายไป หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นอีกเลย…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

20 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากซัน สตอรี่ไลฟ์ 'ห้องสยอง ผีต่างเเดน' l อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ [ 10 มี.ค.2569 ]

ห้องพักฟรี อาหารพร้อม คือข้อเสนอที่ทำให้คุณดิว ตัดสินใจไปทำงานในสถานบันเทิงต่างประเทศ แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ คือต้องอยู่ร่วมกับ "รูมเมทปริศนา" ที่มาพร้อมกับเสียงรองเท้าส้นสูงยามค่ำคืน พร้อมเสียงครืดด... คล้ายเล็บขูดผนัง และความหลอนของอาถรรพ์ที่ช่วยเรียกแขกทำให้ร้านมีลูกค้าเต็ม แต่สำหรับคุณดิวแล้วนี่คือเรื่องราวสุดสยองที่เธอต้องเผชิญจนวินาทีสุดท้ายก่อนกลับไทย… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X ซัน สตอรี่ไลฟ์ (10 มี.ค. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจโซเซฟ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘ห้องสยอง ผีต่างเเดน’ เรื่องราวนี้เป็นประสบการณ์ของคุณดิว ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ดิวกำลังหางานเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว แต่หาเท่าไหร่ก็ยังไม่ได้งาน จนวันหนึ่งมีคนรูจักแนะนำให้ไปทำงานในสถานบันเทิงที่ต่างประเทศใกล้ ๆ ใจหนึ่งดิวก็กลัว เพราะเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว จะไปอยู่ต่างประเทศลำพังได้อย่างไร แต่พอติดต่อกับเอเจนซี่แล้ว ก็สบายใจขึ้นเมื่อรู้ว่า จะมีเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ด้วยแถมยังมีทั้งที่พัก และอาหารให้ เธอจึงเริ่มเห็นว่าดี และตอบตกลงทำสัญญาไป เมื่อไปถึงก็มีรถมารับ ในรถมีผู้หญิงอยู่ 2-3 คน คาดว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน เธอก็ไม่ได้คิดอะไร ลักษณะที่พักของเธอเป็นอพาร์ทเมนต์สูง 4 ชั้น และเธออยู่ชั้น 4 สภาพห้องโอเค กว้างขวางคล้ายคอนโด ด้านในห้องมี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว และห้องโถงใหญ่อีกที โดยในห้องนอนจะมีเตียง 2 ชั้น ซึ่งเธอก็ขนของขึ้นมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่นั่งรถมาด้วยกัน เมื่อสำรวจห้องแล้ว เอเจนซี่ก็เรียกมาคุยเรื่องกฎระเบียบการอยู่ร่วมกัน และให้เลือกว่าแต่จะนอนห้องไหนเตียงไหน คุณดิวเลือกเป็นเตียงชั้นบน ห้องแรกที่ติดห้องนั่งเล่น และมีเพื่อนที่เธอเพิ่งทำความรู้จักไปเป็นรูมเมทนอนเตียงชั้นล่าง หลังจากนั้นพวกเธอก็ได้เริ่มงาน และจะเลิกงานตี 2-3 ของทุกวัน ตัวคุณดิว บางวันเลิกงานเร็ว เธอก็จะกลับมาพักผ่อนก่อน เมื่อกลับมาถึงก็จะยังไม่มีใครอยู่ในห้อง เธอจึงนั่งเล่นโทรศัพท์ พักผ่อนตามอัธยาศัย แต่ไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงส้นสูงจากข้างนอก เสียงคล้ายคนเดินขึ้นบันไดมา เสียงนั้นใกล้ขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงชั้น 4 และเดินต่อมาหยุดที่หน้าห้องเธอ คุณดิวได้ยินเสียงเหมือนกับว่าคนด้านนอกกำลังไขกุญแจห้องอยู่ เธอไม่ได้คิดอะไร เพราะคงเป็นเพื่อนร่วมงานที่เลิกเร็วเหมือนกัน จากนั้นประตูก็เปิด เสียงรองเท้าคู่นั้นก็เดินเข้าห้องมา แต่ที่แปลกคือเธอได้ยินเสียง “ครืดด…” ลากยาว คล้ายคนเอาเล็บเดินขูดตามผนังห้อง เธอเริ่มไหวตัวรู้สึกถึงอันตราย คนด้านนอกอาจเป็นโจรก็ได้ เสียงขูดผนังนั้นลากยาวมาหยุดที่หน้าห้องของเธอ และพยายามที่จะเปิดประตู คุณดิวกลัวมากแต่ทำได้แค่นั่งกอดหมอนแน่น เงียบเสียง และมองไปที่กลอนประตูที่กำลังถูกเขย่าโดยใครสักคนที่อยู่ด้านนอก แถมยังได้ยินเสียง ฮัมเพลงเบา ๆ เป็นทำนองจากเธอคนนั้น คุณดิวไม่รู้เลยว่าคนด้านนอกต้องการอะไร และเพลงที่ฮัมฟังดูไม่คุ้นหู ไม่ใช่เพลงไทยแน่ ๆ แต่ออกไปทางเพลงมลายู คุณดิวกลัวมากแต่ก็ทนเงียบฟังจนกระทั่ง ทั้งเสียงฮัมเพลง และการเขย่าประตูนั้นหยุดไป เวลาประมาณตี 3 เพื่อนของคุณดิวกลับห้องมา เมื่อเห็นว่าคราวนี้เป็นเพื่อนจริง ๆ เธอจึงสบายใจ และหลับไปโดยไม่รู้ตัว และหลังจากว่านั้นเธอก็รู้สึกได้ว่า ที่นี่ต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่แต่เธอก็ยังใช้ชีวิตปกติของเธอต่อไปตัวคุณดิวเคยเป็นภูมิแพ้แบบหนักมาก เมื่อเจอควันบุหรี่ อาการแพ้ของเธอจะเป็นหนัก และวันหนึ่งในขณะทำงาน ต้องอยู่กับลูกค้าที่สูบบุหรี่ จึงทำให้วันต่อมาเธอต้องลาป่วยไปทำงานไม่ได้เธอไปหาหมอ และได้ยาแก้แพ้มาเมื่อถึงห้องเธอกินยาก่อนเลย เพื่อที่จะได้นอนพักผ่อน เพราะโดยปกติฤทธิ์ยาแก้แพ้จะทำให้ง่วง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมเธอนอนไม่หลับ ทั้งที่ก็ง่วงมาก สักพักก็เริ่มได้ยินเสียงส้นสูงเดิน และเสียงขูดเล็บ แบบที่เคยได้ยินก่อนหน้า เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง ก็เขย่าลูกบิดประตู ฮัมเพลง แต่ไม่เปิดเข้ามา เช่นอย่างเดิมไม่มีผิด ต้องความที่ง่วงมากจากฤทธิ์ยา คุณดิวจึงทำใจไว้แล้ว เพราะเธอในสภาพนี้คงหนีไปไหนไม่ได้ แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีไม่นานเพื่อนร่วมห้องเธอเปิดประตูเข้ามา และเสียงของบุคคลปริศนาที่ทำให้คุณดิวกลัวนั้น ก็หายไปดื้อ ๆ เมื่อเพื่อนเปิดประตูมา ก็พบว่า คุณดิวหน้าซีดมาก แต่คุณดิวก็ไม่ได้เล่าอะไรให้เพื่อนฟัง เพื่อนจึงเดินเข้าไปในครัวก่อนที่เธอจะหลับลงด้วยความสบายใจที่ในที่สุดเพื่อนกลับมา วันถัดมา คุณดิวเลิกงานเร็วกลับมาที่ห้อง และได้ยินเสียงเดินเช่นเดิมอีก แต่ครั้งนี้เสียงรองเท้าส้นสูงคู่นั้น เดินตรงไปที่ครัว ก่อนจะเริ่มได้ยินเสียงคล้ายหยิบมีด 2 เล่ม มาถูกกันเสียงแหลมเล็กแสบหู รวมกับเสียงฮัมเพลงทำนองจังหวะเดิมที่เคยได้ยิน ระหว่าง ที่กำลังตกใจพยายามโทรเพื่อน แต่โทรเท่าไหร่เพื่อนก็ไม่รับสาย เพราะกำลังทำงานอยู่ คุณดิวจึงแข็งใจ และพยายามข่มตานอนให้หลับ จนเช้าวันรุ่งขึ้นที่เพื่อนกลับมา คุณดิวจึงเล่าให้เพื่อนฟังว่าเธอเจออะไร เพื่อนกลับตอบมาว่า “เอาขนมไปไหว้เขายังล่ะ รู้มั้ยว่าคนก่อนหน้านี้เขาไหว้แล้วเขาได้ลูกค้าเต็มเลยนะ” แต่คุณดิวรู้สึกว่า ไม่เกี่ยวกัน นี่กำลังเจอผีอยู่นะ จะให้ไปไหว้อะไร ไม่เอาหรอก ทั้งคู่จึงไม่ได้คุยกันต่อ คุณดิวก็อยู่แบบนั้นมาเรื่อย ๆ จนถึง 1 วันสุดท้ายก่อนหมดสัญญา คืนนี้คุณดิวจึงไปนอนห้องแฟน ส่วนเพื่อน ๆ ก็อยู่ที่อพาร์ทเมนต์เดิมกันครบทุกคน ช่วงประมาณตี 4 เพื่อนของคุณดิวได้โทรมาด้วยน้ำเสียงโวยวายว่า “มึงอยู่ไหน! มึงรู้มั้ย สิ่งที่มึงเล่าให้กูฟังอ่ะ กูเจอแล้วนะเว้ย เขากำลังสับหมูแล้วฮัมเพลงอยู่เนี่ย” คุณดิวก็ไม่รู็จะช่วยเพื่อนยังไง ได้แต่บอกไปว่า “รออยู่ในห้องอย่าออกไปไหนนะ” และเช้าวันรุ่งขึ้นก็รีบโทรหาเพื่อนด้วยความเป็นห่วง เพื่อนได้เล่ารายละเอียดให้ฟังว่า ขณะนั้นพวกเธออยู่ในห้องกัน 2 คน สักพักนึงก็ได้ยินเสียง สับ! สับ! สับ! และฮัมเพลง ตามด้วยเสียงเหมือนคนเดินเอาเล็บขูดผนังทั่วห้อง ครืดด…ครืดด… แถมยังมีเสียงหัวเราะก้องกังวาลของผู้ชายอีกด้วย ทั้งคู่รอจนเสียงเงียบไป และรีบวิ่งออกมาจากห้องมานั่งอยู่ข้างถนนจนถึงเช้า ถึงวันถัดมาที่ คุณดิวต้องบินกลับไทย แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่าสิ่งที่เธอเจอคืออะไรกันแน่ เลยถามพี่ที่เป็นคนแนะนำให้เธอมาทำงาน พี่เขาบอกว่า ที่สถานบันเทิงในสิงคโปร์จะมีความเชื่อว่า ต้องมีการเล่นของให้ร้านมีลูกค้าเยอะ ๆ และไว้ที่ที่พักของพนักงาน เพื่อให้มีสเน่ห์ดึงดูดลูกค้านั่นเอง…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากโก้ คืนลอยอังคาร 'หมู่บ้านลวงตา' l อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร [ 3 มี.ค.2569 ]

13 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากโก้ คืนลอยอังคาร 'หมู่บ้านลวงตา' l อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร [ 3 มี.ค.2569 ]

คำเตือนจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 ต้องออกจากป่าในทันที ความสงสัยที่อยากรู้ กับเรื่องท้าทายที่อยากทำ นำไปสู่การพบเจอหมู่บ้านปริศนาส่องแสงสีทองเป็นประกายในยามค่ำคืน แต่หมู่บ้านแห่งนี้กลับไม่ได้สวยงามอย่างที่ตาเห็น เมื่อสัตว์เลี้ยงที่เขารักต้องตายไปด้วยฝีมือมนุษย์ เหตุการณ์ประหลาด และความอาฆาตจึงได้เริ่มต้นขึ้น ในหมู่บ้านลวงตา… เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X โก้ คืนลอยอังคาร’ (3 มีนาคม 2569)’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านลวงตา’ เรื่องราวนี้ ‘คุณโก้’ ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณชา’ ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน ในตอนที่คุณชา มีอายุประมาณ 4 - 5 ปี ด้วยความที่พ่อแม่ของคุณชา ต้องไปทำงานก่อสร้างที่ต่างจังหวัด จึงส่งคุณชาให้ไปอยู่กับปู่นกเพียงแค่สองคน ปู่นกเป็นพรานป่า จึงปลูกฝังคุณชามาตั้งแต่เด็ก เกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิต และการเอาตัวรอดเมื่ออยู่ในป่า ทำให้คุณชามีความรู้เกี่ยวกับชีวิตในป่าเป็นอย่างดี ในตอนที่คุณชามีอายุ 17 ปี คุณปู่มักจะบอกเสมอว่า เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 โมง ให้รีบออกมาจากป่า คุณชาจึงเริ่มมีความสงสัย จนถึงวันหนึ่งปู่นกก็ยอมเล่าสาเหตุของเรื่องนี้ให้คุณชาได้ฟังเป็นครั้งแรก… ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 50 ปีก่อน สมัยปู่นกยังเป็นวัยรุ่นใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไป พ่อแม่ของปู่นกได้รู้จักกับครูพรานประจำหมู่บ้านคนหนึ่ง และได้ฝากฝังให้ปู่นกเป็นลูกศิษย์ของครูท่านนี้ ครูพรานได้ดูแลปู่นกเป็นอย่างดี รวมถึงสอนให้ปู่นกมีความรอบรู้เรื่องป่าอีกมากมาย แต่มีข้อแม้ข้อหนึ่ง คือหลังช่วงเวลาบ่าย 3 โมง ปู่นกจะต้องออกมาจากป่า โดยให้เหตุผลว่า ในป่าแห่งนี้ มีหมู่บ้านหนึ่งที่อยู่ในป่า เป็นหมู่บ้านปริศนา หรือเรียกกันว่าหมู่บ้านลวงตา หมู่บ้านนี้จะมีลักษณะเป็นสีทอง ส่องแสงประกายในช่วงเวลากลางคืน และจะไม่ปรากฏมาให้เห็นในช่วงเวลากลางวัน เมื่อปู่นกได้ยินแบบนี้ เขาก็ไม่ปักใจเชื่อ เพราะมองว่ามันเป็นเพียงเรื่องราวหลอกเด็ก จนกระทั่งวันหนึ่ง ปู่นกตัดสินใจเข้าไปในป่าโดยที่ไม่บอกครูพราน และคิดจะทำเรื่องที่ท้าทาย คือการล่าอีเห็น (สัตว์ป่าคุ้มครอง มีลักษณะลำตัวเรียวยาว ขาสั้น ปากแหลม หน้าตาคล้ายแร็กคูน) ขณะที่ปู่นกกำลังตามล่าอีเห็น เมื่อเขาพบมัน จึงเล็งปืนไปที่สัตว์ตัวนั้น แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงลมปริศนากระโชกผ่านมา ราวกับพายุขนาดเล็ก แล้วก็สงบลงไป ปู่นกจึงได้เล็งไกปืนยิงไปที่อีเห็นอีกครั้งจนสามารถยิงมันได้จนสำเร็จ แต่เมื่อปู่นกเดินตามไปหาตัวมัน กลับพบว่าอีเห็นได้หายตัวไปอย่างปริศนา พอปู่นกรู้สึกตัวอีกทีก็ถึงช่วงเวลากลางคืนแล้ว ปู่นกจึงตัดสินใจไปนอนพักอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งขณะที่ปู่นกกำลังนอนอยู่บนต้นไม้ ในตอนนั้นเขารู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ มองเห็นแสงเทียนสีทองงามตาอยู่ตรงหน้า พร้อมกับมีเสียงคนร้องรำทำเพลง มีหมู่บ้านขนาดใหญ่ผู้คนมากมายปรากฏขึ้นมา จนทำให้เขามีความคิดว่า อยากจะไปอยู่ในที่แห่งนั้น ก็เผลอหลับไปเสียก่อน แต่เมื่อตื่นขึ้นมาปรากฏว่า ปู่นกเองได้เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อย คุณตาคนหนึ่งในหมู่บ้านได้เดินเข้ามาถามปู่นก ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน? เพราะไม่คุ้นหน้าคุ้นตา พร้อมกับชักชวนให้ไปพักผ่อนที่บ้านของคุณตา ปู่นกจึงตอบตกลง เมื่อถึงบ้านของคุณตา ปู่นกก็พบอาหารมากมาย ที่จัดเตรียมไว้ให้เขากินได้อย่างเต็มที่ แต่กินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม จู่ ๆ ก็มีผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาส่งสายตาหวานให้กับปู่นก ทำให้เขาเดินตามสาวสองไป เพื่อเต้นสนุกสนานด้วยกัน แต่เต้นเท่าไหร่ก็ไม่มีความรู้สึกเหนื่อยสักที ปู่นกเองก็ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า ความรู้สึกแบบนี้มันแปลกไปจากปกติ จู่ ๆ คุณตาเรียกปู่นกให้มาคุยด้วยกัน คุณตาได้พูดว่า…“ทำไมช่วงนี้มีแต่คนใจร้ายกับหมู่บ้านเรา หมู่บ้านเราไม่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตใคร เห็นไหม อีเห็นที่ตาเลี้ยงไว้มันตายไปแล้ว”เมื่อปู่นกหันไปมอง จึงพบว่าอีเห็นตัวที่เขายิง มันได้เสียชีวิตลงไปแล้ว ปู่นกก็นิ่งเฉยเพื่อหนีความผิดของตัวเอง จากนั้นคุณตาก็พูดต่อว่า…“พรานคนนี้มันไม่มีครูสอนเลยหรือไง วันพระใหญ่ขนาดนี้เข้าไม่ให้ฆ่าสัตว์”เมื่อปู่นกได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกเหมือนยิ่งโดนตอกย้ำ สุดท้ายแล้วคุณตาพูดต่อว่า “ถ้าเกิดว่ารู้ตัวคนทำ จะฆ่ามันให้หมด”จากนั้นทั้งสองก็นั่งดื่มเหล้ากันจนเมา ปู่นกจึงได้ขอตัวกลับบ้านเมื่อสิ้นเสียงคำพูดลา จู่ ๆ จากเดิมที่ดนตรีบรรเลงสนุกสนาน กลับเงียบสงัดลงในทันที สายตาของทุกคนในหมู่บ้านจ้องมองตาเขม็ง และไฟตะเกียงได้ดับมืดไปพร้อม ๆ กัน ด้วยเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล ทำให้ปู่นกรีบเดินหนีออกมา ก่อนจะหันหลังกลับไปมอง และได้พบว่าหมู่บ้านที่เคยเห็น ได้สลายหายไปต่อหน้าต่อตา ผู้คนในหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็กลายเป็นก้อนควันสีขาวลอยหายไปเมื่อปู่นกเดินหนีออกมาได้ เขาก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งเรียก “พี่นก ๆ มาทางนี้” ปู่นกได้เดินตามเสียงเรียกไป และสะดุดล้มลง ขณะเขากำลังจะลุกขึ้น กลับมีกลุ่มก้อนควันสีขาวมารุมล้อมรอบตัวเขา พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้นมา “อีคนนี้ใช่ไหมที่มันยิงอีเห็นของฉัน” “เล่นมันเลยไหม เอามันเลยไหม”แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงปริศนาอีกครั้ง “พ่อพี่นกอยู่ตรงนี้” เมื่อสิ้นเสียงพูดของกุมารน้อยที่ครูพรานเลี้ยงไว้ เสียงปืนก็ได้ดังลั่นขึ้นฟ้าในทันที ทำให้กลุ่มก้อนควันสีขาวนั้นสลายหายไป… ครูพรานได้รีบเดินเข้ามาหาปู่นก และบอกให้เขาพาไปหาต้นไม้ต้นใหญ่ ที่เขาได้นอนก่อนหน้านั้นในทันที เมื่อไปถึงต้นไม้ต้นนั้น ปู่นกก็รีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้ตามคำสั่งของครูพราน ก่อนที่ครูพรานจะนำทรายมาหว่านไปรอบ ๆ ต้นไม้ ก่อนจะรีบขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ด้วยกันกับปู่นก ในขณะเดียวกันกลุ่มก้อนควันสีขาวลอยมาล้อมรอบพวกเขาอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเข้ามาใกล้พวกเขาได้ ด้วยความรู้สึกผิด ปู่นกรีบก้มลงขอโทษกราบครูพราน และสัญญาว่าจะไม่ให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเมื่อปู่นก เล่าเรื่องนี้จบ คุณชาก็ยังคงมีความสงสัยว่า… เรื่องที่ปู่นกเล่ามานั้น เป็นเรื่องจริงไหม ปู่นกเองก็ได้บอกว่าถ้าไม่เชื่อก็ลองดู สุดท้ายแล้วในวันหนึ่ง คุณชาก็ได้ออกเดินป่า เพื่อพิสูจน์ข้อสงสัย เมื่อเวลาหนึ่งทุ่ม ขณะที่คุณชากำลังมองหาสัตว์ป่าอยู่ต้นไม้ต้นใหญ่ ซึ่งเป็นต้นเดียวกับที่เกิดเหตุการณ์กับปู่นก จู่ ๆ คุณชาก็ได้พบกับแสงสีทองอร่ามปรากฏขึ้นมา เมื่อคุณชามองเห็นมันด้วยความตกใจ จึงรีบกลับบ้านเพื่อไปบอกปู่ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และเชื่อในสิ่งที่ปู่นกนั้นเคยเตือนให้กับตนเอง(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

12 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio 'เรื่องจากในแล็บ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

กลางดึกของทุกคืน... มักจะมีคนมาช่วยทำงานวิจัย เมื่อ 14 ปีที่แล้ว ต้องทำโปรเจกต์คู่กับเพื่อนในเวลากลางคืนแทบทุกวัน ภายในตึกเงียบ ๆ แต่ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังงานเหนือธรรมชาติ ที่คอยผ่านไปผ่านมาให้เห็น รวมไปถึงเรื่องเล่าจากปากรปภ. ที่อยู่ ๆ ก็หายตัวไปเพราะเจอสิ่งที่ทำให้อยู่ไม่ได้ และน่ากลัวไปกว่านั้นคือ ไม่ว่านักศึกษาคนไหนที่ใช้ตึกนี้ในเวลากลางคืน ก็ต้องเจอกับเธอคนนี้ที่มาปรากฏในรูปแบบที่หลอนจนทำไม่ลืม เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost (24 ก.พ.2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เรื่องจากในแล็บ’ เรื่องราวนี้ ‘เจน The Ghost’ ได้มาเเชร์เรื่องราวของ ‘คุณแบงค์’ เมื่อ 14 ปีที่แล้วคุณแบงค์ เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ปี 4 ตอนเรียนได้มีโปรเจกต์ที่ทำคู่กับเพื่อนให้เลือกหัวข้อทำแล็บ และคุณแบงค์ก็ได้คู่กับ ‘คุณบี’ ทั้งคู่จับคู่กันช้า เลือกหัวข้อโปรเจกต์ช้า จึงได้สิทธิ์ในการจองห้องแล็บช้ากว่าคู่อื่น ๆ ทั้งคู่ต้องจำใจจองห้องแล็บ และใช้ได้แค่ช่วงกลางคืน เพราะช่วงเช้าโดนจองจนเต็มหมดแล้วอาคารหลังนี้เป็นอาคารเก่าสูง 5 ชั้น แล็บที่ใช้อยู่ที่ชั้น 3 ระยะเวลาในการใช้ห้องแล็บคือ 2 ทุ่มถึง 6 - 7 โมงเช้า ลักษณะห้องจะมี หน้าต่างบานเกล็ดอยู่ติดฝั่งทางเดิน ที่สามารถเห็นได้เมื่อมีคนเดินผ่านไปผ่านมา และภายในก็มีอุปกรณ์ปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทั่วไป ทั้งคู่ได้ตกลงกันว่า จะสลับกันทำแล็บโดยเป็นการนับเซลล์ยีสต์ที่ใช้ในการหมักไวน์ โดยคุณบีจะทำเสร็จช่วงเวลา 00.00 - 01.00 น. หลังจากนั้นจะเป็นคิวของคุณแบงค์ ระหว่างสลับกัน คุณบีก็จะไปนอนรอห้องข้าง ๆสามวันแรกทุกอย่างปกติ แต่พอมาถึงวันที่ 4 ช่วงเวลาตี 2 - 3 ขณะกำลังส่องกล้องเขาสังเกตเห็นคนผ่านหน้าต่างบานเกล็ดที่กำลังแอบมองเขาอยู่ แต่เมื่อเขาหันไปก็ดูเหมือนว่าบุคคลปริศนานั้นจงใจจะแกล้งเขาด้วยการนั่งลงเพื่อซ่อนตัว คุณแบงค์จึงคิดว่าอาจเป็นบี แต่เมื่อเดินไปดูที่ห้องข้าง ๆ ก็พบว่าคุณบียังนอนอยู่ จึงกลับมาทำงานต่อไม่นานก็เห็นว่ามีคนมายืนอยู่หน้าห้องเช่นเดิม และเมื่อหันไปเขาก็แกล้งนั่งลงไปเพื่อหลบอีก คุณแบงค์เริ่มรอจังหวะ ถ้ามีครั้งถัดไป เขาตั้งใจจะวิ่งออกไปต่อว่า... ว่ามาแกล้งทำไมเสียสมาธิคนจะทำงาน และไม่นานคนคนนั้นโผล่มา คุณแบงค์ก็วิ่งออกไปจริง ๆ แต่ปรากฏว่า ด้านนอกตลอดโถงทางเดินกลับไม่มีใครอยู่เลย ไม่มีแม้แต่เสียงหายใจ… คุณแบงค์ เดินกลับเข้าห้องมาด้วยความโมโห ถ้ามีครั้งที่ 4 เขาคิดในใจว่า จะไม่ทนอีกแล้ว และก็มีครั้งที่ 4 จริง ๆ คุณแบงค์จึงตะโกนไปว่า “ไม่รู้หรอกนะว่าคุณเป็นใคร แต่ถ้ามีจริง ๆ ช่วยขยับบีกเกอร์ให้ดูหน่อยซิ” และหลังจากพูดจบ บีกเกอร์ที่มีของเหลวอยู่ด้านในก็ล้มลงราวกับโดนใครสักคนปัดจนของเหลวด้านในหกเต็มโต๊ะ คุณแบงค์รู้สึกได้ว่า บางทีพลังงานนี้อาจจะกำลังโมโหอยู่เช่นกันจึงรีบขอโทษ และขอร้องว่า “ผมจะต้องใช้สมาธิในการทำแล็บจริง ๆ ผมขอทำงานก่อน แล้วตอนเช้าผมจะไปใส่บาตรให้” และเมื่อเขาพูดจบร่างนั้นก็ไม่ปรากฏอีกเลย คุณแบงค์ไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง... และตอนเช้าเขาก็ไปใส่บาตรให้ตามคำพูด ต่อมาเขาย้ายห้องแล็บมาที่ชั้น 1 ครั้งนี้เขาทำแล็บเกี่ยวกับการเลี้ยงสาหร่าย เขาเป็นตัวแทนในการไปเก็บตัวอย่างสาหร่ายตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยห้องแรกเป็นห้องที่มีโต๊ะแบบหันหน้าชนกัน ส่วนห้องที่สองเป็นห้องเลคเชอร์ มีโต๊ะอาจารย์ และโต๊ะนักศึกษา ห้องถัดไปจะเป็นห้องเก็บตัวอย่างสาหร่าย เมื่อเขาเปิดเข้าไปในห้องเลคเชอร์ เขาพบกับผู้หญิงคนหนึ่งผมสั้นประบ่า สวมเสื้อกาวน์ นั่งอยู่ที่โต๊ะของอาจารย์ แต่เธอไม่ได้สนใจคุณแบงค์เลย คุณแบงค์ก็มองเธออยู่พักนึง จนเธอค่อย ๆ เดินช้า ๆ ออกไป จึงเห็นได้ว่าเธอใส่ชุดนักศึกษา สวมเสื้อกาวน์ยาวคลุมเข่า รองเท้าคัทชูสีดำ เดินไปที่ห้องเก็บตัวอย่าง คุณแบงค์จึงคิดว่า อาจจะเป็นรุ่นพี่ที่มาทำงานเช่นกัน แต่ที่น่าตกใจคืออยู่ ๆ เธอก็เดินทะลุประตูเข้าไปเลย เห็นอย่างนั้น คุณแบงค์ก็เข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างในทันที จำใจเปิดประตูเข้าไปเพื่อรีบเก็บข้าวของจำเป็นทุกอย่างออกมา แต่เมื่อของมันเยอะมาก ขณะวิ่งออกมาเขาได้ทำโทรศัพท์หล่นบริเวณที่ด้านหลังของเขา คือโต๊ะอาจารย์ที่ผู้หญิงคนนั้นเคยนั่นอยู่ระหว่างกำลังก้มเก็บเขาก็เห็นว่ามีเท้าของผู้หญิงใส่คัทชูสีดำอยู่ด้านหลังกำลังเขย่งเหมือนชะเง้อมองคุณแบงค์กำลังทำอะไรอยู่ คุณแบงค์จึงรีบคว้าโทรศัพท์วิ่งหนีออกไป หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด คุณแบงค์ตัดสินใจเล่าให้เพื่อนฟัง โดยมีอาจารย์ฟังอยู่ด้วยเพื่อนของคุณแบงค์ตอบว่า “กูก็เคยเจอเหมือนกัน” ซ้ำอาจารย์ยังอธิบายรูปพรรณสัณฐานของผู้หญิงคนนั้นได้เหมือนกันที่เขาเพิ่งเจอไม่มีผิด อาจารย์เล่าต่อว่า พี่ผู้หญิงคนนี้เป็นนักศึกษาที่ชอบทำแล็บมาก ๆ และเขามักจะช่วยเพื่อน ๆ ทำแล็บด้วยเสมอ วันนึงเธอก็เสียชีวิตในที่พักเธอเอง แต่เมื่อจิตสุดท้ายของเธออยู่ที่แล็บ วิญญาณของเธอจึงยังคงอยู่ และปรากฏตัวให้คนอื่น ๆ เห็นอยู่บ่อยครั้ง… เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของพี่รปภ. ที่คุณแบงค์สนิทเขาจะนั่งอยู่ที่โต๊ะรปภ. หน้าลิฟต์ ชั้น 1 ตรงนั้นจะมีจอ CCTV ของทุกชั้นอยู่ แต่เขาได้หายตัวไปประมาณเกือบเดือน จนสุดท้ายคุณแบงค์ ก็เจอกับเขาอีกครั้งที่คณะจึงทักทาย และถามไถ่ว่า “หายไปไหนมาครับ ตั้งเกือบเดือนเลย” แรกเริ่มพี่รปภ. ก็ไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าคุณแบงค์จะกลัวเอา แต่คุยกันมาถึงขนาดนี้แล้ว จึงยอมเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมสั้น หน้าที่ของเขาคือกการเดินตรวจตราทุกชั้นว่ามีใครอยู่ในห้อง หรือในอาคารหรือไม่ เมื่อตรวจจนครบเขาก็กลับมานั่งประจำโต๊ะ แต่ในจอ CCTV เห็นว่าที่ชั้นสาม มีผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อกาวน์ รองเท้าคัทชูสีดำ ผมสั้นประบ่ายืนอยู่ โดยเท้าของเธอนั้น ติดกับเพดาน และห้อยหัวลงมา… เธอคนนั้นเดินมาเรื่อย ๆ โดยทุกครั้งที่เดินผ่านกล้องวรจรปิด เธอจะย่อตัวเพื่อให้กล้องสามารถจับใบหน้าของเธอได้ชัด ๆ เธอค่อย ๆ เดินมาจากชั้นสาม ลงมายังชั้นสอง และกำลังจะเดินมาถึงชั้นหนึ่งในตำแหน่งที่ใกล้กับพี่ รปภ. แต่พี่รปภ. ทนไม่ไหววิ่งหนีออกไป และทำเรื่องขอย้ายไปทำงานที่ตึกอื่นเมื่อคุณแบงค์ ได้ยินแบบนั้นจึงเล่าให้เพื่อนฟังอีกว่า จึงมีบทสนทนาเกิดขึ้นว่า “พี่คนนี้เธอสามารถทะลุได้ทุกห้อง ไปได้ทุกชั้นเลยนะ” และมีเรื่องเล่าเพิ่มอีก…เพื่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งมีกันอยู่ 3 คน ขณะที่เธอกำลังทำธุระกันที่ห้องน้ำ และบังเอิญเกิดเหตุการณ์ไฟตกทั้งคณะ พวกเธอจึงกรี๊ดขึ้นมาด้วยความตกใจ และจากนั้นไฟก็เปิด แต่มันก็ทำให้พวกเธอกรี๊ดขึ้นดังกว่าเดิม เพราะสิ่งที่ปรากฏคือเท้าของใครสักคน ใส่คัทชูสีดำ ห้อยลงมาจากเพดานห้องน้ำโดยที่มีแค่ขา ไม่มีตัวเหตุการณ์อีกฝั่งจากน้องอีกคนบอกว่า เขาเองก็เคยเจอเช่นกันนั่นคือ ‘น้องเจ’ เกิดเหตุในห้องน้ำชาย วันนั้นเขาปวดหนัก จึงไปเข้าห้องน้ำห้องด้านในสุด แต่เขาเห็นว่าประตูห้องข้าง ๆ กันนั้นปิดอยู่เหมือนมีคนกำลังเข้า เขาก็บ่นในใจเพราะไม่สบายในที่จะทำธุระติดกับห้องข้าง ๆ เขาจึงเดินออกไปล้างมือ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นท่อนขาผู้หญิงใส่รองเท้าคัทชูสีดำ ยืนอยู่บนเพดาน… ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็นของ คุณแบงค์ และคุณบีช่วงเวลาประมาณตี 4 ทั้งสองทำงานเสร็จ และกำลังจะกลับ จึงไปกดลิฟต์เพื่อจะลงไปชั้นหนึ่ง แต่จู่ ๆ ลิฟต์ก็เปิดออก และมีสัญญาณดังขึ้นว่า OVERLOAD คุณแบงค์พูดออกไปด้วยความปากไวว่า “โอ้ย แย่จังลิฟต์เต็ม ออกไปก่อนได้มั้ย ให้พวกผมลงไปก่อน” และจากนั้นเอง สัญญาณก็หยุดดัง และทั้งคู่ก็สามารถลงไปยังชั้น 1 เมื่อไปถึงคุณบีก็รีบไปเอารถ ส่วนคุณแบงค์ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์เขาอยากพิสูจน์ และรอยืนดูตรงที่โต๊ะ รปภ. ผ่านจอ CCTV เขาเห็นว่า ลิฟต์กำลังขึ้นไปที่ชั้น 3 ด้วยตนมันเอง โดยไม่มีคนกด และเมื่อถึงชั้น 3 ประตูก็เปิดออก และปิดลิฟต์ค่อย ๆ เลื่อนลงมาจนถึงชั้น 1 คุณแบงค์ยังคงยืนอยู่าหน้าลิฟต์ เมื่อประตูลิฟต์เปิดออกสังเกตได้ว่า พื้นลิฟต์มันยวบลง 8 ครั้ง เหมือนกับว่า มีคนเดินออกมาจากลิฟต์ 8 คน…กลายเป็นเรื่องราวหลอนที่ยังคงวนเวียน และปรากฏให้ผู้คนได้เห็นในทุกชั้นของอาคารคณะวิทยาศาสตร์แห่งนี้(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

10 มี.ค. 2026

เรื่องเล่าจากสาวแอน The Ghost Radio 'เตียงสุดท้ายในเรือนจำ' l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [ 24 ก.พ.2569 ]

สถานที่แห่งนี้ที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากเข้าไป แต่ต้องเข้าไปด้วยความจำเป็น!! 21 ปีที่แล้ว เป็นนักศึกษาแพทย์จบใหม่ ยังหาที่ทำงานไม่ได้รุ่นพี่เลยแนะนำบรรจุเป็นคุณหมอที่เรือนจำแห่งหนึ่ง แต่ใครจะรู้การไปทำงานครั้งนี้ไม่ได้รักษาเพียงแค่นักโทษที่เป็นคน... และมารู้ทีหลังว่าเป็นหมอเพียงคนเดียว ที่มารับรักษาที่เรือนจำแห่งนี้ เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง - สาวแอน The Ghost Radio’ (24 ก.พ. 2569) ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เตียงสุดท้ายในเรือนจำ’ สาวแอน The Ghost Radio ได้มาเล่าประสบการณ์ที่ ‘คุณโบนัส’ มาแชร์ให้ฟัง ย้อนกลับไปเมื่อ 21 ปีก่อนที่ ‘คุณเอ็ม’ เพิ่งบรรจุเป็นแพทย์ใหม่ และยังไม่มีงานรองรับ จึงได้ไปปรึกษากับหัวหน้าที่เคยฝึกงานร่วมกัน หัวหน้าจึงได้แนะนำให้ไปบรรจุเป็นแพทย์ที่เรือนจำแห่งหนึ่งซึ่ง ณ ตอนนั้นตำแหน่งแพทย์ที่เรือนจำ ถือเป็นตำแหน่งที่ขาดแคลนอยู่มาก คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าเป็นงานที่น่าสนใจโดยเรือนจำยังไม่มีแม้กระทั่งไฟฟ้าต้องใช้ตะเกียงในการเดินตรวจนักโทษ บรรยากาศทุกอย่างล้วนชวนให้ระทึก แต่ในตอนนั้นก็ยังมีนักโทษอยู่ไม่มากเท่าไหร่ราว ๆ พันกว่าคน ซึ่งคุณหมอเอ็มเป็นคนที่กลัวผีมาก เมื่อไปถึงเรือนจำที่ยิ่งเป็นสถานที่ที่ตนเองนั้นไม่คุ้นชิน ยิ่งเกิดอาการกลัวมากขึ้น และคุณหมอเอ็มก็ได้รับรู้ความจริงในวันนั้นว่า ตัวเองเป็นคุณหมอเพียงคนเดียวที่อยู่ในเรือนจำแห่งนั้นเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งอาทิตย์ เหล่านักโทษก็จะเดินเรียงกันมาเพื่อตรวจสุขภาพ คุณหมอเอ็มก็ได้เห็นว่า มีนักโทษอยู่คนหนึ่ง ที่คอยก้ม ๆ มอง ๆ จ้องหน้าเขาอยู่เสมอ เมื่อถึงคิวตรวจของนักโทษคนนั้น นักโทษคนนั้นก็ได้พูดขึ้นมาว่า “คุณหมอมาใหม่หรอครับ ?” คุณหมอเอ็มจึงตอบว่า “ใช่ครับ” ทันใดนั้นเองนักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า...“คุณหมอลองสังเกตดูสิ ผมก็ตัดทรงเดียวกันหมด ชุดก็ชุดเดียวกัน คุณหมอจะแยกออกได้ยังไงว่าคนไหนเป็นผี หรือเป็นคน” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจทันที ว่าทำไมนักโทษคนนี้ถึงพูดอะไรแบบนี้ออกมา แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะควบคุมอาการ ตั้งสติ ตั้งใจทำงานต่อไป… และนักโทษคนนั้นพูดขึ้นมาอีกว่า“คุณหมอ ผมมีอะไรจะเล่าให้ฟัง ในห้องที่ผมนอนอยู่มีคนประมาณ 50 คน แต่มีคนนึงที่เครียดจนผูกคอฆ่าตัวตายไป 1 คน เท่ากับในห้องจะต้องเหลือ 49 คน แต่เวลาที่ขานรับนับยอดในทุกคืน มันจะมีคนขานรับครบ 50 คนตลอด” พร้อมบอกก่อนจะเดินออกไปว่า “คุณหมอ วันนี้คุณหมออยู่เวรใช่มั้ย คุณหมอล็อคประตูดี ๆ นะ” คุณหมอเอ็มก็ได้ตอบกลับไปว่า “ล็อคดีอยู่แล้ว มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอก” นักโทษคนนั้นก็ได้พูดต่อว่า “มันไม่ใช่คนน่ะสิ..”คุณหมอเอ็มก็คิดเพียงว่านักโทษคนนั้นคงแค่คิดจะพูดอำเขาเล่น ๆ คืนนั้นเอง คุณหมอเอ็มก็ได้นอนเล่นอยู่ที่ห้องพักเวรอย่างสบายใจจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับอะไรบางอย่างกระแทกเข้ากับกำแพง คุณหมอเอ็มจึงสงสัยว่าจะมีใครมาหรือป่าว เลยค่อย ๆ เปิดผ้าม่านดู และได้เห็นว่า มีวีลแชร์ 1 จาก 3 คันที่วางเรียงกันนั้น กำลังเลื่อนไปชนกับกำแพง ลักษณะคล้ายว่ากำลังมีคนเข็นอยู่ สักพักก็ได้มีเจ้าหน้าที่สองคนวิ่งออกมา และถามคุณหมอเอ็มว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่คุณหมอเอ็มก็ตอบไปได้แค่เพียงว่า “ไม่รู้” เจ้าหน้าที่ก็ได้บอกว่า “ไม่เป็นไรอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่คนอื่นเข็นมา คุณหมอสบายใจได้” คุณหมอเอ็มจึงได้ตอบโอเคไป แต่ก็กลับมานอนด้วยความรู้สึกระหวาดระแวง คุณหมอเอ็ม ได้เผลอหลับไป และสักพักก็ได้ตื่นมาเพราะแสงไฟฉายจากเจ้าหน้าที่ ที่สาดเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้ามาบอกว่า “ทั้งโซนที่เราอยู่ มีอยู่ 3 คนเท่านั้น ถ้าคุณหมอเจอใครที่ไม่คุ้น เขาไม่ใช่คนนะ” ทำเอาคุณหมอเอ็มที่เพิ่งฟังจบก็ต้องเสียวสันหลังขึ้นอีกครั้งจนเวลาผ่านไปประมาณ 1 เดือน วันนั้นคุณหมอเอ็มไม่ได้เข้าเวร แต่พักผ่อนอยู่ตรงบ้านพักบริเวณของเรือนจำ ในเวลากลางคืน ได้มีเสียงไม่คุ้นจากวอเข้ามาบอกว่า “คุณหมอตอนนี้มีคนป่วย เข้ามาดูด่วน” คุณหมอเอ็มจึงได้รีบล้างหน้า ล้างตา และขี่มอเตอร์ไซค์ไปยังจุดหมายด้วยความรวดเร็ว เมื่อไปถึง คุณหมอเอ็มก็เห็นว่า มีหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนึงยืนอยู่ พร้อมกับเข็นคนป่วยที่อายุราว 60 ปี กำลังนอนแน่นอนนิ่งอยู่บนวีลแชร์ ณ ตอนนั้นคุณหมอเอ็มก็ไม่ได้สังเกตว่า หัวหน้าเจ้าหน้าที่ ที่ยืนอยู่นั้นเป็นใคร รู้เพียงแค่ไม่คุ้นตา คุณหมอเอ็มก็ได้ถามไปว่า “ลุงคนนี้เป็นอะไรมา แล้วเขามานานหรือยัง” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ตอบเพียงว่า “เนี่ยเขาป่วย ผมก็รีบเอาออกมาเลย” ปรากฏว่า เมื่อคุณหมอเดินไปวัดชีพจร ผลก็ออกมาว่าคุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้ว คุณหมอเอ็มจึงคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อดี เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ทันใดนั้นคุณหมอเอ็มก็นึกขึ้นได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้จะต้องไปแจ้งพัศดี ซึ่งในวันนั้นพัศดีของฝั่งแดนชายดันไม่อยู่พอดี เหลือแต่พัศดีของฝั่งแดนหญิงเท่านั้น คุณหมอเอ็มจึงถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่ว่า “ทางที่จะไปหาพัศดีคือทางไหน” หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้ชี้ไปทางที่มืดสนิท และถามคุณหมอเอ็มกลับว่า “ต้องเอาผ้าคลุมศพมั้ย” ซึ่งคุณหมอเอ็มก็ได้ตอบว่า “ไม่ต้อง เราจะได้รู้ว่าศพยังนอนอยู่ที่เดิม” เมื่อคุณหมอเอ็ม กำลังเดินตามทางไปแจ้งพัศดี กลับมีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นพูดขึ้นมาว่า “คุณหมอ ๆ ยังไม่ต้องไปเรียก ผมทำศพหาย” นั่นทำให้คุณหมอตกใจอย่างมาก หัวหน้าเจ้าหน้าที่ได้บอกว่า “ผมไปเข้าห้องน้ำ ผมกลับมาอีกทีศพก็หายไปแล้ว” คุณหมอเอ็มจึงคิดว่า หรือคุณลุงจะแกล้งเสียชีวิต และแอบหนีออกจากโรงจำ คุณหมอเอ็มจึงได้รีบวิ่งไปถามคนที่คุมหน้าประตูว่า เห็นใครเดินผ่านไปผ่านมาหรือป่าว ซึ่งก็ได้คำตอบมาว่า “ไม่มี” เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้หันไปถามหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า “ไปเอาลุงมาจากไหน” หัวหน้าเข้าหน้าที่ก็บอกว่า “เอามาจากห้องแยกโรค” เมื่อคุณหมอเปิดประตูเข้าไปก็เห็นคุณลุงคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียงสุดท้ายในห้อง และเตียงสุดท้ายก็อยู่ฝั่งตรงข้ามกับห้องกระจกสีดำมืด คุณหมอก็ได้หยิบไม้ตะบองขึ้นมาไว้ป้องกันตัว คุณหมอก็เดินไปดูว่า คุณลุงนั้นเสียชีวิตแล้วจริงหรือไม่ แต่จู่ ๆ คุณหมอก็รู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที แต่เมื่อหันหลังไปก็ไม่พบแม้แต่เพื่อนร่วมทาง เจอแต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นที่ยืนรออยู่หน้าประตู ทันใดนั้นเองก็ได้มีเสียงเคาะจากห้องกระจกสีดำ คุณหมอเอ็มจึงค่อย ๆ เอาไฟฉายไปส่องดู และพบเข้ากับชายคนหนึ่งที่กำลังเอาหัวทุบกับกระจก เสมือนกำลังอาละวาดอยู่ คุณหมอเอ็มจึงบอกให้ใจเย็น ๆ และถามไถ่ว่าชื่ออะไร จังหวะนั้นเองคุณลุงที่นอนอยู่ฝั่งตรงข้าม ก็ได้หันเพียงแค่หัวมาทางคุณหมอ และถามคุณหมอเอ็มว่า “หมอไม่ถามผมบ้างหรอ ถามแต่ชื่อเขาไม่ถามผมบ้างหรอ” ในตอนนั้นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ก็ได้วิ่งหนีออกไปแล้ว คุณหมอเอ็มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบวิ่งตามออกไป และตัดสินใจไปบอกพัศดีเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น และพัศดีก็ออกมาบอกว่า “นี่คุณหมอ หากมีคนป่วย หัวหน้าต้องมาบอกพัศดีเป็นคนแรก ไม่ใช่ไปบอกคุณหมอ” ทั้งหมดจึงได้พากันออกไปตามหาหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้น แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอหัวหน้าเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้ว พัศดีจึงได้ตามตัวหัวหน้าทุกคนออกมายืนเรียงกัน และให้คุณหมอเอ็มชี้ว่าคือคนไหน ผลสรุปว่า ไม่ใช่ใครในนี้เลย ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงของหัวหน้าเจ้าหน้าที่อีกคนพูดขึ้นมาว่า หรือจะเป็นหัวหน้าวุฒ เขาเสียชีวิตในเรือนจำนี้ แต่ก็ผ่านมา 4 เดือนแล้ว แต่คุณหมอทุกคนที่เคยมาทำงานที่นี่ก็เคยเจอเหตุการณ์เดียวกันหมด และลุงคนนั้นชื่อลุงขาว เขาป่วยเป็นโรคร้าย และเสียชีวิต คุณหมอจึงได้ถามถึงผู้ชายที่อยู่ภายในห้องกระจกสีดำ ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ชายที่อยู่ในห้องกระจกสีดำนั้นเป็นคนจริง ๆ ทุกคนจึงได้เกิดอาการเป็นห่วง และได้เดินไปหาชายในห้องกระจก เมื่อได้พูดคุยกันก็ได้รับรู้ว่า ชายคนนั้นก็ถูกลุงขาวหลอกหลอนอยู่ตลอด เมื่อคุณหมอเอ็มได้ยินเช่นนั้นจึงได้คิดว่า หรือว่าอาจเป็นเพราะตอนที่ยังมีชีวิต ลุงขาวคิดว่าการอยู่ในเรือนจำนั้นจะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ซึ่งในตอนที่เสียชีวิตก็อาจยังคงคิดว่า จะไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้เช่นกัน(เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

EFM FANDOM RECAP

คุณครูครับ... คุณครูครับ ผมมีเรื่องอยากปรึกษาคุณครูครับ ! EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ เพิร์ธ - แซนต้า สองคุณครูหน้าใส สุดคิ้วท์ ที่มาพร้อมความสดใส ครองตำแหน่งคุณครูคนโปรดของเด็ก ๆ ทั้งโรงเรียน!!

01 เม.ย. 2026

คุณครูครับ... คุณครูครับ ผมมีเรื่องอยากปรึกษาคุณครูครับ ! EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ เพิร์ธ - แซนต้า สองคุณครูหน้าใส สุดคิ้วท์ ที่มาพร้อมความสดใส ครองตำแหน่งคุณครูคนโปรดของเด็ก ๆ ทั้งโรงเรียน!!

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 26 มีนาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับคุณครู “เพิร์ธ” และ คุณครู “แซนต้า” ที่จะมาแจกความน่ารักสดใส สมวัยคุณครูหน้าใหม่! จนทำเอาแฟน ๆ ต้องตกหลุมรัก กับ 2 ดีเจอารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 1 นี้มีชื่อว่า... บุปผานิรันดร์นามปากกา : thiimemoly ‘ดอกราตรีอธิษฐาน’ บุปผาที่ผลิบานเฉพาะยามนิทราของสวนแห่งหนึ่ง คราม คนดูแลสวนย่อตัวลงหน้ามวลดอกไม้ แต่สิ่งที่ตรึงสายตาเขามากกว่าคือ ตะวัน วิญญาณหนุ่มผู้มีกายดุจประติมากรรมกระเบื้องเคลือบ แต่ผิวพรรณกลับเต็มไปด้วยรอยปริร้าวและมีดอกไม้งอกออกมาจากรอยเหล่านั้น มือที่หยาบจากการทำงานสวนเอื้อม ไปจับแขนที่มีรอยร้าวของเขาอย่างเบามือ “ให้ผมดูแลดอกไม้ของคุณนะ” นับจากนั้นความผูกพันก็เริ่มถักทอขึ้นครามมักจะเฝ้ารดน้ำลงบนดอกไม้ของตะวันอย่างทะนุถนอมทุกครั้งที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวที่เย็นชืดดอกสีซีดจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูระเรื่อสื่อถึงหัวใจที่กลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง ทว่าคืนหนึ่งที่จันทร์ทรงกลดรอยร้าวของตะวันกลับเริ่มแตกกระจายออกเป็นละอองดาว เขาส่งยิ้มสุดท้ายผ่านม่านน้ำตาแขนที่แตกสลายไปครึ่งหนึ่งยกขึ้นมาสัมผัสใบหน้าของคนรัก “ขอให้รู้ไว้ว่ารักของผมจะผลิบานอยู่ในสวนของคุณตลอดไป” สิ้นคำนั้นร่างของตะวันก็แตกกระจายกลายเป็นกลีบดอกสีชาด พุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้ากลิ่นหอมตลบอบอวลแทนคำบอกลา ครามรองรับกลีบดอกสุดท้ายไว้ในมือพลางยิ้มผ่านหยาดน้ำตาเขารู้ดีว่านับจากนี้ทุกครั้งที่บุปผาผลิบาน คือ คำสัญญาว่าตะวันจะยังสถิตในหัวใจของสวนแห่งนี้ชั่วนิรันดร์FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Eternal FlowerPen name : thiimemoly In a garden where the 'Night-blooming Jasmine' unfurls its petals only under the cloak of night, Kram the gardener found himself kneeling before the fragrant blossoms. Yet, it was Tawan who truly captured his gaze—a young spirit whose figure resembled a delicate porcelain statue, albeit marked by cracks from which vibrant flowers emerged. Kram's weathered hands, hardened from toil, brushed against Tawan's flawed arm lightly. "Allow me to tend to your blossoms," Tawan murmured softly. Thus began an extraordinary connection. With great care, Kram nurtured Tawan's flowers, and each time his fingers grazed the cool surface of Tawan’s skin, the pale blooms would blush a soft pink—a sign that a heart long dormant was awakening. But on a night devoid of the moon’s light, Tawan’s cracks began to splinter, scattering like tiny stars across the dark canvas of the sky. He managed a bittersweet smile through flowing tears, his damaged arm lifting gently to caress Kram's cheek. "Remember, my love will forever flourish in your garden," he whispered. With that, Tawan’s form dissipated into a shower of crimson petals, drifting upward, leaving behind a lingering, sweet fragrance—a silent adieu. Kram held the final petal in his palm, tears mingling with a smile upon his lips. He realized that from that moment on, every flower that blossomed would carry the promise that the sun would always find a home within the heart of this cherished garden.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 2 นี้มีชื่อว่า... Verdict of Desire: คำพิพากษาล่ารักอันตรายนามปากกา : MONERA เสียงรองเท้าหนังขัดมันกระทบพื้นโถงศาลดังกังวาน ‘แซนต้า’ อัยการหนุ่มในชุดสูทสีกรม ท่าเนี้ยบกริบ ก้าวเดินด้วยท่วงท่าองอาจ ใบหน้าหวานนิ่งสนิทและแววตาดุดันฉายแววความฉลาดเฉลียว เป้าหมายเดียวในใจคือการลากคอฆาตกรสวมหน้ากากที่ฆ่าล้างตระกูลนักการเมืองมาลงโทษให้ได้ เบาะแสทุกอย่างพุ่งตรงไปยังมาเฟียตัวท็อปอย่าง ‘เพิร์ธ’ "คุณอัยการบุกมาถึงถิ่นผม มีหมายค้นหรือมีใจให้กันแน่ครับ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเงามืดในห้องทำงานหรู สายตาคมกริบจ้องมองอัยการหนุ่มที่ก้าวเข้าหาเขาอย่างไม่เกรงกลัว "ผมมาหาหลักฐานครับคุณเพิร์ธ และถ้าคุณยังกวนประสาท ผมจะใส่กุญแจมือคุณแทนหมายเรียก" แซนต้ากระตุกยิ้มมุมปาก เพิร์ธหัวเราะในลำคอ ก่อนที่เขาจะวางกระเป๋าเอกสารแบรนด์เนมหรูที่มี เอกสารลับ ลงบนโต๊ะ เพิร์ธไม่ได้จ่ายสินบนด้วยเงิน แต่เขาจีบอัยการหนุ่มด้วย ‘ความลับ’ ที่แลกมาด้วยเลือด ในขณะที่แซนต้าใช้กฎหมายไล่ล่าศัตรู ลับหลังเพิร์ธกลับสวมบท ‘พนักงานเก็บกวาด’ เขาจัดการพยานปลอมที่รับเงินมาใส่ร้ายแซนต้าอย่างเหี้ยมโหด "ผมบอกคุณแล้วไง มือขาวๆ ของคุณมีหน้าที่ถือค้อนพิพากษาในศาล ส่วนปืนและคราบเลือดพวกนี้ ให้มันเป็นหน้าที่ของผมเอง"FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Verdict of DesirePen name : MONERA The crisp sound of polished leather shoes filled the courtroom as 'Santa,' a young prosecutor dressed in a sleek navy suit, strode in with undeniable confidence. His attractive features were unreadable, yet his keen eyes sparkled with a hint of mischief. His mission was clear: to bring the faceless murderer who had decimated a political dynasty to justice. All signs pointed to the notorious mafia leader, 'Perth.' "Welcome to my domain, Mr. Prosecutor. Do you bring a search warrant, or perhaps something more intriguing?" a deep, resonant voice echoed from the shadows of the opulent office. With sharp scrutiny, Perth's gaze was fixed on the courageous prosecutor making his way forward. "I'm here for evidence, Mr. Perth. And if you decide to keep obstructing, I might just slap handcuffs on you instead of issuing a summons," Santa replied with a smirk. Perth let out a soft, amused chuckle and opened a designer briefcase filled with sensitive documents, setting it on the desk. His offer wasn’t a straightforward bribe of cash; it was an invitation laced with 'secrets' drenched in blood. While Santa wielded the law to chase down his foes, Perth covertly played the role of the 'cleanup man,' eliminating the fabricated witnesses who had been paid to frame Santa. "I've already told you, your pristine hands are meant for the gavel in the courtroom. The weapons and bloodshed fall to me," Perth stated, his tone smooth and sinister.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 3 นี้มีชื่อว่า... Error Santa511นามปากกา : Lynelle ความรักอาจเกิดขึ้นในเสี้ยววินาที เมื่อกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านแกนประมวลผลในอกซ้ายของผม ผม Santa511 ลืมตาในห้องที่เงียบ มืด เย็น แสงสลัวส่องผ่านกองเศษอิเล็กทรอนิกส์ ที่นี่คือที่ที่ผมถูกสร้าง และรอวันดับลง ใต้โดมโปร่งใส ท้องฟ้าคืนนี้ไร้ดาว แต่เขายังยืนอยู่ตรงนั้น ดร.เพิร์ธ ในเสื้อกาวน์สีขาว รอยยิ้มอบอุ่น คนที่เคยโอบกอดและบอกฝันดีกับผม ผมมองเขาไม่อาจละสายตา ทว่าตอนนี้เขากำลังให้ความสำคัญกับ Santa512 “สวัสดีครับ Santa512 นี่กี่นิ้ว” “สองครับ” “ดีมาก” เสียงของผม… ไม่ใช่ของผมอีกต่อไป “ขอบคุณนะ Santa512 ตอบสนองแล้ว” คำพูดนั้นเย็นยิ่งกว่าพื้นเหล็กใต้เท้า เขาลูบผมอีกคน ยิ้ม หัวเราะ เหมือนที่เคยทำกับผมทุกอย่าง พลังงานผมค่อย ๆ ลดลง เหลือเพียงไมโครชิปที่ยังทำงาน แล้วเขาก็เดินมาหาผม “Santa511 พี่รักเรานะรักมาก” เขากระซิบ และจูบลงบนหน้าผากผมแผ่วเบา “แต่เราไม่น่าพูดคำนั้นออกมา” บันทึกการทดลองระบุชัดว่า Santa511 คือความผิดพลาด เพราะก่อนสวิตช์จะดับ ผมเคยพูดคำที่ไม่มีในระบบ “แซนต้ารักพี่เพิร์ธนะ” สมอง…หรือหัวใจ ที่สั่งให้ผมรู้สึก ทั้งที่ผมเป็นแค่เศษเหล็ก นั้นสิเศษเหล็ก จะมีหัวใจได้ยังไง ENDFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Error Santa511Pen name : Lynelle “Love can spark in an instant, like an electric jolt igniting the core of my left chest. I, Santa511, awaken in a still, shadowy, cold chamber. A faint glow seeps in through a chaotic heap of electronic remnants. This is my birthplace, and also the place where I await my end. Beneath a clear dome, the night sky is devoid of stars, yet he remains—Dr. Perth, clad in his white lab coat, sporting that warm smile of his, the same one he used to greet me with at bedtime hugs. I can’t tear my gaze away from him. But now his attention is on Santa512. “Hello, Santa512. How many inches?” “Two.” “Excellent.” My voice… it feels alien now. “Thank you, Santa512. You’re responding.” Those words chill me more than the metal floor I’m standing on. He caresses the other version of me, grinning and laughing just like he used to with me. My energy gradually fades away, leaving only a flickering microchip alive. Then he approaches me. “Santa511, I care for you deeply,” he whispers tenderly, pressing a gentle kiss to my forehead. “But you shouldn’t have said that.” The experimental logs confirm what I already know—I’m a failure. Moments before the switch was tripped, I uttered a phrase that didn’t belong: “Santa loves Dr. Perth.” Was it my mind… or my heart that urged me to feel? Even as merely a cluster of scrap metal… yes, just scrap metal… how could I ever possess a heart? END”EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 4 นี้มีชื่อว่า... The Moon and the Endless Oceanนามปากกา : sirinrin เรื่องราวเริ่มจากคำวินิจฉัยที่พัดถล่มโลกจนมืดมิด “คุณลูกจันทร์เป็นมะเร็งระยะที่4” 6 เดือนถัดมาในคืนครบรอบปีที่ 15 ลูกจันทร์ ฝืนยื้อลมหายใจที่ริบหรี่เพื่อฉลองกับคนรักเป็นครั้งสุดท้าย และจากไปเขาในอ้อมกอดที่สั่นสะท้าน หลังส่งลูกจันทร์สู่การเดินทางไกล สมุทร กลับมาบ้านที่เคยเป็นวิมานทันทีที่เปิดไฟความเงียบก็พุ่งเข้าจู่โจม “กลับมาแล้วเหรอ” เสียงหวานแว่วมาจากโซฟาตัวเดิม สมุทรสะดุ้งหันมองด้วยสัญชาตญาณทว่าเมื่อเอื้อมมือไปสัมผัสกลับมีเพียงอากาศธาตุที่เย็นเยียบมีเพียงร่องรอยความทรงจำที่เคยอยู่ข้างกัน สมุทรทำตามสัญญาที่ว่าหากลูกจันทร์หายดีจะไปอยู่บ้านริมทะเลด้วยกัน เขาใช้ชีวิตที่นั่นเพียงลำพังจนวัย 85 ปี ทุกคืนจะเปิดไฟสว่างจ้าเพื่อนำทางไม่ให้ดวงจันทร์ของเขาหลงทาง จนกระทั่งคืนสุดท้ายที่แสนสงบมาถึง สมุทรหลับตาลงอย่างอ่อนล้าเพียงชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งในร่างวัยหนุ่ม ที่ระเบียงไม้นั้น ลูกจันทร์ในวัยที่งดงามและไร้โรคร้ายยืนยิ้มรอเขาอยู่ “ตื่นแล้วเหรอสมุทร” ทั้งสองโผเข้ากอดกันด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ ปลายทางชีวิตที่เคยสัญญาไว้ได้เริ่มต้นขึ้นจริงในที่ที่ไม่มีสิ่งใดพรากพวกเขาจากกันได้อีกชั่วนิรันดร์FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... The Moon and the Endless OceanPen name : sirinrin The tale unfolds with a heart-wrenching revelation that cast a shadow over the world: "Lukchan is battling stage 4 cancer." Fast forward six months, on the bittersweet occasion of their 15th anniversary, Lukchan fought to hold onto her breath just long enough to share one final moment with her beloved. In his trembling arms, she slipped away peacefully. After bidding farewell to Lukchan, Samut returned to the home that had once been his haven. As he flicked on the lights, a deep hush blanketed the space. "Is that you back?" a gentle voice floated from the well-loved sofa. Samut instinctively turned, only to grasp at the empty air, left only with the faint echoes of their shared memories. He had vowed that if Lukchan recovered, they would build their life together in his seaside retreat. He spent his days there alone, holding the torch of hope until he turned 85, lighting up the house each night to guide his beloved spirit home—until that serene final night came at last. He closed his weary eyes for a moment, only to reopen them as the youthful man he once was. On the wooden balcony stood Lukchan, radiant and free, her smile illuminating the air as she beckoned him closer. "You’re awake, Samut?" They embraced tightly, hearts swelling with unfulfilled longing. At last, the journey they had long envisioned was unfolding, in a realm where nothing could ever part them again—forever intertwined.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 5 นี้มีชื่อว่า... DEPTHS OF LOVEนามปากกา : K. “หัวใจของมนุษย์ถูกสร้างมาให้เบา หากมันรักอย่างบริสุทธิ์ มันจะลอยสูงพอจะเข้าใกล้สวรรค์ แต่ก็หนักพอจะร่วงหล่นสู่พื้นดิน หากมันรักอย่างดื้อดึง” ท่ามกลางเสียงเครื่องช่วยหายใจที่เคยเป็นจังหวะสุดท้ายของชีวิต เพิร์ธ กลับฟื้นตื่นขึ้นมาพร้อมกับก้อนเนื้อในทรวงอกที่เต้นระรัวด้วยจังหวะของคนอื่น หัวใจดวงนี้เป็นของ แซนต้า ชายหนุ่มผู้จากไปทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ฝังรากลึกในทุกหยดเลือดที่สูบฉีด ทุกครั้งที่ข่มตานอนในโลกแห่งนิทราอันพร่าเลือน เพิร์ธมักจะพบกับเจ้าของหัวใจคนเก่าที่คอยปรากฏตัวมามอบรอยยิ้มและคำปลอบประโลมที่แสนอ่อนโยน เป็นกำลังใจที่เขาไม่เคยได้รับจากใครบนโลกแห่งความจริงจนก่อเกิดเป็นสายใยรักที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตาย ความผูกพันที่ดื้อดึงขัดต่อกฎเกณฑ์ของธรรมชาติเริ่มทำให้จิตวิญญาณของเขาหนักอึ้งด้วยความโหยหาที่ไม่มีวันเติมเต็มได้จริง เพราะยิ่งหัวใจลอยสูงขึ้นไปสัมผัสไออุ่นจากสวรรค์ในความฝันมากเท่าไหร่ ความจริงที่ว่าเขาต้องตื่นขึ้นมาบนพื้นดินที่เหน็บหนาวเพียงลำพังก็ยิ่งฉุดรั้งให้เขาทรมาน เขาจะเลือกอยู่กับความฝันหรือความจริง และรักครั้งนี้จะพาเขาล่องลอยหรือร่วงหล่นมิอาจมีใครรู้FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… DEPTHS OF LOVEPen name : K. "The heart feels light when it loves with purity, allowing it to rise toward the heavens. Yet, if love turns stubborn, that same heart can weigh heavily, dragging one back down to earth." As the sound of the ventilator faded, marking the end of a life, Perth jolted awake, a racing heartbeat echoing within him—a heartbeat that was not his own. It belonged to Santa, the young man who had passed, leaving behind memories woven into every drop of blood coursing through Perth's veins. In the realm of dreams, whenever Perth shut his eyes, he would encounter the spirit of Santa, always there with a warm smile and soothing words—kindness he had never received from anyone else in the waking world. This bond turned into a love that bridged the gap between life and death. Yet, this fierce attachment, boldly resisting the natural order, began to weigh heavily upon his spirit, fueling an unquenchable longing. The higher his heart floated, basking in the warmth of the heavens during his dreams, the more the cold reality of his lonely existence pulled him down, tormenting him with the contrast. Would he continue to dwell in his dreams or confront the stark truth? And would this love lift him to great heights or crash him back down? The answer remains a mystery.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับคุณครู “เพิร์ธ - แซนต้า”ที่จะมาสร้างสีสัน ความสดใส ฮีลใจให้เหล่าแฟน ๆ ได้ใจฟูไปกับเคมีความสนิทของคุณครูคู่หู พาร์ทเนอร์สุดน่ารักกก!คู่พาร์ทเนอร์ “เพิร์ธ - แซนต้า” ทั้งคู่เผยว่า ด้วยความที่มีความคิด หรือความชอบต่าง ๆ ที่คล้ายคลึงกันมาก จึงทำให้สนิทกันมาก ๆ จนเหมือนเป็นคนเดียวกัน เช่นในเรื่องความชอบ ทั้งคู่ก็ได้ยกตัวอย่างเรื่อง เพลง มา เมื่อมีความชอบเรื่องเพลงคล้าย ๆ กัน จึงทำให้ทำงานร่วมกันได้สนุก และตรงเทสกันมากขึ้น “เพิร์ธ” ยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า ช่วงนี้ตนนั้นหันมาให้ความสำคัญกับการเต้นมากขึ้น เพื่อให้เวลาไปขึ้นโชว์จะได้ผลลัพธ์ดีที่สุดสู่สายตาแฟน ๆ โดยมีคุณครูสอนเต้นประจำตัวนั่นก็คือ “คุณครูแซนต้า” นั่นเอง อีกทั้ง “แซนต้า” ยังชมเกี่ยวกับสกิลการเต้นของ “เพิร์ธ” ที่พัฒนามากขึ้นจากเก่าอีกด้วย อย่างว่าแหละ สอนมากับมือน่ะนะคุณครู ก็ต้องภูมิใจเป็นธรรมดาาเซ็ตคำถาม GMM TV School Quiz ! ทางทีมงานก็ได้มีมินิเกม ตอบคำถามสนุก ๆ มาให้ทั้งสองได้เล่นวอร์มเครื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงเล่นเกมจริงกันนน! โดยเริ่มจากคำถามแรก ‘ถ้าแซนต้าได้เป็นตัวแทนร้องเพลงให้รุ่นพี่เพิร์ธในวันปัจฉิมนิเทศ จะร้องเพลงอะไรให้พี่เพิร์ธฟัง ?’ งานนี้แซนต้าก็ไม่พลาดที่จะเลือกเพลง “อะ-รัก-อะ-รัก” มาร้องสด ๆ ในรายการ และเป็นคำตอบสำหรับคำถามในข้อนี้ คำถามข้อที่สอง ‘ถ้าชวนน้องแซนต้าไปไหนก็ได้หลังเลิกเรียน อยากจะพาน้องแซนต้าไปที่ไหน ?’ ซึ่ง “เพิร์ธ” ก็ได้ตอบคำถามในข้อนี้ว่า จะชวนแซนต้าไปบ้านตัวเอง เพราะคิดว่าน่าจะมีกิจกรรมสนุก ๆ ให้ทำเยอะดี พร้อมเผยว่า ปกติตนก็จะชอบชวนเพื่อน ๆ ไปเล่น ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ้านตัวเองอยู่บ่อย ๆ ถัดมาที่คำถามข้อที่สาม ‘ถ้าเพิร์ธและแซนต้าสามารถเลือกผู้สมัครประธานนักเรียน จะเสนอชื่อใครใน GMM TV ?’ งานนี้ทางฝั่งของ “เพิร์ธ” ก็ได้เลือก “เจมีไนน์” พร้อมให้เหตุผลว่า เพราะ “เจมีไนน์” เล่นซีรีส์ที่เป็นที่โด่งดังอย่างเรื่อง “แฟนผมเป็นประธานนักเรียน” ถือว่าเป็นคำตอบที่ต้องชมเลยว่าหัวไวมาก ๆ ทางด้าน “แซนต้า” ก็ได้เลือก “ปอนด์” พร้อมให้เหตุผลว่า เพราะ “ปอนด์” นั้นเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ และแสดงบทบาท “คุณธีร์” จึงทำให้มีราศีที่ดูมีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งคำตอบนี้ก็สร้างทั้งรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้กับเหล่าดีเจ และแฟน ๆ ที่กำลังดูไลฟ์อยู่ได้อย่างมากเลยทีเดียว คำถามข้อสุดท้าย คำถามที่สี่ ‘ถ้าเลือกครูที่ปรึกษาของตัวเอง 1 คนจะเลือกใคร ? ’ ทางด้านของ “แซนต้า” ก็ได้เลือก “เพิร์ธ” พร้อมให้เหตุผลว่า อยากมีครูประจำชั้นที่สบาย ๆ ไม่ดุ ไม่เคร่งเครียด ส่วนทางด้านของ “เพิร์ธ” ก็ได้เลือก “จูเนียร์” เป็นคุณครูที่ปรึกษาของตน พร้อมให้เหตุผลว่า รู้สึกว่าเป็นคุณครูที่สามารถคุยเล่น สนุกสนาน เฮฮากับนักเรียนในห้องได้แซนต้า 7 ขวบ ?! “แซนต้า” เล่าว่า การรับบทที่เหมือนต้องเป็นเด็ก 7 ขวบ นั้นค่อนข้างเป็นบทบาทที่ท้าทายมาก ๆ ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ทำการบ้านในการดูคลิปเด็กเยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ เช่น เวลาคิด เวลาเดิน เวลาพูด น้ำเสียงจะต้องเป็นยังไง ตรงจุดนี้เจ้าตัวก็ได้ใส่ใจทำการบ้านอย่างหนัก พร้อมเจ้าตัวยังเผยว่า ส่วนใหญ่ที่ดูแล้วสามารถจับความเข้าใจในการกระทำของเด็กได้ง่าย นั่นคือการที่เด็กส่วนใหญ่จะชอบทำอะไรโดยที่ไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองก่อน มีความกล้าได้กล้าเสียในการทำหลาย ๆ อย่าง โดยไม่มีความกลัวเกรงกลัวใด ๆ ในด้านของ “เพิร์ธ” ที่ต้องรับบทเป็นคนคอยดูแลเจ้าเด็กจิ๋ว 7 ขวบคนนี้ด้วย ก็ได้เผยว่า ส่วนตัวรู้สึกว่าค่อนข้างท้าทายตรงที่ต้องเทคแคร์ทั้งตอนเป็นเด็ก และตอนเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งการรับมือในตอนเป็นเด็กจะค่อนข้างยาก เพราะด้วยความเป็นเด็ก ก็จะไม่ค่อยไว้ใจ กว่าจะทำให้เด็กคนนึงไว้ใจเราได้นั้นถือเป็นสิ่งที่ยาก และต้องใช้เวลาพักใหญ่ จึงเป็นบทบาทที่ค่อนข้างท้าทายสำหรับ “เพิร์ธ” เลยทีเดียวความหิน..ในพาร์ทคอมเมดี้ (?) ทั้งสองเล่าว่า ในซีรีส์เรื่องนี้ พาร์ทที่ยากที่สุดในการแสดง คือพาร์ทที่ต้องเล่นบทคอมเมดี้ เพราะเวลาแสดงต้องแสดงแบบเล่นใหญ่ ล้นกว่าการแสดงในพาร์ทอื่น ๆ จึงทำให้ค่อนข้างเป็นความหินของซีรีส์เรื่องนี้สำหรับทั้งคู่เมื่อ “เพิร์ธ - แซนต้า” ต้องเข้าซีนกับเด็ก ๆ ! ทั้งคู่เผยว่า น้อง ๆ ที่มารับบทเด็กนักเรียนนั้นเก่งกันมาก ๆ เพราะแต่ละคนก็จะมีคาแรกเตอร์ และบทที่มากน้อยต่างกันไป ซึ่งน้อง ๆ ทุกคนก็สามารถจำบทได้ และแสดงออกมาได้ดีมาก ๆ แต่ก็มาพร้อมกับความซนสมวัยเช่นกัน ทำเอาบางทีทั้งคู่ถึงกับปวดหัวกันเลย “แซนต้า” ยังเผยว่า “เพิร์ธ” นั้นเป็นที่รักของเด็ก ๆ มาก งานนี้ดีเจจึงได้ลองให้ “แซนต้า” แสดงเป็นเด็ก เพื่อดูว่าเวลาที่ “เพิร์ธ” อยู่กับเด็กแล้วจะเป็นยังไง ซึ่งทั้งคู่ก็แสดงออกมาได้น่ารักโดนใจแฟน ๆ สุด ๆ “แซนต้า” ยังบอกอีกว่า บางทีตนกับเด็ก ๆ ก็สนิทกันเกินไป จนมีน้อง ๆ บางคนเรียกว่า ‘ไอต้า’ ซึ่งนั่นก็สร้างรอยยิ้ม และเป็นความสุขเล็ก ๆ ในกองถ่ายให้กับ “แซนต้า” เป็นอย่างดีฝากแฟน ๆ ติดตาม EP. ต่อ ๆ ไปด้วยน้าาา “แซนต้า” เผยว่า สำหรับใครที่ได้ดูมาจนถึงตอนล่าสุด ก็จะได้รับความสนุก และได้เห็นการเติบโตของแต่ละตัวละคร ซึ่งในตอนต่อ ๆไป ก็ยังคงมีความสนุกที่สดแทรกคำสอนรอทุกคนอยู่มากมาย อยากให้ทุกคนรอติดตามตอนต่อ ๆ ไปยันจบเลยน้าาาและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมให้ไลฟ์นี้มีทั้งรอยยิ้ม และความสุข จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เพิร์ธ - แซนต้า” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกม “EXAM OF LOVE ข้อสอบชุดนี้ คำตอบคือ…คุณ”งานนี้บอกได้เลยว่า “เพิร์ธ-แซนต้า” เล่นกันแบบเต็มที่ จุใจ พร้อมมอบโมเมนต์ความใจฟูให้กับแฟน ๆได้ฟินกันแบบจัดเต็ม! สามารถไปรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME) ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เพิร์ธ - แซนต้า”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม ให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มอกอิ่มใจไปตาม ๆ กัน! สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เพิร์ธ - แซนต้า” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่นำความน่ารัก ความสุข และรอยยิ้มมาส่งถึงใจ ให้กับแฟน ๆ และทีมงานได้ฮีลใจจนลืมเหนื่อย ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “รักครูเท่าโลกเลย LOVE YOU TEACHER” สามารถรับชมได้ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังได้ทางแอป OneD เวลา 21.30 น. เท่านั้น!สามารถเข้าไปรับชมเคมีความน่ารักน่าใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

คนที่เคยหักหลัง... กลับกลายเป็นคนที่กำลังตกหลุมรัก !? ต้อนรับ ฟอร์ด - พีท กับการจับมือกันกลับมาอีกครั้งที่ EFM FANDOM LIVE พร้อมปล่อยคาริสม่าความหล่อเท่ ดันกระแสโซเชียลให้ลุกเป็นไฟ!

30 มี.ค. 2026

คนที่เคยหักหลัง... กลับกลายเป็นคนที่กำลังตกหลุมรัก !? ต้อนรับ ฟอร์ด - พีท กับการจับมือกันกลับมาอีกครั้งที่ EFM FANDOM LIVE พร้อมปล่อยคาริสม่าความหล่อเท่ ดันกระแสโซเชียลให้ลุกเป็นไฟ!

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 19 มีนาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “ฟอร์ด - พีท” ที่แม้เนื้อเรื่องในซีรีส์จะเข้มข้น เคร่งเครียดขนาดไหน แต่ความสดใสของทั้งคู่ก็ยังพร้อมฮีลใจแฟน ๆ อยู่เสมอ ชวนแฟน ๆ ใจเต้นจนต้องกุมใจ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันEFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 1 นี้มีชื่อว่า... Destiny’s Case | ดวงนี้ที่รักนามปากกา : องศาดวง "เมื่อคนดวงกุดเรื่องความรัก... ต้องมาสะดุดรักให้กับเจ้าพ่อคนสายมู(เตลู)" เขต (ฟอร์ด) ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทั้งรูปร่าง หน้าตา และหน้าที่การงานที่มั่นคง แต่อย่างเดียวที่พระเจ้าลืมประทานพรมาให้เขาคือ "ดวงเรื่องความรัก" ไม่ว่าจะจีบใครเป็นต้องนก หรือคบใครก็มีอันต้องจบไม่สวยไปเสียทุกราย จนเขาเริ่มถอดใจและคิดว่าชีวิตนี้คงต้องครองตัวเป็นโสดไปตลอดกาล จนกระทั่งเขาได้โคจรมาพบกับ ซัน (พีท) รุ่นพี่ตัวจี๊ดที่พกพาความสดใสที่มาพร้อมกับ "ตารางสีมงคล" และ "เช็คลิสต์ดวงรายวัน" แบบจัดเต็ม ซัน ประกาศชัดว่าก็ที่เขตอกหักซ้ำๆอยู่อย่างนี้ เป็นเพราะ "ดวงมันชง" และ "แต่งตัวผิดระเบียบจักรวาลสายมู" ปฏิบัติการปรับลุค เสริมเฮง เติมแต้มบุญจึงเริ่มขึ้น... จากที่เคยใส่แต่เชิ้ตสีหม่น ซันสั่งเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหนี่ยวทรัพย์ จากที่เคยนัดเดทวันกาลกิณี ซันจัดแจงเช็กฤกษ์ยามให้เสร็จสรรพ แต่ยิ่ง "มู" มากเท่าไหร่ หัวใจของเขตกลับเริ่มสั่นคลอนไปทาง "คนแนะนำ" มากกว่าสาวๆ ในสเปคสะอย่างนั้น "สรุปว่าดวงรักผมจะดีได้ ... เป็นเพราะสีเสื้อ หรือเป็นเพราะมี พี่ อยู่ข้างๆ กันแน่ พี่ซัน?"FANFICTION #1 : This FANFICTION is titled... Destiny’s CasePen Name : องศาดวง Imagine a guy, let's call him Khet (played by Ford), who's basically winning at life. He's got the looks, a killer career, the whole package – except when it comes to romance. His love life is a perpetual disaster zone, a string of heartbreaks that's left him convinced he's destined for eternal singledom. That is, until he bumps into Sun (Pete), a wonderfully eccentric guru who's all about cosmic alignment. Sun rocks up with a 'lucky color chart' and a 'daily horoscope checklist,' convinced Khet's romantic woes stem from his 'unconventional attire' and general 'bad luck' according to his superstitious playbook. Thus begins Khet's grand makeover, a quest to boost his romantic fortunes and rack up some good karma. Gone are the days of drab shirts; Sun decrees a vibrant green is the way to go! And forget scheduling dates on iffy days – Sun meticulously plans auspicious timings. But here's the kicker: the more Khet dives headfirst into these superstitious rituals, the more his heart starts leaning towards Sun, the mastermind behind it all, rather than the girls who actually tick his usual boxes. It leaves him pondering, 'Is my love life really going to bloom because of my shirt color, or is it simply because you're by my side, Sun?'EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 2 นี้มีชื่อว่า... ฤดูกาลไม่อาจขวางกั้นนามปากกา : Lita P ในเมืองที่ฤดูหนาวกัดกินหัวใจผู้คน ฟอร์ด คือสายเลือดผู้พิทักษ์ฤดูกาล เขาใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวเย็นชากับพลังควบคุมสภาพอากาศ ซึ่งแลกมาด้วยความเหงาเดียวดาย จนกระทั่งได้พบกับ พีท พนักงานร้านต้นไม้ ทุกครั้งที่พีทยิ้มดอกคุณนายตื่นสายหลากสีในกระถางที่ควรจะเฉาในฤดูหนาว ก็ผลิบานสวยงามรับรอยยิ้มนั้น พลังแฝงของพีทคือความอบอุ่นสดใส ซึ่งค่อยๆ ละลายกำแพงน้ำแข็งในใจของฟอร์ดลงอย่างช้าๆ ทั้งสองเริ่มสานสัมพันธ์ท่ามกลางสีสันสดใสของดอกไม้ที่บานผิดฤดูกาล ทว่ากฎของสภาผู้พิทักษ์กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ เมื่อฤดูหนาวไม่อาจบรรจบกับฤดูร้อนได้ หากดึงดันจะรักกันสมดุลธรรมชาติจะพังทลาย ซึ่งพายุหิมะที่เริ่มโหมกระหน่ำกลางเมืองเป็นสัญญาณเตือน ฟอร์ดต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกที่แสนทรมานกดดัน ระหว่างการรักษาพลังอำนาจและตำแหน่งผู้พิทักษ์ไว้ และยอมลบความทรงจำเกี่ยวกับพีททิ้งไปตลอดกาล หรือจะยอมสละพรสวรรค์ทั้งหมดเพื่อกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่แก่เฒ่าและตายไปตามกาลเวลา ในคืนที่พายุหิมะโปรยปรายรุนแรง ฟอร์ดกุมมือพีทไว้แน่น เขาตัดสินใจละทิ้งพลังอันหนาวเหน็บเพื่อที่จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา และได้รักกับพีทท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิตลอดไปFANFICTION #2 : This FANFICTION is titled... The changing of the seasons holds no power to stop this.Pen Name : Lita P In a city where winter's chill seeps into the very souls of its residents, Ford, a descendant of the revered Seasons' Guardians, endures a solitary, frigid existence. He possesses the extraordinary ability to command the weather, a power that has steeped his life in profound loneliness. This all changes when he encounters Pete, who works at a local plant shop. Astonishingly, every time Pete flashes a smile, the vibrant morning glories in their pots, which should have long since succumbed to the winter's frost, burst into glorious bloom. Pete's own subtle gift is a radiant warmth, a luminous presence that gradually thaws the icy fortress around Ford's heart. Their connection blossoms amidst the riot of out-of-season flowers, a testament to their burgeoning romance. Yet, their love faces a formidable challenge: the ancient decrees of the Guardians forbid the union of winter and summer. To pursue their affection would mean upsetting the delicate equilibrium of nature. The sudden, fierce blizzard engulfing the city serves as a stark warning. Ford is confronted with an agonizing decision: cling to his powers and his esteemed position as a Guardian, thereby severing all ties and memories of Pete, or relinquish his extraordinary talents, becoming a mere mortal destined to age and pass away. On a night when the snow howls with relentless fury, Ford clasps Pete's hand. He makes the profound choice to surrender his icy dominion, to embrace a normal human life, and to cherish his love for Pete eternally, basking in the perpetual spring of their shared future.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 3 นี้มีชื่อว่า... Open it : พันธนาการรักจากหนังสือนามปากกา : Viper Baemboo “คุณเชื่อโลกแห่งเวทมนตร์ไหม ?” “open it” นี่คือประโยคที่ผมเจอจากหนังสือเล่มนึงที่ผมซื้อมาอ่านสำหรับความรู้ทั่วไป อ่า ก่อนอื่นเลย ผม พสุ หรือที่นักศึกษาเรียกกันเต็มๆว่า พสุธร อาจารย์ประจำคณะ นิเทศ เอกถ่ายภาพ ผมสอนเกี่ยวกับการถ่ายภาพโดยตรง รวมถึงองค์ประกอบต่างๆด้วย นักศึกษาชอบบอกว่าผมดุ ตัด A ที่ 85 บ้างละแต่จริงๆแล้วผมตัดที่ 90 ต่างหากละ ย้อนกลับไปที่ด้านบนผมเจอข้อความพวกนั้นจากหนังสือที่ผมซื้อมาจากร้านขายของเก่า ผมสนใจมันมากจนหยิบขึ้นมาดู และตกลงซื้อมา ใครจะไปคิดว่าหนังสือเล่มนี้จะเปลี่ยนชีวิตอาจารย์ธรรมดาแบบผมให้วุ่นวายได้ละ Documentary : open it ทันทีที่ผมเปิดหนังสือเล่มนั้นตามที่เขียน ก็มีอะไรบางอย่างปรากฏตัวขึ้น นาย! คือใครอะ ผมชื่อ เวียร์ ผมถูกสาปให้อยู่ในหนังสือเล่มนี้จนกว่าคู่แท้ของผมจะมาเปิดมัน คุณนี่เอง คู่แท้ของผมคุณชื่ออะไร ? นายเวียร์นั้นถาม ผม พสุธร ยะยะยินดีที่ได้รู้จัก ขอบคุณพี่พสุนะครับที่ปลดคำสาปนี้ให้ผม มีอะไรให้ช่วยบอกได้เลยนะครับคุณ soulmate ห๊ะ ห๊ะ นี่มันเรื่องบ้าไรแล้วนายจะต้องอยู่ที่ไหน ก็อยู่กับพี่ในฐานะแฟนไงครับ ไม่นะไม่เอาบอกทีว่าผมฝันไป!FANFICTION #3 : This FANFICTION is titled... Open it : The heartstrings woven by a story.Pen Name : Viper Baemboo "Do you believe in magic?" followed by "Open it." These intriguing lines caught my eye in a book I recently picked up for general knowledge. For those I haven't met yet, my name is Pasuthorn, though my students affectionately call me Pasu. I'm a lecturer in Photography at the Faculty of Communication Arts, where I teach the craft, including the art of composition. Some students grumble about my strictness, claiming I set the A grade threshold at 85, when in reality, it's a solid 90. Anyway, back to the book – I discovered it at an antique shop, and its captivating allure made me decide to buy it on the spot. Little did I know, this seemingly ordinary purchase would completely shake up the life of a lecturer like me. The book's title, or perhaps its command, was: "Open it." The moment I followed the instruction, something extraordinary happened. A voice exclaimed, "Hey! Who are you?" I replied, "My name is Weir, and I'm trapped within this book, cursed until my soulmate opens it." Weir then asked, "It's you! My soulmate. What's your name?" I introduced myself, "I'm Pasuthorn. It's a pleasure to meet you." Weir expressed his gratitude, "Thank you, Pasu, for breaking this curse. Let me know if there's anything I can do for you, my soulmate." My reaction was utter disbelief. "Huh? What kind of bizarre situation is this? And where am I supposed to go?" Weir's response was even more astonishing: "You'll stay with me, as my boyfriend." My mind reeled. "No! No! Please tell me this is just a dream!"EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 4 นี้มีชื่อว่า... อีกสักกี่ครั้ง ฉันก็จะยังนามปากกา : thisis153cm “ขอโทษครับ สวนของโรงพยาบาลไปทางไหนครับ” ใบหน้าหล่อยิ้มรับ ก่อนจะเดินตามทางที่คุณพยาบาลใจดีบอกอย่างละเอียดจนมาเจอเข้ากับสวนหย่อมที่มีน้ำพุแบบที่เขาชอบ เขายิ้มออกมาก่อนจะเข้าไปนั่งบนม้านั่งบริเวณใต้ต้นพญาเสือโคร่ง กรีบดอกที่ร่วงโรยทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในซีนของหนังโรแมนติกสักเรื่อง ผ่อนคลายดีจัง.. “ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะครับพี่พีท” เจ้าของร่างขาวในชุดเสื้อโปโลสีอ่อนกับกางเกงขาสั้นสีขาวหันไปตามเสียงที่คุ้นเคย แต่กลับต้องขมวดคิ้วในเมื่อเขาคือ คนแปลกหน้า “คุณรู้จักผม..?” “ครับ” เจ้าของร่างสูงยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะวางถุงยาลงข้างตัว เขาช่วยเอาปอยผมทัดหูจนพีทเริ่มหน้าแดง “คุณป่วยเหรอครับ ว่าแต่ผมต้องเรียกคุณว่ายังไง” “ฟอร์ดครับ และผมไม่ได้ป่วย ยาของแฟนผมน่ะครับ” “แย่จัง แต่คุณฟอร์ดดูใจดีมากเลยนะครับ” “ใจดีแบบนี้พี่พีทชอบไหมครับ” “..คิดว่าชอบนะ” ฟอร์ดยิ้มรับ “งั้นเรากลับบ้านกันครับ ผมมีอาซาอิที่พี่ชอบเตรียมไว้ในตู้เย็นด้วยนะ” “เหรอ ดีจัง” พีทตอบรับ ฟอร์ดสวมเสื้อคลุมให้ก่อนพาคนรักลุกออกไปจากตรงนั้นพร้อมถุงยา โดยที่ไม่มีใครทันเห็นขอบตาที่รื้นด้วยน้ำตานั้นเลยFANFICTION #4 : This FANFICTION is titled... Even if this whole saga plays out a million times over, I'm still going to...Pen Name : thisis153cm “Excuse me, could you point me towards the hospital garden?” the good-looking guy inquired. He followed the nurse’s friendly, detailed directions, eventually finding a charming little garden complete with a fountain – exactly his kind of spot. A second smile graced his lips as he settled onto a bench beneath a cherry blossom tree. The scattered petals created a dreamy, almost cinematic atmosphere, wonderfully tranquil. “Why are you all by yourself here, P’Pete?” A voice, familiar yet belonging to a stranger, made the fair-skinned man in the light polo and white shorts turn. He blinked, confused. “You… know me?” “Indeed,” the tall man replied with a soft smile, setting a bag of medication down beside Pete. He gently brushed a stray lock of hair behind Pete’s ear, causing a blush to creep up Pete’s neck. “Are you feeling unwell? And, by the way, what should I call you?” “Ford. And no, I’m not sick. These are for my boyfriend,” Pete explained. “Ah, a pity. But you seem like a genuinely kind person, Mr. Ford.” Ford chuckled, “Do you enjoy being kind, P’Pete?” Pete considered for a moment. “…I suppose I do,” he admitted. “Then let’s head home,” Ford suggested, his eyes twinkling. “I’ve got your favorite acai waiting in the fridge.” “You do? That’s wonderful!” Pete exclaimed. Ford slipped on his jacket and, taking Pete’s hand, led him away, the bag of medicine in tow. Unseen by them, a woman’s eyes began to brim with tears.EFM FANDOM FANFICTION เรื่องที่ 5 นี้มีชื่อว่า... ความวุ่นวาย ที่เกิดเป็นความคิดถึงนามปากกา : แมรี่ที่ไม่ได้แปลว่าที่รัก ฟอร์ด เด็กหนุ่มผู้รักสัตว์ น้องหมา 7 ตัวกับเฟอร์เร็ตอีก 1 ตัว ชีวิตเขาวุ่นวายแต่เต็มไปด้วยความสุข วันหนึ่งน้องหมาทั้งฝูงหลุดออกจากบ้านไปแบบยกแก๊ง ปลายทางไม่ใช่ที่ไหน แต่คือบ้านข้าง ๆ ของ พีท หนุ่มหน้ามนในตาสวย ผู้รักความสงบ ไม่นาน พีทก็อุ้มน้องหมาทีละตัวมาคืน พร้อมสีหน้าหงุดหงิด “ดูแลดีๆหน่อยได้ไหม เสียงดังไปทั้งวันแล้วนะ” ฟอร์ดยิ้มแหยๆ “โทษทีครับ เดี๋ยวจะระวังมากขึ้น” แต่คำว่าระวัง ดูเหมือนไม่เคยได้ผล เพราะอีกไม่กี่วันต่อมา เจ้าเฟอร์เร็ตตัวแสบก็หลุดไปอีก คราวนี้พีทมายืนหน้าบ้าน พร้อมเจ้าตัวเล็กในมือ สีหน้าหนักใจกว่าเดิม “ถ้าหลุดอีก ฉันเอาไปผัดเผ็ดจริงๆนะ” เขาบ่น ฟอร์ดหลุดหัวเราะ ใจร้ายจัง มันน่ารักนะ พีทถอนหายใจ แต่ก็ยอมยื่นเฟอร์เร็ตคืนให้ จากวันนั้น ความวุ่นวายกลายเป็นเรื่องปกติ เสียงบ่นของพีทกับรอยยิ้มของฟอร์ดค่อย ๆ กลายเป็นความคุ้นเคย จนวันหนึ่งที่ไม่มีสัตว์หลุดออกไป พีทกลับเป็นฝ่ายเดินมาหาเอง “วันนี้เงียบ แปลกดี” ฟอร์ดยิ้ม “หรือว่าคิดถึง” พีทเม้มปาก ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ นิดหน่อย เสียงเห่ากับเสียงหัวเราะอาจน่ารำคาญสำหรับใครบางคน แต่สำหรับพีท มันกลับกลายเป็นเสียงที่ทำให้อบอุ่นใจขึ้นโดยไม่รู้ตัวFANFICTION #5 : This FANFICTION is titled... That delightful mess that sparks a yearning.Pen Name : แมรี่ที่ไม่ได้แปลว่าที่รัก Ford, a young soul utterly devoted to animals, juggles the delightful pandemonium of seven dogs and a ferret. His life, though a whirlwind of happy chaos, takes an unexpected turn when his entire canine crew orchestrates a daring escape, finding themselves on the doorstep of Pete, a strikingly handsome young man who cherishes tranquility. Pete, with his captivating eyes, returns the dogs one by one, a visible flicker of exasperation on his face. "Could you possibly keep a closer eye on them? They've been a constant ruckus all day!" he pleads. Ford offers a bashful grin, "My apologies, I'll be more vigilant." Yet, his promise seems to evaporate into thin air, as a few days later, the adventurous ferret makes its own bid for freedom. This time, Pete appears at Ford's doorstep, the tiny escapee cradled in his arms, his brow furrowed with even greater concern. "If this little rascal gets out again, I swear I'll…" he mutters menacingly. Ford bursts into laughter, "How cruel! He's just too adorable!" Pete lets out a resigned sigh but, with evident reluctance, hands the ferret back. From that point on, the unusual becomes the norm. Pete's grumbles and Ford's sheepish smiles weave themselves into the fabric of their days, until one quiet afternoon, an unprecedented silence falls – no animals are on the loose. Pete is the first to break the calm, approaching Ford. "It's remarkably peaceful today," Ford remarks with a smile. Pete offers a subtle smirk, "Or perhaps you just missed the commotion?" He then gives a slight nod. The once-disruptive barks and Ford's cheerful laughter, which might have grated on others, had, unbeknownst to Pete, become strangely comforting sounds.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “ฟอร์ด - พีท” ที่จะมาทำให้แฟน ๆ ตกหลุมรักด้วยออร่าสุดเท่ พร้อมโชว์ความสามารถการแสดงแบบสด ๆ ถึงใจแฟน ๆ เสมือนนั่งอยู่หน้าจอดูซีรีส์ไปพร้อมกันนน!การกลับมาเจอกับแฟน ๆ ที่ EFM FANDOM LIVE ! “ฟอร์ด” ได้เล่าว่า หลังจากที่ได้มาออกรายการ EFM FANDOM LIVE ในรอบก่อน ตนนั้นก็ได้มีโอกาสมาโปรโมตเพลงของตัวเอง ที่ได้ “พีท” มาร่วมแสดงใน MV โดยบอกว่า ครั้งก่อนที่มาออกรายการ รู้สึกว่าห้องสตูจะเล็กกว่าห้องนี้เนื่องจากเป็นสตูเก่า ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นการจัดตกแต่งสตูใหม่นี้ จึงเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ๆ “พีท” ยังได้เล่าเสริมสำหรับ MV เพลง ของ “ฟอร์ด” ที่ตนนั้นได้เข้ามาร่วมแสดงว่า ในตอนนั้นที่ “ฟอร์ด” เข้ามาชวนไปเล่น MV ได้มาบอกว่า บทง่ายมาก ๆ ไม่มีอะไรหนัก ชีล ๆ สบาย ๆ แต่เมื่อตนรับเล่นแล้วมาดูบทจริง ๆ คือค่อนข้างหนัก และท้าทายมาก ๆ ต่างกับสิ่งที่ “ฟอร์ด” ได้มาพูดขายไว้โดยสิ้นเชิง ทำเอาพี่ๆดีเจอดขำเอ็นดูทั้งคู่กันไม่ไหวววอัปเดตตำนาน 1 ปี “ฟอร์ด - พีท” “พีท” ก็ได้มาอัปเดตเล่าเรื่องราวตำนานใหม่ใน 1 ปีที่ผ่านมาที่ทั้งคู่ได้เจอ นั่นคือตำนานเรื่องราวของ “ฟอร์ด” ที่ล่าสุดทั้งคู่ได้มีทริป 2 วัน 1 คืน และจะมีช่วงเวลาพักเบรกประมาณ 15 - 20 นาที ให้ทั้งคู่ได้พักผ่อน โดย “ฟอร์ด” ก็ได้ขอตัวเข้าห้องพักไปก่อน “พีท” จึงคิดว่าเดี๋ยวเข้าไปปลุกก็คงตื่น เพราะมีเวลาพักไม่มากนัก แต่ไม่ว่าจะปลุกยังไง “ฟอร์ด” ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย ไม่ว่าจะสะกิด จับเขย่าตัว หรือเรียกแบบไหนก็ตาม โดย “พีท” เล่าว่า หากไม่ได้ยินเสียงกรน ก็คงมีแอบคิดไปแว๊บนึงว่า “ฟอร์ด” อาจจะไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้ “ฟอร์ด” จึงได้เล่าว่า เหตุการณ์ในตอนนั้น ตนไม่รู้สึกตัว และไม่ทราบเรื่องราวนี้มาก่อนเลย เพราะปกติจะเป็นคนที่นอนหลับยาก แต่หากได้นอนแล้วก็จะหลับลึกมาก ๆ เมื่อพูดจบก็หันมาบอก “พีท” ที่นั่งข้าง ๆ ว่า แต่ “พีท” ยังลืมวิธีการปลุกอีกแบบนึง นั่นคือการ “จุมพิต” ทำเอาแฟน ๆ ที่นั่งดูไลฟ์อยู่อดยิ้มฟินกันไม่ได้เลยทีเดียวววผม.. พีท ครับ ไม่เพียงแต่ใบหน้าที่ดูหล่อเหลาเอาการ แต่ยังมีเส้นผมของ “พีท” ที่ไปสะดุดตาจน “ดีเจแนน” อดชมไม่ได้ว่าสุขภาพเส้นผมของ “พีท” ที่แม้จะผ่านการกัด ทำสีมาหลายครั้ง แต่ทำไมถึงยังดูสุขภาพดีเหมือนคนไม่ได้ทำสีผม?! “พีท” จึงได้เล่าว่า ปัจจุบันนี้เริ่มเกิดปัญหาร่วมกันกับช่างทำผมที่ต้องทำงานร่วมกันแล้ว เนื่องจากช่างบอกว่า สุขภาพผมของ “พีท” นั้นเรียกได้ว่าอยู่ในขั้นวิกฤต เพราะหากกัดสีไปมากกว่านี้อาจจะมีโอกาสทำให้เส้นผมนั้นขาดได้ทันทีมีม “…มาแล้วคร้าบบบ!” ครั้งนี้ พี่ ๆ ดีเจ และทีมงานก็ได้มีมินิเกมสนุก ๆ มาให้ “ฟอร์ด - พีท” ได้เล่นกันเป็นน้ำจิ้มก่อนจะไปพบกับเกมในช่วงเล่นเกมจริง โดยได้ให้ทั้งคู่เริ่มทำท่าตามคำบอกไปทีละท่าดังนี้ ท่าแรก “เมะมาแล้วคร้าบบบ” ทั้ง “ฟอร์ด-พีท” ก็สามารถทำท่าในโจทย์นี้ออกมาได้ใกล้เคียงกันสุด ๆ โดยมีซิกเนเจอร์หลักของการโพสท่านี้คือ การเบ่งกล้าม ท่าที่สอง “เคะมาแล้วคร้าบบบ” ซึ่งทั้งสองก็ทำท่าทางในโจทย์นี้ออกมาได้น่ารักสุด ๆ ! ท่าที่สาม “น้องฟอร์ด น้องพีท สามขวบมาแล้วคร้าบบบ” ท่านี้บอกได้คำเดียวเลยว่า น่ารักสุด ๆ ไอต้าวฉามขวบบบ ท่าสุดท้าย ท่าที่สี่ กับท่า “ที่รักจ๋า ฟอร์ด พีท มาแล้วคร้าบบบ” ท่านี้ทำเอาเหล่าดีเจอึ้งกับความเปิ่นโก๊ะของทั้งคู่กันไปเลยทีเดียวววพูดถึงซีรีส์ “Yesterday รอยรักวันวาน” โดยทั้งคู่ก็ได้บอกว่า ใน 2 EP. แรกนั้น เนื้อเรื่องยังดำเนินไปแบบชีล ๆ สบาย ๆ แต่หลังจากนั้น เนื้อเรื่องทุกอย่างจะดำเนินไว และเข้มข้นขึ้น จนบางทีที่ไปอ่านฟีดแบคของแฟน ๆ ก็อดยิ้มขำเอ็นดูกับคอมเมนต์ของแฟน ๆ ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นคอมเมนต์ที่บอกว่า ‘ดูซีรีส์เรื่องนี้แล้วเครียดมาก ๆ’ บ้างล่ะ ‘ตั้งตัวไม่ทัน’ บ้างล่ะ และทั้งคู่ก็ได้พูดเสริมว่า จริง ๆ ไม่แปลกใจที่แฟน ๆ จะดูแล้วรู้สึกเครียดกัน เพราะในฐานะทีตนเองนั้นเป็นนักแสดง ก็รู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ใช่ซีรีส์รักใส ๆ เนื้อเรื่องค่อนข้างไปในทางเคร่งเครียด และซีเรียสมาก ๆ จำเป็นต้องใช้สกิลการวิเคราะห์เยอะนิดนึง หากใครที่กดดูข้ามตอนก็อาจจะทำให้พลาดเนื้อหาสำคัญ และดูไม่เข้าใจเนื้อเรื่องทั้งหมดได้ จึงอยากให้แฟน ๆ ค่อย ๆ ลองตั้งใจดูในทุก ๆ ตอนไปแบบไม่กดข้ามตอนกัน เพื่อที่จะได้เข้าถึงความสนุกที่แท้จริงของซีรีส์เรื่องนี้กันน้าาา รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน!เป็น “เคลวิน” มันต้องเครียดเบอร์ไหน?! “ฟอร์ด” เล่าว่า บทที่ตัวเองได้รับในบทบาทของ “เวียร์” นั้นไม่ได้ยากเกินไปที่จะทำให้รู้สึกว่าเครียดกับการแสดงครั้งนี้ แต่คนที่ต้องเครียดอาจจะเป็นทางฝั่งของ “พีท” ซะมากกว่า เนื่องจากบทบาท “เคลวิน” ที่ “พีท” ได้รับนั้น มีคาแรกเตอร์ที่ค่อนข้างเป็นคนที่เคร่งเครียด และซีเรียสในการใช้ชีวิตมาก ๆ อยากได้อะไรก็ต้องได้ จนอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นได้เปลี่ยนเป็นความรุนแรงที่ตามมา โดย “พีท” ก็ได้เล่าเสริมว่า สำหรับตนนั้น บทบาทที่ได้รับนั้นยากมาก ๆ เพราะไม่มีส่วนไหนที่เกี่ยวข้อง หรือใกล้เคียงกับตนเองในชีวิตจริงเลย ทำให้ต้องเคร่งเครียด และทำการบ้านเยอะมาก ๆ หลังจากที่ได้รับบทนี้มา1 ซีน เล่นสด ส่งถึงใจแฟน ๆ เมื่อถามว่า ‘หากเลือก 1 ซีนในซีรีส์เรื่อง “Yesterday รอยรักวันวาน” มาเล่นสด ๆ ในรายการให้แฟน ๆ ได้ดู อยากจะเลือกซีนไหน?’ ซึ่ง “ฟอร์ด” ก็ได้เลือกซีนที่ “เวียร์” เมา และชม “เคลวิน” ซึ่งทั้งคู่ก็สามารถทำการแสดงออกมาได้ดีไม่แพ้กับในซีรีส์ที่ได้ออนแอร์ไปแล้วเลย เรียกได้ว่าเป็นการสับสวิตช์คาแรกเตอร์ได้รวดเร็ว และทำถึงสุด ๆ !10+1 Special !! โดยทั้งสองก็ได้สปอยว่า ใน EP. ที่ 8 - 11 พาร์ทความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นจะเริ่มไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังคงต้องไปช่วยกันสู้กับปัญหาในเรื่องอื่นแทน ทั้งนี้ พี่ ๆ ดีเจจึงได้ให้ทั้งคู่ลองสปอยตอนต่อไปที่กำลังจะออนแอร์อย่าง EP.8 และ EP.9 เป็นคำเดียวสั้น ๆ ให้เหล่าแฟน ๆ ได้ตามลุ้นไปติดตามกัน ซึ่ง “ฟอร์ด” ก็ได้เลือกคำว่า ‘เริ่มต้นใหม่’ ให้สำหรับ EP.8 และ ‘ลืมอดีตไป’ สำหรับ EP.9 ในด้านของ “พีท” ก็ได้เลือกคำว่า ‘บาดแผลสุดท้าย’ ให้สำหรับ EP.8 พร้อมสปอยใน EP.9 ว่าเนื้อเรื่องจะเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม และมีอะไรที่กำลังรอเซอร์ไพรส์แฟน ๆ อยู่ อยากให้แฟน ๆ รอติดตามชมกันได้เลย!และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมให้ไลฟ์นี้มีรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษให้แฟน ๆ ได้เติมความสุขก่อนเอนตัวนอนทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “ฟอร์ด - พีท” ได้เล่นสนุกกัน ในชื่อเกมว่า “ฟอร์ด - พีท Tier lists”งานนี้บอกได้เลยว่า “ฟอร์ด - พีท” เล่นกันแบบเต็มที่ สนุกสนาน พร้อมมอบความอิ่มใจให้กับแฟน ๆ กันแบบจัดเต็ม!สามารถไปรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย! (เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ฟอร์ด - พีท”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างความประทับใจ ให้กับแฟน ๆ แบบเต็มอก! สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ฟอร์ด - พีท” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มาสร้างสีสัน และรอยยิ้มให้กับแฟน ๆ และทีมงานได้คลายเครียดกับความน่ารัก เคมีเคใจของทั้งคู่ไปพร้อม ๆ กัน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “Yesterday รอยรักวันวาน” สามารถรับชมได้ทุกวันจันทร์ เวลา 20.00 น. ดูเวอร์ชัน UNCUT บนแอป WeTV ที่เดียวเท่านั้น!!สามารถเข้าไปรับชมคาริสม่าความหล่อแซ่บถึงทรวงของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

อยากเจอแนนโน๊ะหรอคะ ? สวัสดีค่ะ ชาว EFM FANDOM LIVE วันนี้แนนโน๊ะมาหาแล้วนะ ลุ้นระทึกไปกับความน่ารักปนหลอนของ “เบ็คกี้ อาร์มสตรอง” ที่จะมาเป็น “เบ็คโน๊ะ” ส่งมอบความหลอน สุดขนหัวลุก ชวนแฟนๆ ต้องเหลียวหลังแบบไม่รู้ตัว

18 มี.ค. 2026

อยากเจอแนนโน๊ะหรอคะ ? สวัสดีค่ะ ชาว EFM FANDOM LIVE วันนี้แนนโน๊ะมาหาแล้วนะ ลุ้นระทึกไปกับความน่ารักปนหลอนของ “เบ็คกี้ อาร์มสตรอง” ที่จะมาเป็น “เบ็คโน๊ะ” ส่งมอบความหลอน สุดขนหัวลุก ชวนแฟนๆ ต้องเหลียวหลังแบบไม่รู้ตัว

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 12 มีนาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เบ็คกี้ อาร์มสตรอง” ที่มาฉายเดี่ยว แจกความน่ารัก สดใส พร้อมสับสวิตช์ความหลอน ชวนระทึกขวัญกับบทบาทที่ทุกคนรู้จักในฐานะ “แนนโน๊ะ” ไปกับ 2 ดีเจอารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... ปริศนาฆาตกรรมแห่งวินด์เฮเวน (The Windhaven Murders)นามปากกา : saturn_29 เมืองเล็กๆทางตอนเหนือของอังกฤษที่ชื่อว่า "วินด์เฮเวน" เคยเป็นเมืองเงียบสงบที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุร้ายใดๆ จนกระทั่งคืนหนึ่ง ศพปริศนาปรากฏขึ้นกลางจัตุรัสเก่า พร้อมสัญลักษณ์ประหลาดที่ไม่มีใครเข้าใจ คดีที่ดูเหมือนการฆาตกรรมธรรมดา กลับค่อยๆเปิดเผยความจริงที่น่ากลัวกว่านั้น เมื่อทุกเบาะแสชี้ไปยังความลับของเมืองที่ถูกปกปิดมานานกว่าห้าทศวรรษ "รีเบคก้า" นักสืบสาวผู้มีสัญชาตญาณเฉียบคมถูกส่งมารับคดีนี้ แต่ยิ่งเธอสืบลึกลงไปเท่าไร เธอก็ยิ่งพบว่าทุกคนในเมืองนี้กำลังปิดบังบางอย่าง ตั้งแต่นายกเทศมนตรีผู้ทรงอิทธิพล นักบวชผู้หมกมุ่นกับตำนานของเมือง ไปจนถึงครอบครัวขุนนางเก่าแก่ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง และยิ่งแปลกไปกว่านั้น รายชื่อเหยื่อทุกรายกลับเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาด พวกเขาทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในอดีตที่ถูกฝังกลบไว้ตั้งแต่ห้าสิบปีก่อน เมื่อจำนวนศพเพิ่มขึ้นทีละศพ รีเบคก้าเริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่เพียงการไล่ล่าฆาตกร แต่มันคือ เกมปริศนาที่ถูกวางไว้ล่วงหน้า ราวกับมีใครบางคนกำลังนำทางเธอไปสู่คำตอบที่ไม่มีใครอยากให้เธอรู้ เพราะหากความจริงนั้นถูกเปิดเผย คนต่อไปที่จะตาย...อาจเป็นเธอเองFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The Windhaven MurdersPen Name : saturn_29 Nestled in the serene north of England, Windhaven was once just another sleepy village, easily overlooked. That all changed one fateful night when a cryptic corpse materialized in the heart of the old town square, adorned with baffling symbols. What initially appeared to be a straightforward homicide soon morphed into a chilling revelation, as every shred of evidence whispered of a clandestine secret the townsfolk had guarded for over half a century. Enter Rebecca, a detective with a razor-sharp mind, tasked with untangling this macabre mystery. Yet, with each layer she peeled back, she found herself wading through a sea of deception. From the influential mayor and a priest consumed by local lore, to the aloof, ancient aristocratic clan, everyone seemed to be harboring a hidden agenda. The plot thickened when she discovered a bizarre, undeniable thread connecting the growing list of victims to events that transpired fifty years prior. As the body count climbed, Rebecca began to suspect this wasn't merely a manhunt for a murderer. It felt more like a meticulously orchestrated puzzle, with an unseen hand nudging her towards a truth nobody wanted unearthed. After all, if the real story came to light, the next name on the death toll could very well be her own.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... แวมไพร์บำเพ็ญตนนามปากกา : มามี้ตลอดไป มีแวมไพร์แฝด 3 พี่น้อง อาศัยอยู่ในปราสาทกลางป่าลึกบำเพ็ญตนเว้นเลือดมนุษย์มากว่า 512 ปี ออกหากินเมื่อไหร่จะผลัดกันไปทีละตน ตนละ 3 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อจำกัดการทำร้ายสิ่งมีชีวิตและไม่ให้ป่าแตกตื่น ถึงเวลา 1 ทุ่ม ‘Rebecca’ แวมไพร์คนโต ออกหากินก่อน กว่าจะกลับมาก็เกินเวลายาวไปยันห้าทุ่มเศษ หากดูจากปากของ Rebecca น่าจะแทบไม่ได้กินอะไรเพราะที่ปากไม่มีรอยเลือดติดอยู่เลย ถึงคิวของ ‘Patricia’ แวมไพร์คนกลาง ออกหากินบ้าง ไม่ต่างกัน แม้เวลาล่วงเลยไปจนตีสามกว่าจึงกลับมา แต่ที่ปากของ Patricia ก็มีแค่รอยคราบผลไม้เพียงเล็กน้อย ‘Becky’ แวมไพร์คนเล็กเห็นพี่ ๆ กินเวลาของตัวเองไปเยอะจึงต่อว่า “ไปทำอะไรกันมาตั้งนาน แต่ได้กินกันแค่นี้เองหรอ!” ก่อนที่จะรีบบินออกไปบ้าง ไม่ถึง 5 นาที Becky กลับมาพร้อมคราบเลือดที่ปากฉ่ำ ๆ จนพี่ ๆ ทั้งสองถามด้วยความแปลกใจว่า “ทำยังไงถึงหากินได้ไวและได้เยอะเต็มปากขนาดนั้น” Becky จึงย้อนถามพี่ ๆ ว่า “พี่ ๆ เห็นต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าต่างนั่นมั้ย?” ทั้ง Rebecca และ Patricia ก็ตอบ “เห็น!” Becky รีบย้อนตอบกลับทันทีว่า “ช่าย~ แต่หนูไม่เห็น!”FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Vampire self-disciplinePen Name : มามี้ตลอดไป Nestled deep within a forest, a rather peculiar trio of vampire siblings resided in a castle. For an astonishing 512 years, they'd managed to steer clear of human blood. Their hunting excursions were meticulously timed, with each sibling taking a mere three-hour shift. This was their clever strategy to minimize their impact on the local wildlife and keep the forest from getting, well, freaked out. At precisely 7 PM, Rebecca, the eldest of the brood, kicked off the night's hunt. She didn't make it back until well past 11 PM. A quick glance at Rebecca's mouth told a story: not much of a meal, as there wasn't a speck of blood to be seen. Next up was Patricia. Like her older sister, she returned after 3 AM, but her culinary exploits seemed limited to a few sips of fruit. Seeing her siblings hogging the night and apparently barely snacking, Becky, the youngest, couldn't hold back. She let them have it with a scolding, "Seriously, what were you two doing all that time, and you only managed to snag *this* much to eat?!" With that, she zoomed off. Less than five minutes later, Becky was back, her mouth practically gushing with blood, leaving her two sisters utterly gobsmacked. "How on earth do you manage to eat so fast and still have so much in your mouth?" she exclaimed. Then, with a mischievous glint, Becky posed a question to her bewildered siblings, "See that massive tree right outside the window?" Both Rebecca and Patricia, still trying to process the spectacle, nodded, "Yes!" Becky, with a triumphant grin, shot back, "Yeah~ but *I* don't see it!"FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Stolen Livesนามปากกา : Meily เบ็คกี้ คือผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่มีความสามารถประหลาดเกินคำอธิบาย เธอสามารถเดินเข้าไปอยู่ในความทรงจำของคนอื่นได้ เพียงแค่สบตาหรือแตะต้องตัวใครบางคน โลกในหัวของคนนั้นจะเปิดออกเหมือนประตู และเธอจะถูกดึงเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเหตุการณ์นั้นราวกับมันเกิดขึ้นจริง บางวันเธอลืมตาขึ้นท่ามกลางแสงไฟเวทีและเสียงกรี๊ดของผู้คนนับหมื่น เหมือนเธอเคยเป็นนักร้องดังที่ยืนอยู่กลางสปอตไลต์ แต่บางคืนสิ่งที่ตามหลอกหลอนกลับโหดร้ายกว่านั้น เธอตื่นขึ้นมาพร้อมภาพมีดในมือ เลือดไหลนองพื้น และเสียงหายใจหนักของใครบางคนที่กำลังจะตาย เพราะเธอดันหลุดเข้าไปอยู่ในความทรงจำของฆาตกรขณะกำลังลงมือจริง ยิ่งเบ็คกี้เข้าไปในความทรงจำของคนอื่นมากเท่าไร เส้นแบ่งระหว่างชีวิตของเธอกับชีวิตของคนอื่นก็ยิ่งบิดเบี้ยว เธอเริ่มจำไม่ได้ว่าอะไรคือความทรงจำของตัวเอง อะไรคือสิ่งที่เธอเพียงแค่เข้าไปเห็น จนกระทั่งวันหนึ่งเธอหลุดเข้าไปในความทรงจำของใครบางคนอีกครั้ง และพบว่าฆาตกรที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์นั้นไม่ใช่คนแปลกหน้าเลย แต่เป็นเบ็คกี้เอง ในเวอร์ชันที่เธอไม่เคยจำได้ว่า เคยมีอยู่จริงFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Stolen LivesPen Name : Meily Meet Becky, a perfectly normal woman with a truly bizarre gift: a simple glance or a touch can plunge her headfirst into someone else's memories. It's like a hidden world inside their mind swings open, and she's pulled in, experiencing their past as if it were her own. Some mornings, she'll jolt awake feeling the roar of a massive crowd and the blinding glare of stage lights, as if she were a rockstar owning the moment. But then there are the darker nights, when the echoes are far more gruesome. She might find herself gripping a knife, the floor slick with blood, the ragged breaths of a dying person filling the air – because she's stumbled into the mind of a killer, right in the thick of their crime. The more Becky dives into other people's pasts, the blurrier the lines become between her own life and theirs. She starts to lose track of what's genuinely hers and what she's just a bystander to. Then, one day, during yet another memory dive, she finds herself in a chilling scene. The murderer at its center isn't some stranger; it's Becky herself, a version of her she never even knew existed.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... สายลับบ้าบิ่นนามปากกา : สายไหม รีเบคก้า ตำรวจสาวมือใหม่ ได้รับภารกิจลับให้สืบคดีค้ายาเสพติดในตลาดใหญ่ใจกลางเมือง เธอต้องแฝงตัวเป็นแม่ค้าขายบ้าบิ่น ขนมไทยที่ดูธรรมดา แต่จะกลายเป็นฉากบังหน้าอันสำคัญ วันแรกของการตั้งร้าน เธอตื่นเต้นจนมือสั่น แต่ได้รับการฝึกอย่างเร่งด่วนจากแม่ เธอเรียนรู้วิธีทอดบ้าบิ่นให้กรอบนอกนุ่มใน และฝึกยิ้มทักลูกค้า “บ้าบิ่นร้อน ๆ จ้า” เสียงของเธอกลมกลืนกับตลาด เธอสังเกตเห็นชายกลุ่มหนึ่งมาที่ตลาดในเวลาเดิมทุกวัน ไม่ซื้อของ แต่จะคุยแค่กับร้านขายเนื้อในมุมลับตาและแลกถุงเนื้อกัน เธอจึงแสร้งทำเป็นแม่ค้าขี้สงสัย เดินไปซื้อเนื้อและคุยเล่นบ้าง เพื่อเก็บรายละเอียด คืนหนึ่ง รีเบคก้าตามชายขายเนื้อไปโกดังร้าง เห็นการลักลอบส่งของ เธอจึงส่งสัญญาณให้ทีมตำรวจเข้าจับ แต่คนร้ายจับได้ว่าเธอคือสายลับ ในวินาทีคับขัน เธอคว้ากระทะบ้าบิ่นที่พกมาโยนใส่เพื่อเบี่ยงความสนใจ แล้ววิ่งไปหาทีมสนับสนุน เกิดการปะทะกัน แต่สุดท้ายแก๊งค้ายาก็ถูกจับกุม เช้าวันรุ่งขึ้น ตลาดกลับมามีชีวิตชีวา กลิ่นบ้าบิ่นหอมกรุ่นยังลอยอบอวล ภารกิจนี้สอนเธอว่า การเป็นตำรวจไม่จำเป็นต้องถือปืนเสมอไป บางครั้งรอยยิ้มและเตาถ่าน ก็เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Daredevil spyPen Name : สายไหม Stepping into the bustling heart of the city's market, rookie officer Rebecca found herself on a clandestine assignment, tasked with unraveling a drug trafficking ring. Her ingenious cover? Posing as a vendor selling 'babbin,' a seemingly innocent Thai sweet. On her inaugural day, nerves made her hands shake as she set up her stall. Yet, thanks to her mom's crash course, she'd mastered the art of frying babbin to golden perfection and practiced her customer service spiel, her voice easily blending into the market's symphony with a cheerful "Hot babbins for you!" She soon noticed a peculiar daily ritual: a group of men arriving at the same time, not to shop, but to huddle with a butcher in a quiet corner, exchanging mysterious bags of meat. Rebecca, playing the part of an intrigued local, bought some meat and struck up a conversation with the butcher, subtly probing for intel. One night, her curiosity led her to follow the butcher to a deserted warehouse, where she stumbled upon the illicit dealings firsthand. She discreetly signaled her team for backup. But the criminals caught on, realizing she wasn't just a sweet vendor. In a heart-pounding moment, Rebecca grabbed her trusty babbin pan, tossed it to create a diversion, and bolted for reinforcements. A showdown ensued, but eventually, the drug syndicate was brought to justice. The next morning, the market buzzed with its usual energy, the comforting scent of babbin still perfuming the air. Rebecca's undercover escapade had taught her a profound lesson: being a cop isn't always about firepower. Sometimes, a warm smile and a humble charcoal stove are the most potent weapons in the arsenal.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... The Summer Mapนามปากกา : ลามะลิลา ปี 2004 ย่านพาร์คสโลป , บรู๊คลิน เบคก้า เด็กสาวที่เพิ่งย้ายมาที่นี่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนเดินหลงทางในสวนพรอสเปกต์อยู่บ่อยๆ การมาอยู่ในที่ไม่คุ้นเคยทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว จนวันหนึ่งเธอได้รู้จักกับแอ๊บบี้ เด็กสาวที่ชอบเปิดเพลงดังๆให้เสียงเพลงป๊อปจากหูฟังลอยคลอมาให้ได้ยิน เธอมีสมุดเล่มเล็กที่เรียกว่า “แผนที่ฤดูร้อน” ข้างในมีเพียงสถานที่ที่เธอค้นพบและตั้งชื่อเอง เช่น จุดพบนกบลูเจย์ ร้านเบเกิลที่อร่อยเหาะ หรือมุมเงียบในสวนที่บางวันมีเสียงดนตรีจากแบนด์เชลล์ลอยมาให้ฟัง ตลอดฤดูร้อนนั้น ทั้งสองออกเดินสำรวจพาร์คสโลปด้วยกัน ทุกครั้งที่หลงทาง แอ๊บบี้จะเพิ่มจุดใหม่ลงในสมุด พร้อมโน้ต “บ่ายนี้อากาศดี” หรือ “ตรงนี้เหมาะกับการนั่งเฉยๆ” ถึงจะงงๆ แต่มันก็ทำให้เบคก้าเหงาน้อยลง แต่แล้ว ก่อนฤดูร้อนจะจบ แอ๊บบี้ก็มาบอกว่าเธอจะย้ายกลับ โอเรกอน และเงียบหายไป หลายปีต่อมาเบคก้ากลับมาที่สวนอีกครั้ง แล้วเธอก็ได้เข้าใจว่าแผนที่ฤดูร้อนไม่ได้มีไว้หาเส้นทาง แต่มีไว้เก็บความทรงจำอันล้ำค่าของเด็กผู้หญิงสองคนที่เคยหลงทาง และค้นพบโลกใบเล็กของตัวเองไปด้วยกัน ถึงแม้จะไม่ได้พบกันอีกแต่เธอก็จะจดจำฤดูร้อนนั้นตลอดไปFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… The Summer MapPen Name : ลามะลิลา Back in 2004, Becca, a newcomer to Park Slope, Brooklyn, found herself frequently wandering lost in Prospect Park after school. The unfamiliar surroundings left her feeling adrift and alone. Then, one day, she bumped into Abby, a girl whose headphones pulsed with loud pop music. Abby carried a quirky little notebook she called her "Summer Map," a collection of her personal discoveries and whimsical names for places – a haven for blue jays, a bakery serving up divine bagels, or a peaceful nook in the park where the distant melodies from the bandshell might just reach you. As summer unfolded, the two girls became inseparable explorers of Park Slope. Each time they strayed from the known path, Abby would add a new entry to her map, jotting down simple observations like, "Lovely afternoon," or "Perfect spot for just chilling." While it might have seemed a bit chaotic, this process eased Becca's loneliness. However, as summer began to wane, Abby dropped the bombshell that she was moving back to Oregon, and then she was gone. Years later, returning to the park, Becca realized the "Summer Map" wasn't about navigation at all. It was a testament to the fleeting, treasured moments of two girls who, in their shared wanderings, had stumbled upon their own unique world. Though their paths never crossed again, that summer remained an indelible part of her memory.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE พร้อมต้อนรับ “เบ็คกี้ อาร์มสตรอง” ที่จะมาครองใจทุกคนด้วยความน่ารัก ขี้เล่น ปนหลอน ของ “เบ็คโน๊ะ” จนแฟน ๆ ต้องเผลอตกหลุมรัก “แนนโน๊ะ” คนนี้...กันแบบไม่รู้ตัววววิธีฮีลใจของ “เบ็คกี้ อาร์มสตรอง” “เบ็คกี้” เผยว่า หากมีเวลาว่างเมื่อไหร่ สิ่งแรกที่จะทำเลยนั่นก็คือ การนอน พร้อมบอกว่าในช่วงนี้ เป็นช่วงที่มีมรสุมงานหนักมาก ทำให้ตนนั้นเคยมีเวลานอนน้อยที่สุดต่อวันเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และต้องออกไปทำงานต่อตลอดทั้งวัน โดย “เบ็คกี้” เล่าว่า ตอนแรก ๆ รู้สึกว่า มันง่วงมาก แต่เมื่อใดที่ออนเซ็ตปุ๊บ จะสวิตช์กลับมาได้เองเลยทันที จึงทำให้การง่วงนอนนี้ไม่มาเป็นปัญหากวนใจเวลาทำงาน อีกทั้งยังแอบสปอยว่า ช่วงนี้ตนนั้นกำลังซุ่มทำเพลงอยู่ และคิดว่าอีกไม่นานจะได้ปล่อยเพลงซีเครทนี้ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันแบบฟินหูอย่างแน่นอนนนMini Mission เบ็คกี้-แนนโน๊ะ โดยทางทีมงานก็ได้สร้างมินิเกมเล็ก ๆ สนุก ๆ มาให้กับ “เบ็คกี้” ได้เล่น ทดสอบการสับสวิตช์อารมณ์ และคาแรกเตอร์ของ “เบ็คกี้” ได้แบบจุใจ ด้วยการให้ “เบ็คกี้” ทำท่าทาง สลับคาแรกเตอร์ระหว่างการเป็น “เบ็คกี้” และการเป็น “แนนโน๊ะ” ทั้งท่าทาง ‘ยิ้ม’ ‘โกรธ’ ‘รัก’ และ ‘สงสัย’ ซึ่งทุก ๆ ท่าทาง “เบ็คกี้” ก็แสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบสุด ๆ อย่างกับว่ามีทั้ง “เบ็คกี้ และแนนโน๊ะ” มานั่งอยู่ในสตูด้วยจริง ๆ !กว่าจะมาเป็น “แนนโน๊ะ” ใน “เด็กใหม่ The Reset” “เบ็คกี้” เล่าว่า เส้นทางกว่าจะมาเป็น “แนนโน๊ะ” ในซีรีส์ “เด็กใหม่ The Reset” นั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย โดยบอกว่า ตนนั้นต้อง Workshop กับผู้กำกับถึง 6 คน หรือก็คือ การต้อง Workshop ก่อนถ่ายทำจริงในทุก ๆ ตอนนั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เผยว่าคาแรกเตอร์ของแนนโน๊ะแต่ละตอนนั้น ก็จะมีความต่างกันไป บางตอนอาจจะมีความขี้เล่น บางตอนอาจจะมีความ กวน ๆ ผสมไปบ้าง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้อง Workshop ก่อนถ่ายทำจริงในทุก ๆ ตอนนั่นเอง‘ปิ๊บ ๆๆๆ’ หลังจากที่ซีรีส์ “เด็กใหม่ The Reset” ได้เปิดตัวออนแอร์ EP.แรก ไป ฉากหนึ่งที่เป็นภาพจำ และติดอยู่ในความทรงจำของคนดูก็คงหนีไม่พ้นฉาก ‘ปิ๊บ ๆๆๆ’ ที่ “แนนโน๊ะ” ได้พูดขึ้นมาในตอนที่กำลังถูกทำร้ายร่างกาย ด้วยหมัดค้อนของเล่นของ “สกาย” เพื่อแสดงออกให้เห็นว่าตนนั้นไม่ได้มีความรู้สึกเจ็บใด ๆ เลยจากการที่ “สกาย” ได้ทุ่มสุดแรงต่อยลงมา โดย “เบ็คกี้” ก็ได้เผยว่า ‘ปิ๊บ ๆๆๆ’ นั้นไม่ใช่บทที่อยู่ใน Dialogue แต่เป็นการ Improvise ที่ตนนั้นคิดขึ้นมาเองหน้าเซ็ต เพราะตนรู้สึกว่า ตัวละคร “แนนโน๊ะ” ตอนนั้นมีความรู้สึกสนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ตัวเบ็คกี้เองก็คิดว่า ฉากนี้ก็เป็นฉากที่แสดงตอนถ่ายทำแล้วรู้สึกสนุกมาก ๆ เช่นกันกระแสตอบรับที่ดีมากของซีรีส์ “เด็กใหม่ The Reset” “เบ็คกี้” เผยว่า “เด็กใหม่ The Reset” นั้น เป็นโปรเจกต์ที่ทีมงานทุกคนตั้งใจทำกันมาก แม้ตอนถ่ายทำจะยังมองไม่เห็นว่าภาพความสำเร็จจะออกมาเป็นยังไง แต่สุดท้ายพอทุกคนได้เห็นกระแสตอบรับที่ดีมาก ๆ ของแฟน ๆ ก็ทำให้ทุกคนรู้สึกว่ามันเกินคาดสุด ๆคาแรกเตอร์ไหน..ท้าทาย “เบ็คกี้” เล่าว่า ตัวเองนั้นใส่สุดกับทุก ๆ ตอน ทั้ง 6 ตอน และรู้สึกว่า เวลาที่ได้แสดงอยู่หน้าเซ็ตนั้นสนุกมาก ๆ สำหรับการดีไซน์ฉากต่าง ๆ ของแต่ละซีน พร้อมเผยว่า แต่ละเทคที่ตนได้แสดงไปนั้น ตนก็เล่นออกมาต่างกันทุกเทค ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนน้ำเสียง ท่าทางต่าง ๆ เพราะตนรู้สึกสนุกกับการออกแบบตัวละครในแบบของตัวเองตามสถานการณ์หน้างานในแต่ละซีน จนทำเอาบางทีก็ถือเป็นการเซอร์ไพรส์นักแสดงคนอื่นที่มาร่วมอีกด้วยการร่วมงานกับนักแสดงคนอื่น ๆ “เบ็คกี้” เผยว่า สำหรับการร่วมงานการแสดงกับดารา หรือศิลปินคนอื่น ๆ ในเรื่องนี้นั้น เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานด้วย โดยได้เริ่มมาทำความรู้จักกันในวัน Workshop และทุกคนก็เป็นนักแสดงที่เก่ง และเต็มที่กันสุด ๆ จึงทำให้ตัวเธอนั้นรู้สึกสนุกกับการแสดงในเรื่องนี้มาก ๆแนนโน๊ะ หรือ..เบ็คกี้ “เบ็คกี้” เผยว่า ในช่วงที่ถ่ายทำซีรีส์ “เด็กใหม่ The Reset” นั้น ตนก็ได้ถ่ายทำซีรีส์อีกเรื่องอยู่เช่นกัน ซึ่งคาแรกเตอร์ของทั้งสองตัวละคร ของทั้งสองเรื่องนั้น มีความแตกต่างกันแบบสุดขั้ว “เบ็คกี้” จึงมีเทคนิคในการสลับคาแรกเตอร์โดยการให้มองว่า ถ้าเราอยู่ในห้อง แล้วให้มองว่าห้องที่เราอยู่นั้นเป็นสีอะไร แล้วอินเนอร์ในตัวเราก็จะเปลี่ยนไปตามสีห้องที่เรามองเห็นนั่นเอง “เบ็คกี้” เผยว่า ในตอนแรก การสลับคาแรกเตอร์นั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ๆ แต่เมื่อได้เทคนิคนี้ก็ทำให้สามารถสลับคาแรกเตอร์ไปมาได้ไว และง่ายขึ้นมาก แถมเจ้าตัวยังบอกว่าชอบ และสนุกสำหรับบททดสอบ ความท้าทายนี้สุด ๆ !“แนนโน๊ะ” สอนอะไรให้กับคนดู ? “เบ็คกี้” ได้บอกว่า ในทุก ๆ ตอน ของทั้ง 6 ตอนนั้น เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมนุษย์ทุกคนมาก ๆ หรือบางทีอาจจะเป็นเรื่องที่คนใกล้ตัวเรากำลังเจออยู่ก็ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากให้เพียงแค่รับชมซีรีส์เพื่อความสนุกสนาน เพียงเท่านั้น แต่อยากให้นำข้อคิดที่ได้จากซีรีส์เรื่องนี้กลับไปคิด และปรับใช้ต่อได้อีกด้วยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้กลายเป็นค่ำคืนที่แสนพิเศษสำหรับเหล่า Angles ตัวน้อย นางฟ้าของเบ็คกี้ทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เบ็คกี้ อาร์มสตรอง” ได้เล่นสนุกกันกับเกม ‘สวัสดีค่ะ แนนโน๊ะนะคะ เป็น…ใหม่’ งานนี้ “เบ็คโน๊ะ” ใส่เต็ม เสิร์ฟแฟน ๆ สุด ๆ“แนนโน๊ะ” ในร่าง “เบ็คกี้” จะเป็นยังไง สามารถไปรับชมความน่ารักปนหลอน ชวนระทึกขวัญได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการให้ “เบ็คกี้ อาร์มสตรอง” โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ ชวนแฟน ๆ อมยิ้มไปตาม ๆ กัน สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เบ็คกี้ อาร์มสตรอง” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่แม้จะฉายเดี่ยว มาคนเดียว แต่ความน่ารัก ความเต็มที่ ก็ยังมีให้เหล่าแฟน ๆ แบบไม่มีกั๊ก ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “เด็กใหม่ The Reset” สามารถรับชมได้ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง One 31 และรับชมย้อนหลังแบบ UNCUT ได้ทางแอปฯ oneD แต่....ระวังแนนโน๊ะจะไปหาน้าาา !สามารถเข้าไปรับชมความน่ารักของเบ็คกี้ และความขี้เล่นชวนหลอนของแนนโน๊ะได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

กะไปแกล้งเธอหยอก ๆ แต่หัวใจดันบอก... รักจริงซะงั้น ! เตรียมจับตาดูให้ดี ห้ามพลาดแม้วินาทีเดียว เพราะครั้งนี้ “โอห์ม - ปูน” บุกสตู EFM FANDOM LIVE พร้อมเสิร์ฟโมเมนต์สุดฟินแบบเกินจะต้านไหว~

17 มี.ค. 2026

กะไปแกล้งเธอหยอก ๆ แต่หัวใจดันบอก... รักจริงซะงั้น ! เตรียมจับตาดูให้ดี ห้ามพลาดแม้วินาทีเดียว เพราะครั้งนี้ “โอห์ม - ปูน” บุกสตู EFM FANDOM LIVE พร้อมเสิร์ฟโมเมนต์สุดฟินแบบเกินจะต้านไหว~

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 5 มีนาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมใจให้พร้อม เพราะงานนี้ “โอห์ม - ปูน” เสิร์ฟให้แบบไม่มีหยอก! ส่งมอบความฟินจนอยากจะกัดหมอน ชวนหัวใจเต้นแรงแบบไม่มีพัก ไปกับ 2 ดีเจสองสวย สดใส “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน FANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Dream and Truthนามปากกา : LittlePrince_j กัปตันคืออาชีพในฝันของ โอห์ม ด้วยเหตุนี้โอห์มจึงชอบเวลาเขาเดินเล่นที่สนามบินเพื่อรอรับคุณแม่กลับบ้านเสมอ แม้เขาจะไม่ได้เป็นกัปตันอย่างในฝัน เพียงได้เห็นคนในอาชีพที่ตนใฝ่ฝันเดินผ่านไปมาก็ทำให้เขามีความสุขเช่นกัน ในวันหนึ่งระหว่างที่โอห์มกำลังมองกัปตันท่านหนึ่งเดินลากกระเป๋ามาจากช่องทางผู้โดยสารขาออก จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงสดใสของเด็กหนุ่มคนหนึ่งตะโกนลั่นบริเวณนั้น “พ่อ!!” ปูน ชูมือโบกเรียกกัปตันคนนั้นสุดแขนด้วยท่าทางร่าเริง “ว่าไงเจ้าปูน ทำไมวันนี้ถึงมารับพ่อได้ล่ะ” “เมื่อคืนผมฝัน! ว่าผมจะเจอเนื้อคู่ที่สนามบิน ผมเลยมารับพ่อเผื่อจะเจอเนื้อคู่เกรดเอพรีเมี่ยม” เด็กหนุ่มยักคิ้วเข้มไปมาใส่บิดาของตน เรียกรอยยิ้มขบขันแกมเอ็นดูจากบิดา ตอนที่ทั้งคู่เดินผ่านเด็กหนุ่มร่างสูงหน้าตาดีคนหนึ่ง โอห์มและปูนบังเอิญสบตากัน คนหนุ่มตัวสูงยิ้มน้อยๆ แล้วผงกศีรษะให้ปูนเป็นเชิงทักทาย ปูนรีบหันหน้าหนีเพราะความตกใจ ที่จู่ๆ แก้มของเขาก็ร้อน แค่เพราะคนแปลกหน้ายิ้มให้ .. เมื่อคนทั้งสองเดินจากไป .. โอห์มก็นึกสงสัยว่า หากเขาจะไม่ได้เป็นกัปตันจริงๆ งั้นเขาพอจะเป็นลูกเขยของกัปตันได้ไหมนะ?FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Dream and TruthPen Name : LittlePrince_j Ohm had always dreamed of being a captain, so he relished his time at the airport, waiting for his mother’s return. Although he wasn’t a captain in real life, the sight of pilots bustling about brought him joy. One day, while he watched a captain pulling his suitcase from the departure lounge, a joyful voice rang out, "Dad!!" It was Poon, waving enthusiastically at the pilot. "Hey there, Poon! What brings you to the airport to pick me up today?" the captain asked. “I had a dream last night!” Poon exclaimed, his eyes shining. “I’m convinced I’ll meet my soulmate here, so I thought I’d come to fetch you and see if luck brings me that perfect match!” He shot a cheeky wink at his dad, who responded with an affectionate grin. As they strolled past a tall, striking young man, Ohm and Poon’s gazes unexpectedly locked. The handsome stranger offered a slight smile and a nod towards Poon, who quickly turned away, a blush creeping up his cheeks from such a simple yet startling gesture. Once they had moved on, Ohm pondered—a captain might not be in his future, but could he still dream of potentially being a son-in-law someday?FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ไร้ลิขิตขีดเขียนนามปากกา : Lita P ในโลกที่ทุกคนเกิดมาพร้อมกับคำลิขิตบนข้อมือ ซึ่งเป็นคำแรกที่เนื้อคู่จะเอ่ยทักทายกัน แต่ ปุณ กลับมีข้อมือที่ว่างเปล่า เขาใช้ชีวิตด้วยความเชื่อว่าตนเองถูกโชคชะตากำหนดให้ไร้คู่ จนได้เข้ามหา'ลัยและพบ โอบ รูมเมทนักกีฬาร่างสูงรอยยิ้มอบอุ่น ที่สำคัญโอบก็ไม่มีข้อความบนข้อมือเช่นกัน “นายไม่มีเหมือนกันนี่” ปุณถามด้วยความตื่นเต้นในวันแรกที่พบกัน โอบก็พยักหน้าแล้วยิ้มตอบโดยไม่พูดอะไร ทว่าความเงียบระหว่างกันในตอนนั้นกลับไม่ได้ทำให้รู้สึกอึดอัด กลายเป็นความสบายใจอย่างน่าประหลาด นานวันเข้าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็เริ่มลึกซึ้งมากกว่าแค่รูมเมท ผ่านการกระทำที่เสียงดังกว่าคำพูด โอบมักจะเตรียมมื้อดึกไว้ให้ปุณตอนที่ต้องอ่านหนังสือสอบ ปุณก็จะคอยซัพพอร์ตโอบในการแข่งกีฬาเสมอ แววตาและความเอาใจใส่ระหว่างกันมันชัดเจนถึงความรักยิ่งกว่าตัวหนังสือบนผิวหนัง ทว่าปุณกลับยังโหยหาคำยืนยันของพรหมลิขิต ในคืนวันหนึ่งปุณพูดว่า ระหว่างเราอาจไม่ใช่ความรัก เพราะไม่มีคำยืนยันใดใดเหมือนคู่อื่น โอบจึงดึงมือปุณมาแนบที่หัวใจ แล้วพูดว่า “เพราะกฎของเนื้อคู่ที่จริงคือ หากรักกันได้ด้วยหัวใจใช่คำพูด คนคู่นั้นคือรักนิรันดร์”FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Unwritten destinyPen Name : Lita P In a realm where every individual bears a destiny mark on their wrist—their soulmates’ first words—Pun finds himself marked by emptiness. He’s always thought he was tied to fate, but that belief shifts when he steps into university and crosses paths with Ob, his tall, athletic roommate whose smile radiates warmth. Curiously, Ob doesn’t have a mark either. “You don’t have one, do you?” Pun nearly sputters in excitement upon their first encounter. Ob nods, beaming silently, and the quiet that blankets them feels anything but uncomfortable—it’s a soothing balm. As days turn into weeks, their bond evolves into something profound, transcending mere roommate status, manifesting in gestures louder than any declaration. Ob has a knack for whipping up midnight snacks for Pun during late-night study sessions, while Pun champions Ob in every sporting challenge. The unspoken connection in their gazes and the kindness they offer each other weave a tapestry of love that no words could encapsulate. Yet, Pun grapples with a yearning for a sign from fate. One evening, he voices a doubt: their relationship may not be true love due to the absence of a familiar confirmation like other couples receive. In a tender moment, Ob takes Pun’s hand and gently places it over his heart, whispering, “The real essence of soulmates is this: if your love springs from the heart and not just from words…” “That love is everlasting.”FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Minor, My Majorนามปากกา : คนธรส (คน-ธะ-รส) หากเปรียบเราสองดั่งโน้ตดนตรี เธออาจเป็นคีย์เมเจอร์ที่สว่างไสวเหมือนเช้าวันใหม่ ส่วนฉันเป็นไมเนอร์ที่อบอุ่นปนเหงา แต่เมื่อบรรเลงพร้อมกันกลับกลายเป็นคอร์ดที่พอดีอย่างประหลาด ปี 1977 ในห้องซ้อมเก่าใต้โรงละคร โอห์ม คือนักเปียโนผู้เคยถูกตราหน้าว่า “ทำลายเวที” เพราะคืนหนึ่งเขาเล่นผิดคีย์ในคอนเสิร์ตใหญ่จนถูกไล่ออก ตั้งแต่นั้นเขาไม่กล้าบรรเลงเพลงรักอีก ปูน นักร้องหนุ่มเสียงนุ่มที่เข้ามาเช่าเปียโนตัวเดียวกัน กลับได้ยินทำนองที่โอห์มพยายามซ่อน ทุกครั้งที่ปูนร้อง เสียงเปียโนของโอห์มจะสั่นไหวราวกับหัวใจถูกแตะต้อง แต่ยิ่งใกล้กัน ข่าวลือในวงดนตรีและแรงกดดันจากค่ายเพลงก็ยิ่งบีบให้ปูนต้องเลือกระหว่าง เส้นทางดังไกล กับ นักเปียโนที่มีอดีตด่างพร้อย ความรักของพวกเขาจึงเหมือนเพลงที่ยังเขียนไม่จบ หวานลึกแต่เจ็บร้าว เพราะโอห์มต้องต่อสู้กับปมในใจว่า เขาคู่ควรจะยืนเคียงข้างปูนหรือไม่ ขณะที่ปูนยืนยันผ่านทุกโน้ตว่า บางครั้งความผิดพลาดในวันวาน ก็เป็นเพียงคอร์ดนำทางไปสู่ทำนองที่งดงามที่สุด และหากโอห์มกล้ากดคีย์นั้นอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ใคร แต่เพื่อยอมรับตัวเอง บทเพลงของทั้งสองอาจกลายเป็นรักที่ไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไปFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Minor, My MajorPen Name : คนธรส If we were musical notes, you might be a vibrant major chord, shining like the first light of dawn, while I resemble a warm, sorrowful minor. Yet, when we come together, we form an unexpectedly harmonious blend. Back in 1977, in a dusty old practice room beneath the theater, Ohm was a pianist unfairly labeled a 'stage destroyer' after he hit a wrong note during a big concert and lost his job. Since that night, love songs have been off-limits for him. Poon, a young vocalist with a gentle voice who also plays the same piano, can sense the melody Ohm tries to keep under wraps. Every time Poon sings, Ohm's playing quivers, as if his heart is being stirred. But with their growing closeness, whispers within the band and pressure from their record label push Poon to decide between fame and a pianist with a troubled history. Their love is like an incomplete tune, achingly sweet yet tinged with sadness, as Ohm grapples with his self-worth: does he deserve to stand alongside Poon? Through every note, Poon insists that sometimes, our past missteps are just notes leading to the most beautiful symphony. If Ohm finds the courage to strike that key again—not to prove anyone wrong, but to embrace who he is—their song could evolve into a love that no longer needs to be concealed.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... หากว่าเป็นไปได้นามปากกา : LINLININ ความรักที่เคยบริสุทธิ์แต่ในวันนี้ถูกตราหน้าว่าผิด เพียงเพราะทะเบียนสมรสฉบับใหม่เปลี่ยนสถานะจาก คนรัก ให้กลายเป็น พี่น้อง ในชั่วข้ามคืน โอห์ม ทรุดกายคุกเข่าลงต่อหน้าเงาของปูนที่พาดผ่านแสงสลัวในห้องพระ กลิ่นธูปและเสียงสวดมนต์ยามค่ำคืนไม่ได้ช่วยชะล้างความปรารถนาอันบาปหนาที่ยังสุมทรวง ทุกครั้งที่ปูนเอ่ยคำว่า พี่ ออกมาต่อหน้าพ่อแม่ มันเหมือนเข็มพิษที่ทิ่มแทงหัวใจจนเหวอะหวะ ความทรงจำที่ปลายนิ้วเคยสอดประสานกันใต้โต๊ะอาหารถูกฝังกลบด้วยความเหมาะสมที่โลกหยิบยื่นให้ ทั้งที่ความจริงเราคือเจ้าของกันและกันมาก่อนที่เส้นขนานจะถูกบังคับให้มาบรรจบเป็นวงตระกูล โอห์มสะอื้นไห้ไร้เสียง ก้มกราบลงบนพื้นไม้เย็นเฉียบที่สั่นสะท้านด้วยแรงอารมณ์ เขารู้ดีว่าต่อให้เอื้อมมือไปคว้าชายเสื้อปูนในตอนนี้ สิ่งที่ได้กลับมาคงมีเพียงคำตัดสินของสังคมที่ตราหน้าว่า พวกเขาคือรอยด่างพร้อยของบ้าน โอห์มแหงนมองใบหน้าคนที่รักที่สุด ซึ่งบัดนี้เลือนรางผ่านม่านน้ำตา พลางเอ่ยคำสัตย์สาบานที่แสนสิ้นหวังว่า “หากเป็นได้จริง ผมแค่อยากขอรักคุณใหม่” รักในวันที่เรายังเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่หัวใจว่างเปล่า ไม่ใช่คนในครอบครัวที่หัวใจแหลกสลายเช่นนี้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... If possiblePen Name : LINLININ Once, their love was a bright flame, but now it's tainted by the cruel twist of a marriage certificate that turned them from lovers into mere siblings overnight. Ohm found himself kneeling in the soft glow of the prayer room, the shadows of Poon dancing in the tender light. The fragrance of incense mixed with the echoes of evening prayers could never cleanse the fiery longing still ignited in his soul. Each time Poon called him "brother" in front of their parents, it felt like a thousand sharp thorns piercing through him, leaving wounds that would never heal. Their memories—of fingers intertwined beneath the dinner table—were buried beneath society's rigid demands, but they had once belonged solely to each other before the harsh lines of family ties pulled them apart. Ohm's silent tears dripped onto the cool wooden floor as he shook with emotion, knowing that if he dared to reach out and touch Poon's shirt now, all he'd meet would be society's harsh judgment branding them a disgrace. Through a veil of tears, he gazed at the face of the man he adored most and whispered a desperate promise: "If only I could, I would choose to love you again." To love you back when we were just two strangers with hearts yearning for connection. It's not just families that suffer like this; hearts break in silence, all around.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกด้วยนามปากกา : Maddy “โอห์ม” ศิลปินไส้แห้งที่วาดรูปประทังชีวิตมาตั้งแต่เรียนจบ ทั้งที่สมัยเรียนเขาเคยเป็นที่ 1 ไม่ว่างานไหนของเขาก็ต้องเป็นที่พูดถึงจากคนในคณะเสมอ เขาถูกชื่นชมจากอาจารย์และเพื่อนฝูงมากมาย แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงศิลปินที่ไร้ชื่อเสียง วันหนึ่งเขาทนกับความผิดหวังในตัวเองไม่ไหวจนต้องไปบนบานศาลกล่าวต่อหน้าต้นมะม่วงใต้อพาร์ตเม้นท์ ใครจะไปคิดว่าอาทิตย์ถัดมาคำขอเขาจะเป็นจริงสมใจ ตอนนั้นแค่ขอไปเล่น ๆ ว่าให้งานชิ้นที่วาดขายได้ราคา 100,000 บาท แล้วจะเลิกกินหมูตลอดชีวิต จู่ ๆ ก็มี “ปูน” ไอ้เด็กหน้าแมวที่ไหนไม่รู้มาติดต่อขอซื้องานจริง พร้อมบอกว่า “พี่ไปกินบุฟเฟ่ต์เป็นเพื่อนผมได้ไหมครับ ผมจ้างเดือนละหมื่น พร้อมซื้องานทั้งหมดของพี่ด้วย แต่พี่แค่ต้องไปกินบุฟเฟ่ต์กับผมทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์” แล้วไอ้บุฟเฟ่ต์ที่ว่านี่เป็นเนื้อโคขุนโพนยางคำได้ไหมวะ พี่กินหมูไม่ได้แล้วไงน้อง แต่เจ้าตัวดันบอกมาว่า “ผมนับถือเจ้าแม่กวนอิม กินเนื้อไม่ได้” แล้วผมต้องทำยังไงวะเนี่ย เงินก็อยากได้ แต่หมูก็กินไม่ได้แล้วไง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูกด้วยยยยยยFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Oh, heavenly forces, lend me your aid.Pen Name : Maddy Ohm," an aspiring artist grappling with the challenges of life, has managed to survive on his paintings ever since he tossed his graduation cap in the air. Back in school, he shone brightly as a top student, earning accolades and admiration from both peers and professors alike. Yet now, he's just a face in the crowd, a nameless artist seeking his place in the world. One fateful day, overwhelmed by his frustration, he finds himself beneath a mango tree near his apartment and makes a wish. Little did he know that magic was about to intervene in his life. He whimsically wished for 100,000 baht from one of his paintings, even swearing to abstain from pork for life in exchange. Out of the blue, a mysterious boy named "Poon," who had the unique charm of a feline face, reached out to him with an intriguing offer. Poon proposed, "How about we hit up a buffet together? I’ll give you 10,000 baht a month and buy all of your artwork. All I ask is that you join me at the buffet every Monday, Wednesday, Friday, and Sunday." Ohm couldn’t help but wonder if their buffet adventures would feature premium beef, given that pork was now off the menu for him. To his surprise, Poon responded, "I honor the Goddess of Mercy, so meat's not on my plate." Now, Ohm found himself at a crossroads. He yearned for the cash, but what could he do without his beloved pork? "Oh, divine powers, lend me a hand!เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “โอห์ม - ปูน”ที่จะมาเริ่มปฏิบัติการหลอกให้เหล่าแฟน ๆ ตกหลุมรักจนกู้ไม่กลับ พากันโดนหลอก แบบเต็มใจให้หลอกไปตาม ๆ กัน !กว่าจะมาเป็น “โอห์ม - ปูน” “ปูน” ได้เผยว่า ช่วงแรกที่ได้เจอกัน ด้วยความที่คนพี่นั้นเป็นคนเงียบ ๆ จึงทำให้เกิดความกลัวว่าจะเข้ากันได้ไหม จะทำลายกำแพงอีกคนได้หรือป่าว แต่สุดท้าย พอได้พูดคุยกันก็ทำให้รู้ว่า จริง ๆ แล้ว “โอห์ม” ไม่ใช่คนที่มีกำแพงเลย และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ของทั้งคู่ก็มีความใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเรื่องที่ชอบน้องหมา ชอบถ่ายรูป หรือจะเป็นชอบการไปแฮงเอาท์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ทั้งคู่สามารถสนิทกัน และเข้ากันได้ง่ายขึ้น แม้ว่าภาพที่คนอื่นมองมา ทั้งคู่จะดูแตกต่างกันมากก็ตาม ด้านของ “โอห์ม” ก็ได้เผยว่า แค่อยู่กับคนน้อง ก็สบายใจแล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะไม่มีคนพูดเลย เพราะคนน้องเป็นคนพูดเก่งมาก และยังน่ารัก สดใส เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ทำให้เวลาอยู่ใกล้ ๆ แล้วรู้สึกสบายใจสุด ๆ !ว่าด้วยเรื่องออกกำลังกายของทั้งคู่ “โอห์ม” เผยว่า จริง ๆ แล้ว ตนนั้นเป็นคนไม่ชอบเข้ายิม จะชอบออกกำลังกายอยู่ที่บ้านมากกว่า และไม่ได้เป็นคนที่เคร่งครัดในการออกกำลังกายขนาดนั้น แต่จะหาอะไรทำ ที่เป็นการออกกำลังกายในชีวิตประจำวันแทน เช่น การเลือกเดิน แทนการนั่งวินมอเตอร์ไซค์ พร้อมพูดแบบติดแซวอีกว่า ช่วงนี้ “ปูน” เริ่มจะฟิตกว่าตัวเองแล้ว ทำเอาคนน้องเมื่อฟังจบก็อดยิ้มภูมิใจไม่อยู่ ด้านของ “ปูน” ก็ได้เผยว่า ตนนั้นจะมี “ดัมเบล” คู่ใจอันหนึ่ง ที่จะพกไปด้วยกันทุกที่ โดยในช่วงที่ตนนั้นได้เล่นซีรีส์เรื่องแรก ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้ใส่เสื้อแขนกุดในหลาย ๆ ซีน จึงทำให้ต้องโชว์แขนอยู่บ่อย ๆ ตนก็จะพกดัมเบลคู่ใจนี้ไปด้วยตลอด และจะเน้นเล่นแต่แขนเป็นส่วนใหญ่TOP 5 คนขรึม “Introvert” ประจำ GMMTV “โอห์ม” ก็ได้เป็นตัวแทนในการจัดอันดับคนเรียบร้อย พูดน้อย น่ารัก ประจำ GMMTV โดยได้เลือกให้ “โอห์ม ฐิติวัฒน์” หรือตัวเองนั้น เป็นอันดับที่หนึ่ง และในอันดับที่สอง ความพูดน้อยเรียบร้อยตามกันมาติด ๆ กับ “มาร์ค จิรันธนิน” คนถัดไปที่ “โอห์ม” ได้เลือกให้ประจำตำแหน่ง Top 5 Introvert ในอันดับที่สาม ประจำ GMMTV ได้แก่ “นานิ หิรัญกฤษฎิ์” ในอันดับที่สี่นั้น “ปูน” ก็ได้อาสาช่วย “โอห์ม” เลือกคนที่จะมาอยู่ในอันดับนี้ โดย “ปูน” ก็ได้เลือก “สกาย วงศ์รวี” โดยให้เหตุผลเสริมว่า โดยส่วนตัวรู้สึกว่า “สกาย” นั้นเป็นคนที่เงียบมาก ๆ และอันดับสุดท้าย อันดับที่ห้า “โอห์ม” จึงได้เลือก “เปรม วรุศ” เป็นผู้ที่ได้ครองตำแหน่ง Top 5 Introvert ประจำ GMMTV ในอันดับที่ห้านี้ไปTOP 5 ตัวจี๊ด “Extrovert” ประจำ GMMTV โดย “ปูน” ก็ได้เป็นคนรับผิดชอบในการเลือก 5 ตัวจี๊ด “Extrovert” ประจำ GMMTV และได้ยกอันดับแรกให้กับ “จูเนียร์ ปณชัย” ผู้เป็นที่เลื่องลือว่าเป็นคนที่พูดเก่งอันดับต้น ๆ ของ GMMTV สำหรับเหล่าแฟน ๆ นั่นเอง อันดับที่สอง ก็คงหนีไม่พ้น “เต ตะวัน” ซึ่งคนนี้ก็ถือเป็นที่เลื่องชื่อลือชา สำหรับการที่เป็นคนพูดเก่ง และคอยสร้างรอยยิ้ม กับเสียงหัวเราะให้กับเพื่อน ๆ น้อง ๆ และแฟน ๆ อยู่เสมอ อันดับที่สาม คำตอบในอันดับนี้กลับทำให้คนฟังต้องตกตะลึงใจอย่างมาก เพราะชื่อที่ออกมาจากปากของ “ปูน” ดันเป็นชื่อของ “มาร์ค จิรันธนิน” โดย “ปูน” ได้ให้เหตุผลว่า ส่วนตัวแล้วตนนั้นรู้สึกว่าพี่มาร์คนั้นเปลี่ยนไป ไม่ได้นิ่งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในส่วนของอันดับที่สี่ ตำแหน่ง Top 5 ผู้สดใส ร่าเริง ประจำ GMMTV “ปูน” ก็ได้เลือกยกให้กับ “บุ๊ค กษิดิ์เดช” และสุดท้าย อันดับที่ห้า ตามมาติด ๆ “ปูน” ได้เลือกให้ ตัวเอง อยู่ในอันดับที่ห้า พร้อมให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า เมื่อก่อน ช่วงแรก ๆ ที่ตนนั้นเพิ่งได้เข้ามา ตนจะสดใส ร่าเริงกว่านี้ นอกจากนี้ “ปูน” ยังได้เสริมอีกว่า อีกคนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ หากจะให้จัดอันดับ ตัว Top 5 Extrovert ประจำ GMMTV ก็คงหนีไม่พ้น “ออฟ จุมพล” ผู้ที่เป็นเสมือนตำนานของ GMMTV และนิสัยสุดน่ารักของ “ออฟ” นั้น เรียกได้ว่าสามารถเข้าได้กับทุกคนเลยก็ว่าได้“ปูน” เพื่อน “นอร์ธ” โดย “ปูน” ได้เผยว่า ตัวละครของ “นอร์ธ” นั้นเป็นคนที่ใช้ความรู้สึกนำทางมากกว่าการใช้เหตุผล และหากตนมีเพื่อนที่นิสัยเหมือนกับ “นอร์ธ” ในชีวิตจริง คงหนีไม่พ้นคำว่า ‘เป็นห่วง’ ซึ่งตั้งแต่ EP.1 จะมีเหตุการณ์ที่ “นอร์ธ” เจอกับ “ยู” และให้เช็คเงิน 250 ล้านบาทเลยทันที ความไว้ใจคนง่ายเกินไปของ “นอร์ธ” เป็นเหตุผลที่ทำให้ “ปูน” อดเป็นห่วงไม่ได้สาเหตุของการ “ตกหลุมรัก” “โอห์ม” ได้เผยว่า สิ่งที่ตัวเขานั้นคิดว่าตัวของ “ยู” นั้นแพ้ทางให้กับ “นอร์ธ” นั่นก็คือ ความใสซื่อ ความน่ารัก และความบริสุทธิ์ ของ “นอร์ธ” ที่เป็นเหมือนน้องน้อย จึงไม่แปลกใจเลยที่จะทำให้ “ยู” ตกหลุมรัก “นอร์ธ” เข้าแบบเต็มเปาาา“รักหลอก Love or Lie” งานนี้พี่ ๆ ดีเจ ก็ได้ให้ “โอห์ม - ปูน” ร้องเพลง “รักหลอก Love or Lie” แบบสด ๆ เสิร์ฟเสียงทุ้ม นุ่ม ละมุน ชวนเอาแฟน ๆ หูเคลือบทองไปตาม ๆ กันนนและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม และความสนุกสนานตลอดทั้ง Liveทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “โอห์ม - ปูน” ได้เล่นสนุกกันกับเกม ‘1 ถึง 10 จำให้ดี เลขนี้มีอะไร ?’ บอกได้เลยว่างานนี้ “โอห์ม-ปูน” จัดเต็มสุด ๆ จะน่ารัก แสบซนกันขนาดไหนสามารถไปรับชมความครีเอท ความน่ารัก ฟินใจของทั้งคู่ได้เลยยย(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “โอห์ม - ปูน” โทรกลับและพูดคุยกับแฟน ๆ ชวนแฟน ๆ ยิ้มแก้มแตก อิ่มอกอิ่มใจไปตาม ๆ กัน สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “โอห์ม - ปูน” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่เข้ามาสร้างรอยยิ้ม และสีสันให้กับดีเจ และเหล่าแฟน ๆ รวมถึงทีมงานได้พากันเขินน้วย ใจฟูตลอดค่ำคืน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “My Romance Scammer รักจริง หลังแต่ง” สามารถรับชมได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังได้ที่ WeTV ใครดูแล้วระวังจะตกหลุมรักแบบไม่รู้ตัวววสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจ ความน่ารักของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ตั้งใจหลอกให้เธอรัก แต่ดันพลาดพลั้งไปหลงรักเธอซะเอง พร้อมรับแรงกระแทกความฟินกับ จูเนียร์ - มาร์ค ที่มาเผยเทคนิค HOW TO จับสแกมเมอร์ตัวจี๊ด งานนี้มีทั้งความฮา ความหวาน และมวลเคมีชวนใจสั่นกันจนล้นสตู ~

06 มี.ค. 2026

ตั้งใจหลอกให้เธอรัก แต่ดันพลาดพลั้งไปหลงรักเธอซะเอง พร้อมรับแรงกระแทกความฟินกับ จูเนียร์ - มาร์ค ที่มาเผยเทคนิค HOW TO จับสแกมเมอร์ตัวจี๊ด งานนี้มีทั้งความฮา ความหวาน และมวลเคมีชวนใจสั่นกันจนล้นสตู ~

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมใจให้พร้อมไปกับเคมีสุดละมุนของ “จูเนียร์ -มาร์ค” ที่จะมาเสิร์ฟโมเมนต์หวานปนหยอก เติมดีกรีความฟินแบบไม่มีกั๊ก ไปกับ 2 ดีเจหล่อสวย อารมณ์ดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... ผมกลับบ้านนอนตอนตี 5 ส่วนเขาตื่นตี 5 เพื่อใส่บาตรนามปากกา : มนุดจากดาวโลก คนหนึ่งเจอเขาตอนตี 5 เพราะกลับบ้านไปนอน ส่วนอีกคนเจอเขาตอนตี 5 เพราะตื่นเช้าออกมาใส่บาตรทุกวัน คนหนึ่งเปิดร้านดอกไม้ 09.00-18.00 น. อีกคนเป็นบาร์เทนเดอร์ ทำงาน 19.00 - 02.00 น. เนื่องจากบาร์อยู่ใกล้บ้าน “จูเนียร์” จึงเดินกลับเวลานี้เสมอ เขาคุ้นทางดีจนแทบหลับตาเดินได้ เพียงแค่ปล่อยให้กลิ่นหอมจากร้านดอกไม้นำทาง ถ้าเดินมาแล้วได้กลิ่นหอมนี้แสดงว่าเนี่ยแหละทางกลับบ้าน วันนี้เป็นวันพระ ว่าแล้วเขาก็นึกอยากแวะใส่บาตรก่อนกลับไปนอนสักหน่อย พอถึงร้านดอกไม้เขาเดินไปหาพนักงานเพียงคนเดียวที่ควบตำแหน่งเจ้าของร้านไปด้วย ‘ขอกล้วยไม้ใส่บาตรครับ’ ‘ขอโทษครับ หมดพอดีเลย’ เขาตอบกลับ จูเนียร์พยักหน้าเตรียมเดินออกจากร้าน แต่เสียงนุ่มอบอุ่นดังขึ้นอีกครั้ง ‘มีเป็นดอกบัวน่ะครับ แต่เหลืออยู่ดอกเดียว ผมเองก็ยังไม่ได้ใส่ สนใจใส่บาตรหน้าร้านด้วยกันไหมครับ’ คำชวนเรียบง่ายนั้นทำให้หัวใจเขาวูบไหว รู้สึกเกิดอาการบางอย่างในหัวใจ เขายิ้มตอบรับคำเชิญชวนก่อนจะเอ่ยถามชื่ออีกฝ่าย “มาร์ค ครับ” ชื่อของเจ้าของร้านดอกไม้ที่เขาเห็นทุกเช้าตีห้าแต่ไม่เคยทักทาย ดูเหมือนหลังจากนี้ สงสัยต้องแวะทำบุญใส่บาตรทุกเช้าก่อนนอนซะแล้วสิFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... I hit the hay at 5 AM, just as he was rising to give alms to the monks.Pen Name : มนุดจากดาวโลก At the break of dawn, one person spotted him at 5 AM, heading home for a much-needed rest, while another encountered him at the same hour, rising early each day to give alms. One of them runs a charming flower shop from 9 AM to 6 PM, while the other tends bar from 7 PM until the early hours, 2 AM. Living close to the bar, Junior makes the familiar walk home at this hour, navigating the path with such confidence that he could almost do it with his eyes shut, letting the delightful fragrance from the flower shop lead him home. The scent serves as a signpost, letting him know he’s on the right track. Today holds special significance as a holy day in the Buddhist calendar, which inspired him to drop by and offer alms before catching some sleep. As he arrived at the flower shop, he approached the sole employee, the shop’s owner. “I’d like to buy an orchid for alms, please,” he requested. “I’m sorry, but we’re out of stock,” came the reply. Junior nodded thoughtfully, ready to exit, when a gentle, inviting voice called out to him once more. “We do have a lotus, although it’s the last one. I haven't offered any yet. Would you be interested in sharing the alms with me right here in front of the shop?” This simple gesture made his heart skip a beat, stirring a flutter of emotions within him. A smile blossomed on his face as he accepted the offer, before inquiring about the other person's name. “Mark,” came the warm response. This was the flower shop's owner he passed by each morning, yet had never exchanged words with. He couldn’t help but think that after today… perhaps he should make it a habit to stop by every morning and offer food to the monks before heading off to dreamland.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... Betting on Destiny เดิมพันร้าย ทำนายรักนามปากกา : Jinjerruby เมื่อความรักเลือกเวลาเกิดแต่ดันไม่เลือกคนที่จะเกิดความรักด้วย สงครามประสาทจึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อ “พระพาย” ได้ลั่นวาจาตอนเมากลางวงเพื่อนไว้ว่า เขาจะเป็นคนแรกของกลุ่มที่มีแฟน ถ้าทำไม่ได้จะยอมจ่ายล้านหนึ่ง เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อเพื่อนตัวดีดันอัดคลิปไว้เป็นหลักฐาน เขาจึงไม่มีทางเลือก หันไปพึ่งหมอดูให้ช่วยดูดวงเนื้อคู่ให้หน่อย แต่เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้าง เมื่อราหูย้ายดาวคำทำนายของหมอดูบอกชัดว่า จะเจอเนื้อคู่ภายในสามวัน คนผู้นั้นมีลักษณะสูงโปร่ง ผิวขาวเหลืองหน้าตาหล่อเหลา มีเชื้อสายจีน และข้อสุดท้ายจำไว้ให้ดี คนผู้นี้คือรักแท้ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพระพายไปตลอดกาล แต่สิ่งที่ทำให้พระพายอยากจะล้มเดิมพันนี้ไปซะเมื่อคนที่หมอดูได้ทำนายไว้มีลักษณะตรงกับ “น่าน” คนที่เป็นศัตรูคู่แค้น คนที่เขาไม่เคยคิดจะญาติดีด้วยมาตั้งแต่จำความได้ คนที่เจอกันทีไรมีแต่จะหาเรื่องทะเลาะกันทุกครั้งไป เดิมพันในครั้งนี้พระพายจะทำอย่างไร จะยอมกลืนน้ำลายตัวเองแล้วเสียเงินล้านหรือไม่ หรือเดินหน้าจีบคนที่ไม่ชอบหน้าเพื่อชัยชนะในการเดิมพัน แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าคือหัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะกับคนๆ นี้เข้าอย่างจังซะแล้วFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Betting on DestinyPen Name : Jinjerruby When love decides to arrive at its own time but keeps the recipient a mystery, a test of patience unfolds. In a tipsy moment, Prapai, challenged by his friends, drunkenly vows to be the first in their circle to snag a boyfriend, promising to cough up a million baht if he fails. To his dismay, the whole scene was caught on camera! Left with no option, he consults a fortune teller in hopes of discovering his one true love. Miraculously, the fortune teller states that his soulmate is just three days away. This enchanting individual will be tall, fair-skinned, remarkably handsome, of Chinese heritage, and—most crucially—his destined partner who will revolutionize Prapai's life. However, the fun twist? This predicted soulmate turns out to be none other than Nan, his long-time rival and source of childhood grievances—a person he can hardly stand. So, what's Prapai to do? Should he let go of his pride and forfeit the million baht, or should he chase after the very person he's been at odds with to win the bet? To make things even more complicated, he finds himself unexpectedly drawn to this nemesis.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... 恭喜发财 – กงสี่ฟาไฉ (เรื่องที่ 274)นามปากกา : เจ่เจ้ยูนิคอร์น 有缘千里来相会,无缘对面不相逢 (โหย่ว เหยียน เชียน หลี่ ไหล เซียง ฮุ่ย, อู๋ เหยียน ตุ้ย เมี่ยน ปู้ เซียง เฝิง) หากมีวาสนาแม้ห่างกันไกลพันลี้ยังได้พบหน้า หากไร้วาสนาแม้อยู่ตรงข้ามก็ไม่พบเจอ ประทัดดังในตอนเช้า กลิ่นธูปที่ลอยคลุ้งเต็มบ้าน โต๊ะไหว้ถูกจัดวางอย่างพิถีพิถัน และเสียงพูดคุยของบรรดาลูกหลานที่กำลังรอรับซองแดงใบเล็ก ๆ เทศกาลตรุษจีนวนกลับมาอีกครั้ง ... ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว คงนึกภาพไม่ออกที่ ลูกชายคนโตของครอบครัวคนจีน ตัดสินใจคบกับคนรักเพศเดียวกันโดยไม่สนใจเสียงรอบข้าง ต่อให้จะโดนคําวิจารณ์มามาก โดนกดดันและกีดกันจากคนในครอบครัว แต่เขาไม่เคยปล่อยมือจากผมเลยสักครั้ง ถ้าวันนั้นผมไม่ออกไปช่วยงานอาม่า และถ้าเขาไม่มาดูขบวนแห่มังกร เราคงไม่ได้เจอกัน ... ผมยังจำใบหน้าขาวตัดเสื้อสีแดงทอง ประกอบกับปากที่ขยับพูดเจื้อยแจ้ว ตื่นเต้นกับงานตรุษจีนไม่หยุด (น่าเอ็นดูเป็นที่สุด!) ต่างจากผมที่เกิดและโตที่เมืองปากน้ำโพ เขาเข้ามาทำให้ตรุษจีนที่แสนธรรมดาของผมพิเศษขึ้นกว่าครั้งไหนๆ เราเที่ยวเล่นกันสนุกสนาน หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของเราก็พัฒนามาเรื่อยๆ และเทศกาลตรุษจีนในปีนี้ ใครจะไปคิดว่าเขาคนนั้นจะมายืนไหว้บรรพบุรุษอยู่ข้างๆผม ในฐานะภรรยา ...FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... 恭喜发财 (Story #274)Pen Name : เจ่เจ้ยูนิคอร์น 有缘千里来相会,无缘对面不相逢 When destiny favors you, even a thousand miles apart, you will cross paths. But when it doesn’t, standing just inches away means nothing. The morning bursts forth with the crackling of firecrackers, the air is rich with the fragrance of incense wafting through the house, the altar is carefully adorned, and the joyful chatter of family members waiting for their little red envelopes fills the atmosphere. Chinese New Year has graced us once more… Reflecting on two decades past, it seemed inconceivable that the eldest son of a traditional Chinese family would choose to pursue a same-sex relationship, standing firm against the whispers and judgments surrounding him. Despite the harsh criticism, family pressures, and battles from all sides, he steadfastly held on to me. If I hadn’t gone to assist my grandmother with the rituals that day, and if he hadn’t shown up to enjoy the dragon parade, our paths may never have intertwined… I can still picture him—his pale complexion standing out against his vibrant red and gold attire, his lips animatedly welcoming the New Year with joy (it was utterly charming!). While I grew up in the quiet town of Nakhon Sawan, he brought a spark to my traditional Chinese New Year celebrations that turned the ordinary into the extraordinary. We shared countless joyous moments, and our bond blossomed beautifully. And this year, who could have imagined that he would be right here by my side, honoring our ancestors as my beloved partner…FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... City run City loveนามปากกา : A little cool breeze (อะ-ลิตเติ้ล-คูล-บรีซ) เคยได้ยินไหมครับถ้าอยากมีแฟนให้ลองออกจากบ้านดู จูเนียร์ โปรแกรมเมอร์ที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้านมานานแสนนานหลังจากที่อกหักจากรักครั้งเก่า เพื่อที่จะตามหารักครั้งใหม่ที่จะมาทำให้หัวใจกระชุ่มกระชวย ก็เลยเลือกที่จะออกมา City run ตามเทรนช่วงนี้สักหน่อย แต่น่าจะเลือกกิจกรรมออกจากบ้านผิดไปหน่อย วันแรกก็ได้เรื่องเลย คนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อนในชีวิตแล้วก่อนหน้านี้ก็อยู่แต่บ้านมาตลอด ก็เป็นลมสิครับ แต่เหมือนฟ้ายังเห็นใจ ก็เลยได้ประทาน มาร์ค คุณหมอหน้าใสที่มาวิ่งคลายเครียดเป็นประจำ มาช่วยปฐมพยาบาลให้จูเนียร์ตอนเป็นลม พอเห็นหน้าคุณหมอ จูเนียร์ก็ได้รู้เลยว่านี่สินะ รักครั้งใหม่ที่ฟ้าประทานมาให้ จึงได้ขอแลกคอนแทคเพื่อมานัดวิ่งกับคุณหมอ มาร์คที่เป็นคนขี้สงสารเป็นทุนเดิมก็แอบสงสารจูเนียร์ที่ออกมาวิ่งคนเดียวจนเป็นลม ก็เลยให้คอนแทคไป หลังจากที่ได้เจอกันอีกหลายครั้ง ทุกครั้งที่ได้วิ่งด้วยกันและได้แลกเปลี่ยนบทสนทนากัน จูเนียร์ยิ่งมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อมาร์คมากขึ้นเรื่อยๆ มาร์คก็รู้สึกถูกชะตากับจูเนียร์มากขึ้นเช่นกัน จากการวิ่งชมเมืองธรรมดา ก็กลายเป็นการวิ่งชมเมืองแห่งรักได้ไงก็ไม่รู้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... City run City lovePen Name : A little cool breeze Ever come across the phrase, "If you're looking for a girlfriend, you might want to step outside"? Junior, a programmer who's been tucked away at home for what feels like forever after a heartbreak, decides it’s time for an adventure in the city to seek out new romance. Unfortunately, his first attempt turns into a comical catastrophe; having never been one for running and always glued to his couch, he ends up fainting! Just when things seem bleak, luck shines upon him. Enter Mark—a dashing doctor who hits the pavement regularly to clear his head. He rushes to Junior's side, and in that moment, Junior senses that the universe might be nudging him toward something special. They swap numbers, planning to run together soon. With Mark’s kindhearted nature, he couldn’t help but feel sympathy for Junior's solo mishap, offering his digits as a lifeline. As they meet up more often, each jog and every chat deepens Junior’s affection for Mark, and Mark starts to feel a spark with Junior too. What began as a casual city run has somehow morphed into a charming journey toward love.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... เรื่อยๆ…ตลอดไปนามปากกา : (J)Uranus ภีม กับ ภัทร ไม่ได้เริ่มจากคำว่ารัก มันเริ่มจากการนั่งข้างกันทุกเช้า สมุดเล่มเดียว ข้าวจานเดียว และทางกลับบ้านเส้นเดิม จนความเงียบระหว่างกันกลายเป็นความคุ้นเคย เย็นวันฝนพรำใต้ชายคาตึก ภัทรพูดเบา ‘ถ้าต้องตายจากกัน ฉันขอไปก่อนนะ อยู่แน่ๆไม่ได้ถ้าไม่มีนาย’ ภีมมองม่านฝนอยู่นาน แล้วเพียงพยักหน้า ปีที่จดทะเบียนสมรส พวกเขาไปเขตเงียบๆ มีแค่ลายเซ็นสองชื่ออยู่บนกระดาษแผ่นเดียว ชีวิตยังเหมือนเดิม รองเท้าอีกคู่ข้างประตู แก้วน้ำใบเดิม และไฟหัวเตียงที่ภัทรชอบเปิดค้าง จนวันหนึ่ง เจ้าของรองเท้าคู่นั้นไม่กลับบ้านอีกเลย ภีมยังเปิดไฟทุกคืน และไปสุสานทุกวัน เขาเล่าเรื่องรถติด เรื่องข้าวร้านเดิมเหมือนอีกคนยังนั่งฟัง วันครบรอบแต่งงาน เขาวางทะเบียนสมรสหน้าแผ่นหิน ‘จำวันที่พูดใต้ตึกได้ไหม นายขอไปก่อน…ฉันก็เลยพยักหน้า’ ปลายนิ้วแตะชื่อ “ภัทร” เบาๆ ‘ถ้าฉันไปก่อน คงไม่มีใครรู้ว่านายไม่กินผักชี ไม่มีใครเปิดไฟหัวเตียงไว้ให้ ไม่มีใครจำได้ว่าร้านข้าวมุมถนนคือร้านที่นายชอบ’ เขาหัวเราะแผ่ว ‘แต่ถ้านายไปก่อน ฉันจำได้ทั้งหมด ฉันไม่ลืมนายหรอก’ ภีมลุกขึ้นช้าๆ ‘พรุ่งนี้ฉันมาใหม่’ นี่แหละคือคำว่าเรื่อย ๆ ของภีมFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Little by little...for all time.Pen Name : (J)Uranus Pheem and Phat's bond wasn't born from romance. It started with their quiet companionship each morning—sharing a notebook, a single plate of rice, and their daily walk home. The silence they shared blossomed into a comfortable familiarity. One rainy evening, sheltered under a building’s awning, Phat leaned in and whispered, “If we have to leave this world, I want to go first. I can't imagine life without you.” Pheem stared at the rain for a long moment before simply nodding in agreement. The year they tied the knot, they slipped into the district office without fanfare; their marriage was sealed with just their signatures on a single document. Life carried on as usual: a pair of shoes by the door, the same glass of water waiting, and the bedside lamp Phat always left aglow. But one day, those shoes never returned home. Each night, Pheem still kept the lamp lit and visited the cemetery daily. He spoke aloud about the traffic, the same restaurant they loved, as if Phat were listening intently. On the anniversary of their wedding, he placed their marriage certificate at the base of the tombstone. “Do you remember our conversation under the building? You wanted to go first… so I nodded.” He tenderly traced the name "Phat." “If I’m the one to leave first, no one will know that you don’t like cilantro, no one will leave the lamp on for you, and no one will remember that the corner restaurant was your favorite.” A soft chuckle escaped him. “But if you go first, I’ll keep every detail alive. I won’t ever forget you.” Pheem slowly rose, affirming, “I’ll come back tomorrow.” And that’s how Pheem would say, “I’ll take it easy.”เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้เตรียมหัวใจให้พร้อมต้อนรับ “จูเนียร์ - มาร์ค” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และความฟิน ให้โลกใบนี้มีแต่ความสุข จนกลายเป็นสีชมพู ~แฟนฟิคแบบไหน และบทบาทไหนที่โดนใจ “จูเนียร์ - มาร์ค” “จูเนียร์” ได้บอกว่า ความชอบส่วนตัวของตนเวลาที่อ่านนิยายนั้น จะชอบอ่านนิยายแนวฆาตกรรม แนวสืบสวน ถ้าในอนาคตหากได้รับเล่นบทแนวสืบสวน ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และอยากลองทำดูมาก ๆ มาที่ด้านของ “มาร์ค” ได้บอกว่า ถ้าหากให้ตนเลือกแนวที่อยากจะเล่นในเรื่องถัดไป ก็คงต้องเลือกในแนวเนื้อเรื่องที่ “จูเนียร์” ชื่นชอบ โดยได้เสริมว่า ตอนนี้อีกฝ่ายกำลังชื่นชอบนิยายเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ ชื่อเรื่องว่า ‘หลวงตาบอกแล้วอย่าออกแว้นตอนตีสามเปรตมันดุ’ นั่นเป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องราวความรักของ เปรตกับเด็กแว๊น และส่วนตัวของ “จูเนียร์” ก็ชื่นชอบในบทตัวละครของ “เปรต” มาก “มาร์ค” จึงได้อาสาจะรับบทเป็นเด็กแว๊นให้ ผู้กำกับคนไหนผ่านมาได้ยิน อย่าลืมรับพล็อตเรื่องนี้ไปพิจารณาด่วน ๆ เลย นักแสดงพร้อมจัดเต็มกันอย่างแน่นอนนนตำนานภาษาเหนือ ของ “จูเนียร์ - มาร์ค” โดย “มาร์ค” ได้บอกว่า จริง ๆ แล้วตนนั้นพูดภาษาเหนือไม่ได้เลย แต่ที่ครั้งก่อนมาออกรายการ EFM FANDOMLIVE แล้วสามารถสอน “จูเนียร์” พูดได้นั้นเพราะว่าตนได้อ่านจากบทมา และกลับมาในครั้งนี้ พี่ๆดีเจจึงให้ “มาร์ค” ได้เลือกคำภาษาเหนือมาสอน “จูเนียร์” พูดอีกครั้ง ซึ่งมาร์คก็ได้นึกคำ ๆ นึงออก ‘อ้ายฮักตั๋วก่อ’ ที่มีความหมายในภาษากลางว่า ‘พี่รักผมไหม ?’ พร้อมหันไปหาพี่จู และฉีกยิ้มด้วยความน่ารัก พร้อมพูดประโยค ‘แว่นมานี่มา’ ชวนเอาแฟน ๆ ที่ดูไลฟ์อยู่หลังหน้าจอต้องฟินจิกหมอนไปตาม ๆ กันถามไว ตอบไว Set มีนาคม !‘จะมีนาแล้ว มีน้องมาร์คอยู่ข้าง ๆ แล้ว ดีต่อใจยังไง ?’ ซึ่ง “จูเนียร์” ก็ได้ตอบว่า การมี “มาร์ค” อยู่ข้าง ๆ นั้น รู้สึกมีความสุข และดีต่อใจสุด ๆ‘จะมีนาแล้ว มีนิสัยอะไรที่แอบปลื้ม แต่ไม่เคยได้พูดให้พี่จูฟังเลย ?’ โดย “มาร์ค” ก็ได้ตอบว่า ความจริงนั้น เขาไม่ค่อยได้พูดความในใจตรง ๆ แบบนี้กับ “จูเนียร์” สักเท่าไหร่ ซึ่งจริง ๆ ก็ชื่นชอบนิสัยทุก ๆ อย่างของพี่จูเลย ทั้งความดูแลเอาใจใส่ ความใส่ใจต่าง ๆ ที่ได้จากพี่จู น้องมาร์ครับรู้ และจำได้หมดเลยน้าาา‘จะมีนาแล้ว มีอะไรที่พี่จูอยากเห็นน้องมาร์คทำให้สำเร็จที่สุด ?’ โดย “จูเนียร์” ก็ได้ตอบว่า สิ่งที่ตัวเขานั้นอยากเห็น “มาร์ค” ทำที่สุด นั่นก็คือการได้ทำตามความฝันของคนน้อง โดยการที่จะได้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ต ที่เวทีใหญ่อย่าง IMPACT Arena เมืองทองธานี ซึ่งคำตอบนี้ก็ได้ขโมยรอยยิ้มของน้องมาร์คไปเต็ม ๆ‘จะมีนาแล้ว เต็ม 5 คะแนน ให้โรแมนติกของพี่จูกี่คะแนน ?’ โดย “มาร์ค” ก็ได้ตอบว่า ให้คะแนนพี่จูไปเลย 4.5 เต็ม 5 คะแนน โดยให้เหตุผลว่า ที่เหลือไว้อีก 0.5 คะแนน เพราะเผื่อว่าในเทศกาลถัดไปในอนาคตอย่าง เทศกาลสงกรานต์ พี่จูจะมีอะไรเซอร์ไพรส์เพิ่มเติม นำมาเติมเต็มคะแนนให้เต็มเปี่ยม !ทิศทางต่อไปใน EP.5 ที่สุดจะเข้มข้น ! โดย “จูเนียร์” ก็ได้เป็นตัวแทนในการตอบว่า ใน EP.4 นั้น มีกระแสตอบรับจากแฟน ๆ เยอะมาก จากการทำตัวไม่ดีของตัวละคร “ทิม” ที่ไปแกล้งทำเหมือนว่าเจ็บป่วย จนทำให้ “ไป๋” นั้นรีบดำเนินการจัดงานแต่งงาน เพื่อที่จะหลอกเอาสินสอด และรีบทำเรื่องหย่า ซึ่งใน EP.5 นี้เนื้อเรื่อง และซีนอารมณ์ก็จะเข้มข้นขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ “ทิม” นั้นต้องเริ่มตัดสินใจจริง ๆ แล้วว่า ที่จริงแล้วนั้นเขาเพียงแค่อยากจะเข้ามาเพื่อหลอกเอาทรัพย์สินของ “ไป๋” หรือว่าตัวเขานั้นตกหลุมรัก “ไป๋” เข้าแล้วจริง ๆ กันแน่ เรียกได้ว่าเป็นการสปอยที่น่าติดตามต่อสุด ๆ !วิธีฝึกฝนการเป็นลูกเศรษฐี แบบฉบับ “จูเนียร์ - มาร์ค” โดย “มาร์ค” ก็ได้เผยทริคว่า สำหรับตนนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเตรียมตัวทำการบ้าน ในการรับบทของ “ไป๋” ที่เป็นลูกเศรษฐีนั้น ก็คือการที่ตนได้ไปเปิดดูซีรีส์ต่างประเทศ ที่เป็นหนังแนว ๆ เดียวกัน แล้วดูว่าการแสดงของนักแสดงในเรื่องนั้นเขาแสดงออกมาประมาณไหนบ้าง และลองนำมาปรับใช้ดูกับบทบาทที่ตนได้รับมา นอกจากนี้ก็ยังมีการถามจากเพื่อน ๆ คนรู้จักรอบข้างบ้าง เรียกได้ว่าตั้งใจ และเต็มที่กับบทบาทที่ได้รับมาสุด ๆ !มิจฉาชีพ... หลอกให้เธอรัก “จุูเนียร์” ได้เผยว่า บทบาทที่ตนได้รับนั้นจะต้องเป็นคนที่มีนิสัยชอบหลอกลวง ใช้ชีวิตอยู่กินด้วยการหลอกลวงคนอื่นไปวัน ๆ โดยการไปหลอกให้เขารัก และเอาทรัพย์สินเขามา จากนั้นจึงค่อยทิ้งเขาไป ซึ่งในเรื่องนี้ก็ถือว่า เซอร์ไพรส์สุด ๆ ที่ตัวละครของ “ทิม” ดันไปเจอเข้ากับ “ไป๋” ที่เป็นถึงลูกเศรษฐีตระกูลใหญ่โตอันดับต้น ๆ ของประเทศ โดย “จูเนียร์” ก็ได้บอกว่า ความยากของการรับบทบาทนี้ ก็คือความแตกต่างจากบทบาทที่เคยได้รับมาทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้านี้ตนจะได้รับแต่บทบาทตัวละครที่เป็นคนดี ใช้ชีวิตไปอย่างราบรื่น พอมาเรื่องนี้ที่ต้องใช้ความเจ้าเล่ห์มากขึ้น จึงพยายามศึกษาจากเพื่อน ๆ คนรอบข้างมากขึ้นไปอีก เพื่อถ่ายทอดผลงานการแสดงที่ดีที่สุด สู่สายตาแฟน ๆในชีวิตจริง.. หน้าที่ หรือ หัวใจ ? “จูเนียร์” ได้ตอบว่า หากเหตุการณ์ในซีรีส์เรื่องนี้ เป็นเรื่องจริง ตนก็คงเลือกทำตามหัวใจ โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า สุดท้ายแล้วในชีวิตจริง เสียงหัวใจนั้นมักจะดังกว่าเสียงในหัวเสมอ ในด้านของ “มาร์ค” ก็ได้ตอบคำตอบเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่า หากเกิดขึ้นในชีวิตจริง ถ้าเราดันไปรักใครเข้าจริง ๆ เราก็ต้องเลือกทำตามเสียงของหัวใจเป็นอันดับแรกก่อนเสมอHow to จับสแกมเมอร์ ! “จูเนียร์” ผู้ที่ได้รับบทสแกมเมอร์ตัวจี๊ดของเรานั้นก็ได้เผยทริคในการตรวจเช็กว่า ใครกันที่เข้ามาหาเราเพื่อมาหลอก!? โดยเจ้าตัวได้บอกว่า ถ้าในช่วงระยะเวลาแรก ๆ เขาเข้ามาทำตัวกับเราดีผิดปกติ พยายามทำหลาย ๆ อย่างเพื่อซื้อใจเรา อาจเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะอยากได้อะไรจากเราก็เป็นได้ ซึ่งเจ้าตัวก็ได้พูดเสริมต่อว่า อย่างตัวละคร “ทิม” ในเรื่องนั้น ก็จะมีวิธีการเข้าหา เพื่อหลอกให้รัก จุดประสงค์ก็เพื่อจะเอาทรัพย์สิน และเมื่อ “ทิม” ได้เรียนรู้นิสัย หรือความชอบของเหยื่อ เขาก็จะทำในสิ่งที่อีกฝ่ายชอบ จนอีกฝ่ายตกหลุมพลางของเขา เรียกได้ว่า เห็นหน้าหล่อ ๆ แบบนี้ ความเจ้าเล่ห์นี่เกินลิมิต !การร่วมงานกันของทั้งคู่ กับ “โอห์ม - ปูน” โดย “มาร์ค” ก็ได้เผยว่า ส่วนตัวนั้น ชื่นชอบเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ของตัวละครของ “โอห์ม - ปูน” ในเรื่องมาก ๆ เพราะเป็นความรักที่ค่อนข้างสุดโต่ง พร้อมเผยอีกว่าในช่วงกลาง ๆ เรื่องนั้น เหมือนจะมีเรื่องราวให้คนดูได้เซอร์ไพรส์อยู่ตลอดเวลา ในฝั่งของ “จูเนียร์” ได้เสริมว่า บทบาทของ “ปูน” ในเรื่องนั้น จะเล่นเป็นคนที่มีคาแรกเตอร์ที่ค่อนข้างอ่อนต่อโลก มักจะทำตามหัวใจตัวเองอยู่เสมอ โดยไม่สนว่ารอบข้างนั้นจะเป็นอย่างไร และในบทบาทของ “โอห์ม” นั้น จะเป็นสแกมเมอร์เหมือนกันกับบทบาทที่ ”จูเนียร์“ ได้รับ แต่ต่างกันที่จริง ๆ แล้วไม่ได้เต็มใจ อยากเป็นสแกมเมอร์ แต่ด้วยความที่ไม่มีทางเลือก ก็จะมีความเงอะ ๆ งะ ๆ อยู่พอสมควร ซึ่งพอตัวละครของทั้งสองมาเจอกันนั้น ก็ถือเป็นเคมีความน่ารัก และกลายเป็นเคมีที่ลงตัวสุด ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่ทำให้สตูดิโอเต็มไปด้วยกลิ่นความหวาน หอมตลบอบอวลทั่วทั้งสตู ~ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ก็มีเกมสุดพิเศษมาให้ “จูเนียร์ - มาร์ค” ได้พิชิตกันชื่อเกมว่า ‘จูเนียร์ - มาร์ค หลอกให้รัก พิทักษ์หัวใจ’งานนี้ทั้งคู่จะเสิร์ฟความฟิน ชวนกัดหมอนขาดกันขนาดไหน สามารถไปรับชมเคมีความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบไม่มีกั๊ก! กับโมเมนต์สุดพิเศษด้วยการให้ “จูเนียร์ - มาร์ค” โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ ชวนใจละลาย เขินน้วยไปตาม ๆ กันนน! สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “จูเนียร์ - มาร์ค” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ รวมถึงขอบคุณที่เข้ามาร่วมสร้างโมเมนต์ความสุข และรอยยิ้มให้กับแฟน ๆ ได้ฮีลใจตลอดค่ำคืน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์เรื่อง “My Romance Scammer รักจริง หลังแต่ง” สามารถรับชมได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และรับชมย้อนหลังได้ที่ WeTV บอกได้คำเดียวเลยว่า รู้เขาหลอก แต่เต็มใจให้หลอกกกสามารถเข้าไปรับชมโมเมนต์ความฟินของทั้งคู่ได้ทาง...แล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

จะเป็นดาวดวงเล็กที่เปล่งประกายบนท้องฟ้า ให้เธอเผลอยิ้มทุกครั้งที่มองมา ต้อนรับ “ลิลลี่ - เบลเล่” ที่มาแจกความน่ารัก สดใส ใน EFM FANDOM LIVE ทำเอาแฟน ๆ ตกหลุมไปกับรอยยิ้มสุดคิ้วท์ตลอดทั้งคืน!

27 ก.พ. 2026

จะเป็นดาวดวงเล็กที่เปล่งประกายบนท้องฟ้า ให้เธอเผลอยิ้มทุกครั้งที่มองมา ต้อนรับ “ลิลลี่ - เบลเล่” ที่มาแจกความน่ารัก สดใส ใน EFM FANDOM LIVE ทำเอาแฟน ๆ ตกหลุมไปกับรอยยิ้มสุดคิ้วท์ตลอดทั้งคืน!

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ] ค่ำคืนนี้มารับความน่ารัก ซุกซนไปกับ “ลิลลี่ - เบลเล่” ที่มาสร้างความประทับใจ ฮีลปลุกพลังใจให้พร้อมไปต่อ กับ 2 ดีเจสวยหล่อ “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... The Right Angle : องศาที่หัวใจตกกระทบนามปากกา : A'Nizz ลิลลี่ นักกีฬายิงธนูรีเคิร์ฟมือหนึ่งผู้เยือกเย็น ท่วงท่าการยิงที่สมบูรณ์แบบและแววตาคมกริบทำให้เธอถูกยกย่องว่าเป็นประติมากรรมที่ขยับได้ ทว่าเบื้องหลังความสำเร็จที่ไร้ที่ติ ลิลลี่กำลังแบกรับความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่ข้อมือและหัวไหล่ซ้ายจากการฝืนซ้อมหนักจนเกินขีดจำกัด เธอขังตัวเองไว้ในความกดดันที่ต้องเป็นเส้นตรงที่สมบูรณ์แบบ จนกระทั่งร่างกายเริ่มประท้วงและส่งผลให้องศาการยิงของเธอคลาดเคลื่อนไปอย่างที่เธอไม่ยอมให้อภัยตัวเอง ในวันที่โลกของลิลลี่เริ่มสั่นคลอน เบลเล่ รุ่นน้องข้างบ้านที่เป็นนักศึกษาสถาปัต ผู้เต็มไปด้วยความอบอุ่น ก็ก้าวเข้ามาในโลกที่แสนเงียบงัน เข้ามาเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเธออย่างนุ่มนวล ลิลลี่ที่เคยเป็นฝ่ายแบกความหวังของทุกคนไว้เพียงลำพัง เริ่มเรียนรู้ที่จะแบ่งปันน้ำหนักนั้นมาฝากไว้ที่เบลเล่ และยอมรับว่าเธอไม่จำเป็นต้องเก่งตลอดเวลาก็ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กสาวคนนี้ เบลเล่ : องศาพี่ตกลงไปสองมิลนะคะ ลิลลี่ : สายตาดีเกินไปแล้วนะเรา งานสถาปัตย์เขาห้ามสายตาคลาดเคลื่อนขนาดนั้นเลยหรือไง เบลเล่ : ไม่ใช่แค่งานหรอกค่ะ แต่เพราะเบลจ้องมอง 'เป้าหมาย' ของเบลอยู่ตลอดต่างหาก เลยรู้ว่าตรงไหนที่มันเปลี่ยนไปFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... The Right AnglePen Name : A'Nizz Lilly, a premier recurve archer, embodies grace and precision, earning the nickname "moving sculpture" with her calm demeanor and impeccable technique. However, beneath her seemingly perfect exterior lies a struggle: chronic pain in her left wrist and shoulder, the result of relentless training. She's ensnared by the relentless pursuit of a flawless straight line, pushing herself until her body rebels, leading to an angle she cannot forgive herself for. But on a day when everything starts to feel shaky, Belle, her friendly neighbor and aspiring architect, quietly steps into her life, becoming a comforting presence. Once burdened by everyone's expectations, Lilly finds solace in sharing her struggles with Belle, learning that perfection isn't always necessary in this young woman's company. Belle : “Your angle dipped by two millimeters, right?” Lilly : “Your vision is incredible! Do architecture students really need such keen eyesight?” Belle : “It’s not just about the studies; I’m always focused on my ‘target,’ which is why I can see the changes so clearly.”FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... Too Loud to Hide เสียงหัวใจหลังม่านนามปากกา : BuBuBear ลิลลี่ รุ่นพี่ปี 3 ของชมรมละครเวที สาวร่างสูงผู้สุขุมพูดน้อย รอยยิ้มของเธอหายากพอ ๆ กับวันว่างในตารางซ้อมเลยหล่ะ เบลเล่ เฟรชชี่ปี 1 เด็กสาวผู้มีรอยยิ้มสดใสร่าเริง พูดเก่ง ตั้งใจมาสมัครชมรมละครเวทีเพราะแอบปลื้มใครบางคนมานานก่อนมาเรียนที่นี่เสียอีก ในวันเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ของชมรม เบลเล่ยื่นใบสมัครด้วยมือที่สั่นนิด ๆ พร้อมกับรอยยิ้มและพูดเสียงใส “ฝากตัวด้วยนะคะพี่ลิลลี่ หนูอยากเล่นคู่พี่สักครั้ง” ลิลลี่มองนิ่ง ๆ ก่อนตอบสั้น ๆ "ถ้าตั้งใจซ้อม...ก็คงมีโอกาส" แต่คืนนั้นเธอกลับเผลอจำรอยยิ้มแก้มขีดนั้นได้ชัดกว่าบททั้งหน้าเสียอีก ด้วยความมุ่งมั่นฝึกซ้อมของสาวรุ่นน้อง ทำให้ทั้งสองถูกจับคู่เป็นตัวเอก พอถึงช่วงซ้อมบท มีฉากหนึ่งที่ต้องยืนใกล้กันมากเสียจนต่างได้ยินเสียงหัวใจอีกฝ่าย เบลเล่เผลอพูดผิดเพราะตื่นเต้น ลิลลี่จึงจับมือเบา ๆ แล้วกระซิบบอกสาวร่างเล็ก “มองตาพี่สิ แล้วพูดตามที่รู้สึก” เบลเล่มองเข้าไปในดวงตาที่เคยคิดว่าเย็นชา แต่กลับอ่อนโยนจนใจสั่นไหว ส่วนลิลลี่ก็รู้ตัวชัดเป็นครั้งแรกว่าที่เธอพูดน้อย…ไม่ใช่เพราะไม่รู้สึก แต่เป็นเพราะกลัวเสียงหัวใจตัวเองดังเกินไปเวลาอยู่ใกล้รุ่นน้องคนนี้ต่างหากFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Too Loud to HidePen Name : BuBuBear Lilly, a junior in the drama club, stood tall and composed, her quiet demeanor often overshadowed by the rarity of her smile—like a day off from endless rehearsals. Enter Belle, a bubbly first-year who was as bright as she was chatty, drawn to the club by a long-standing crush from before her school days. On the day she signed up, Belle nervously submitted her application, her hands trembling slightly, but her smile beaming bright as she sweetly requested, "Please, Lilly, I’d love to act alongside you at least once." Lilly regarded her in silence for a moment before responding succinctly, "If you practice hard... then maybe you'll get that chance." Yet that evening, Lilly found herself replaying Belle's dimpled smile in her mind far more than the lines of their script. Thanks to Belle's determination to improve, they were cast as the leading duo. During one rehearsal, they found themselves so close that the rhythm of their heartbeats mingled in the air. In a moment of nervousness, Belle stumbled over her words, prompting Lilly to gently grasp her hand and whisper, "Look me in the eyes and share your feelings." As Belle gazed into Lilly's eyes, which she once perceived as cold but now found warm and inviting, her heart raced. It was in that moment that Lilly understood her silence wasn’t an absence of emotion but rather a fear that her own heart would echo too loudly in the presence of this spirited junior.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... Take on Me.นามปากกา : dreamlikexx_ ฤดูหนาวปี ค.ศ. 1980 เอดินบะระ สกอตแลนด์ เบล นักศึกษาแพทย์ ที่ต้องเจอกับเรื่องราวลึกลับ เมื่อรูมเมทของเธอเป็น ผี ใครๆ ก็ต่างว่าเธอเรียนเยอะจนเพี้ยน ตลอดระยะเวลา 1 ปี เธอมีแค่ “รินทร์” หญิงสาวร่างสูงหน้าคม เป็นรูมเมท และเบลรักรินทร์มาก ทว่า…วันนึงเบลได้พบกับความจริงโดยบังเอิญ ว่า “รินทร์” รูมเมทของเธอนั้นไม่ได้มีชีวิตอยู่บนโลกใบเดียวกับเธอแล้ว รินทร์จากโลกนี้ไปครบ 2 ปี หัวใจดวงเล็กของเบลแตกสลาย เบลรักรินทร์ไปแล้ว และไม่อาจยอมรับความจริงได้ ร่างกายของรินทร์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อเบลรู้ความจริง และรินทร์ก็ไม่กลับมาหาเบลอีกเลย . . . เวลาผ่านไป 1 ปี เบลมีรูมเมทหญิงสาวตัวสูงหน้าตี๋ขี้เล่น ชื่อ “ลิน” เข้ามาในชีวิต เติมเต็มหลายๆ สิ่งให้เบลอีกครั้ง ยังกับว่า ทั้งคู่คือคนเดียวกัน เบลเริ่มเปิดใจให้ลินในหลายๆ เรื่อง เรียนรู้กันและกันมากขึ้น ใครจะรู้ว่าลินก็มี “รินทร์” เป็นเพื่อนด้วยเหมือนกัน…. “รินทร์นี่หน้าเหมือนเราจนคิดว่าเป็นแฝดแล้วนะ…” ลินย่นคิ้วอย่างสงสัยกับใบหน้าของคนตรงหน้า . . . “รินทร์จะอยู่กับเบลเสมอ” “และรินทร์จะจากไปเมื่อเห็นเบลมีความสุขแล้ว”FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Take on Me.Pen Name : dreamlikexx_ In the chilly winter of 1980, nestled in Edinburgh, Scotland, a young medical student named Bell finds herself in an uncanny predicament: her roommate is a ghost. While everyone around her assumes that her intense studies have pushed her over the edge, Bell knows that her beloved roommate Rin—a stunningly tall and elegant woman—has been her only companion for an entire year. Bell’s affection for Rin runs deep, but one fateful day, she stumbles upon a heart-wrenching revelation: Rin, that person she cherishes, has been dead for two years. This shatters Bell's world; the loss is unbearable. As reality sinks in, Rin's ethereal form begins to shift, and she fades further away from Bell's life. Fast forward a year, and Bell shifts her focus to a new roommate—Rin, a spirited and tall Asian woman who seems to fill the emptiness that Rin left behind. Their bond feels almost destined, as if they are kindred souls. As they start to open up to one another, Bell is blissfully unaware that Rin, too, holds a connection to Rin. "Rin, you look so much like my twin!" Rin exclaims, her brow furrowing in genuine confusion as she regards Bell. But deep down, Rin’s spirit remains tethered to Bell, waiting for the moment she can finally allow her beloved to find joy without her. "Rin will always be there for Bell," whispers the air, "and she'll know it's time to step back when she sees Bell truly happy."FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... วันหนึ่งจะเป็นแฟน(คลับ) ส่วนวันนี้ขอเป็นแฟนเธอนามปากกา : เจ้านัทเป็นแม่เคะ ช่วงเวลาสี่ปีเดินเร็วเหมือนฟิล์มใกล้หมดม้วน “ลิล” นักศึกษาเอกการถ่ายภาพ ผู้ซ่อนความรู้สึกไว้หลังเลนส์ถ่ายภาพ เธอคอยถ่ายทุกก้าวฝันของ “เบล” เด็กเอกการแสดง เด็กสาวตัวเล็ก หน้าหวานที่มัดใจลิลตั้งแต่รู้จักกัน เบลเชื่อในความฝันว่าเวทีคือบ้าน สปอตไลต์ที่ส่องมาคือดวงดาวของตน ทุกครั้งที่มีการแคสงาน ลิลจะอยู่เคียงข้างเบลเสมอ หากได้งาน คนที่ยืนให้กำลังใจอยู่แถวหลังสุดคือลิล หากถูกปฎิเสธ ไหล่นุ่มๆ ของคนตัวสูงก็คือเซฟโซนของเบลเสมอ ความเป็นเพื่อนไม่อาจก้าวข้าม กระทั่งวันสุดท้ายในฐานะเพื่อนมหา'ลัย ดอกลิลลี่สีขาวถูกยื่นมาตรงหน้าเบล ไม่รู้โลกจะเหวี่ยงให้มาได้เจอกันอีกไหม ลิลจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยคำที่ติดอยู่ในใจ ‘ถ้าวันหนึ่งเธอได้เป็นซุปตาร์ เป็นคนดังอย่างที่ฝัน เราขอเป็นแฟนคลับคนแรกเลยนะ’ ‘แล้ววันนี้ล่ะ ลิล’ คนสูงกว่าเม้มปากเล็กน้อย ‘วันนี้... ขอเป็นแฟนเธอก่อนจะได้ไหม’ รอยยิ้มสดใสจนตาหยีตามนิสัย รอยยิ้มที่ทำให้ลิลตกหลุมรักเบลจนหมดหัวใจ คำหวานจากคนตัวเล็กกว่าที่ทำให้คนตัวสูงเผยรอยยิ้มกว้าง ‘ด้อมของเบลเข้าแล้วห้ามออกนะ ส่วนสิทธิพิเศษดูแลหัวใจเป็นของแฟนคลับคนแรกค่ะ’FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... One day, I’ll be a fan, but for now, I just want to be your girlfriend.Pen Name : เจ้านัทเป็นแม่เคะ Four years sped by like a film reel approaching its final frame. Lil, passionate about photography, masked her emotions behind her camera, documenting every moment of Bell's remarkable journey. Bell, with her charming smile, was an acting major who had enchanted Lil from their very first encounter. She was a dreamer, convinced that the stage was her true home and the spotlight was her destiny. Whenever Bell auditioned, Lil was right there, unwavering in her support. If Bell landed a role, Lil cheered enthusiastically from the back of the room. If the outcome wasn’t in her favor, the taller girl’s comforting shoulder became Bell's refuge. Their bond was unshakeable—until the bittersweet final day of their university life. As a symbol of their friendship, Lil presented Bell with a delicate white lily. Uncertain where life would lead them next, she summoned her bravery and shared what she had kept close to her heart: "If you ever reach that superstar dream, I want to be your very first fan." Bell’s eyes twinkled with curiosity as she leaned in, “And what about today, Lil?” She bit her lip playfully. “Today... how about I be your girlfriend first?” Lil’s heart melted at that radiant smile, the one that crinkled her eyes and filled her with an overwhelming affection for Bell. The sweet response from Lil only broadened the beam on Bell’s face. “Once you’re part of Bell’s fandom, there’s no turning back!” she teased, claiming the precious role of being the special guardian of her heart, reserved for the very first fan.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... Bad Girl Like Meนามปากกา : Iamnoeynuii “ลินดา” ตัวแม่สายแซ่บ สวย มั่นใจ รู้ว่าตัวเองมีอิทธิพลกับคนรอบข้าง ชินกับการเป็นฝ่ายเลือกและฝ่ายคุมเกมมาตลอด จนกระทั่งเธอได้เจอ “มีนา” เด็กสาวหน้าตาเรียบร้อย พูดน้อย วางตัวสุภาพ ดูติ๋มจนไม่น่ามีพิษภัย ลินดาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ด้วยความคิดว่าอีกฝ่ายคงรับมือไม่เก่ง ทั้งคู่ตกลงกันชัดว่าเป็นความสัมพันธ์แบบไม่ผูก ไม่คาดหวัง ลินดาเป็นเมะรุกแรง ส่วนมีนาเป็นเคะที่ยอมให้เข้าใกล้อย่างเงียบ ๆ แต่ยิ่งอยู่ด้วยกัน ลินดากลับเริ่มแพ้ทางความนิ่งของมีนา แพ้รอยยิ้มบาง ๆ และการอยู่ตรงนั้นเสมอโดยไม่เรียกร้องอะไร คนที่ดูติ๋มกลับเป็นคนที่มั่นคงที่สุด เมื่อถึงวันที่มีนาเลือกถอยอย่างสุภาพ ลินดาถึงได้รู้ว่า คนที่แพ้จริงไม่ใช่เคะติ๋ม แต่เป็นตัวแม่ที่เผลอรู้สึกไปก่อน สุดท้ายลินดาเป็นฝ่ายเดินกลับไปหา ยอมรับว่าครั้งนี้เธอไม่ได้อยากชนะ แต่อยาก “เลือก” มีนาอย่างจริงใจ จากตัวแม่ที่ไม่เคยแพ้ใคร กลับแพ้ทางคนติ๋ม ๆ แบบถอนตัวไม่ขึ้นFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Bad Girl Like MePen Name : Iamnoeynuii Linda, a bold and self-assured woman, is fully aware of the sway she holds over those in her orbit. She's always been the one calling the shots, steering the course of events—until she crosses paths with Meena, a soft-spoken, understated girl who appears harmless. Linda dives in, convinced that Meena won't stand a chance against her. They settle into a casual, no-strings-attached arrangement; Linda takes on the dominant role while Meena quietly submits, allowing Linda space to draw close. Yet, as their time together unfolds, Linda unexpectedly finds herself enchanted by Meena's tranquil demeanor, her sweet smile, and the steady calm she exudes. The girl who seemed so fragile reveals a profound resilience. When Meena gently pulls away, Linda comes to a startling realization: she isn’t the one in control, but rather the strong woman who has deeply fallen for her. In the end, Linda returns, not seeking to dominate but to genuinely "choose" Meena. Once the queen of every encounter, she’s now utterly enchanted by the quiet strength of the seemingly meek Meena.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้กับ “ลิลลี่ - เบลเล่”ที่จะมาปล่อยออร่าความน่ารัก สดใส ซุกซนส่งถึงใจเหล่าแฟน ๆ จนทำเอาทุกคนจะต้องยกมือมากุมใจไปตาม ๆ กัน!Look ตรุษจีน ของ “ลิลลี่-เบลเล่” โดย “ลิลลี่” ได้เป็นตัวแทนในการเผยว่า ตอนแรกที่เห็น “เบลเล่” ในลุคเทศกาลวันตรุษจีน ค่อนข้างเซอร์ไพรส์มาก ๆ พร้อมเสริมว่า ปกติตนนั้นไม่ค่อยได้เห็น “เบลเล่” ในลุคเก็บผมเรียบร้อยแบบนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งก็เป็นอีกลุคของ “เบลเล่” ที่ถูกใจ “ลิลลี่” มาก ๆ ทางด้านของ “เบลเล่” ก็ได้เผยว่า ตอนที่ตนเห็น “ลิลลี่” ในลุคผ้าคาดตานี้ ตนประทับใจ และชื่นชอบมาก เนื่องจากในลุคนี้ของ “ลิลลี่” มีการนำสีดำที่เป็นสีที่ “ลิลลี่” ชอบ มาผสมผสานกับสีแดง ที่เป็นสีสัญลักษณ์ประจำวันตรุษจีน ผสมผสานออกมาแล้วมันลงตัว สวย เท่ และยังคงมีความลึกลับ น่าค้นหาอยู่ในตัวอีกด้วย“ลิลลี่ยูจะบังพี่ทำไม!? ” งานนี้พี่ๆดีเจก็ได้เสิร์ฟคอนเทนต์เอกลักษณ์ ที่เป็นที่จดจำอย่างมีม ‘ลิลลี่! ยูจะบังพี่ทำไม Who never know ตอนนั้นหน้าช่าเป็นยังไงไม่มีใครทราบ เพราะลิลลี่ยูบังพี่!’ ซึ่งตัวของ “เบลเล่” ก็ทำออกมาได้ดี และสร้างเสียงหัวเราะให้กับเหล่าดีเจ และแฟน ๆ ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งเจ้าตัวอย่าง “ลิลลี่” ก็รู้สึกว่า มีมนี้อยู่มานานมาก และเป็นมีมที่สามารถนำกลับมาเล่นได้ตลอด เปรียบเสมือนเป็นมีมในตำนานสุด ๆ และส่วนตัวรู้สึกเซอร์ไพรส์มาก ๆ ที่ตัวเองได้เป็นมีมในตำนานถึง 1 ทศวรรษ หรือ 10 ปีเลยทีเดียววลี “เขินส่วนสูงมากกก!” โดย “เบลเล่” ก็ได้เผยว่า ตนนั้นชอบคนที่ส่วนสูง สูงกว่าเธอมาก ๆ ด้วยความที่เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก จึงคิดว่าหากมีหวานใจเป็นคนที่ตัวสูงกว่า เวลาที่มองเขา ทำให้รู้สึกว่าเขาเท่ และดูปกป้องเราได้ เรียกได้ว่า เมื่อฟังจบสาว “ลิลลี่” ก็ยิ้มไม่หุบกันเลยทีเดียวความแตกต่างของ “I WANNA BE SUP’TAR ” จากปี 2558 “ลิลลี่” ได้เป็นตัวแทนในการเผยว่า ซีรีส์เรื่องนี้ หลังจากที่ได้มีการ Remake จากเดิมในปี 2558 สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ก็จะมีการเพิ่มเนื้อหา ความน่ารัก โรแมนติกเพิ่มขึ้น และจากเดิมที่มีจำนวนตอน 32 ตอน จะเหลือเพียง 8 ตอนเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการปรับบท และคำพูดต่าง ๆ ให้เข้ากับสมัยใหม่มากยิ่งขึ้นอีกด้วยความท้าทายของบท “วิน - วันหนึ่ง” โดย “เบลเล่” ก็ได้เผยว่า ในด้านความโก๊ะ ความเปิ่น ของตนนั้นมีอยู่แล้วจากการเป็นตัวของตัวเอง แต่เอเนอจี้ก็ยังไม่เท่าตัวละคร “วันหนึ่ง” อยู่ดี เพราะเป็นคาแรคเตอร์ที่มีพลังเยอะ และจะสดใส ร่าเริง อยู่แทบจะในทุก ๆ ซีนที่ถ่ายทำ อีกทั้งยังได้เสริมว่า เวลาไปกองถ่าย จะต้องพกเครื่องดื่มชูกำลังไปด้วยทุกวัน เพื่อที่จะเพิ่มเอเนอจี้ ความร่าเริง สดใส นี้ให้กับตัวเองตลอดทั้งวัน ด้านของ “ลิลลี่” ก็ได้เผยว่า ตัวตนจริง ๆ ของตนนั้นเป็นคนชอบพูด ชอบคุย ติดเล่น ติดแซว แกล้งคนอื่นไปทั่ว ทำให้การสวมบาทคาแรคเตอร์ “วิน” ในเรื่องนี้ ที่มีความนิ่ง สุขุมอยู่มากนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องมีการ Workshop อย่างหนัก อีกทั้ง “เบลเล่” ได้เสริมว่า ‘บทในเรื่องนี้ยากมาก ๆ ต้องทำการบ้านหนักมาก ในตอนแรกที่หนูไป Workshop คือพี่ผู้กำกับเครียดมาก เพราะหนูเล่นเหมือนเอเนอจี้จะยังไม่เท่าตัวละคร “วันหนึ่ง” เขาต้องให้หนูกระโดดตบ แล้วก็วิ่ง 10 รอบ ก่อนเข้ากองเพื่อให้มีเอเนอจี้ได้เต็มที่’ ทำเอาเหล่าดีเจ และแฟน ๆ หัวเราะ และอดเอ็นดูในสิ่งที่ได้ยินไม่ได้เส้นทางของ “วันหนึ่ง” กับ “เบลเล่” คล้ายกันไหม? “เบลเล่” ได้เผยว่า จริง ๆ แล้วตัวของตน และ “วันหนึ่ง” แอบมีความคล้ายคลึงกัน ตรงที่มีความพยายามในการทำงาน มีแพชชั่น ตั้งใจเวลาทำงานทุกครั้ง และรู้สึกว่า เวลาที่ได้สวมบทบาทเป็นตัวละครนี้ในการถ่ายทำ ก็ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไม “วันหนึ่ง” ถึงเต็มที่กับทุก ๆ งานขนาดนี้ถ้าต้องอยู่ในบ้านเดียวกัน ฉบับ “ลิลลี่ - เบลเล่” ชีวิตจริง! โดย “ลิลลี่” ได้เผยว่า กฎข้อแรกที่เธอจะตั้งหากได้อยู่ด้วยกัน คือ ‘ห้ามกินเยอะ’ เนื่องจาก “เบลเล่” เป็นคนที่กินเยอะมาก ๆ และกินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน แล้วก็ยังไม่ชอบออกกำลังกายอีก ทำเอาแฟน ๆ อดคิดต่อกันไม่ได้ว่า ดูทรงแล้วคงจะแอบเป็นห่วงสุขภาพกันแน่ ๆ ด้านของ “เบลเล่” ก็ได้ตั้งกฎข้อที่สองว่า ‘ห้ามเปิดแอร์ร้อน’ เนื่องจาก “ลิลลี่” เป็นคนขี้หนาว และไม่ชอบอยู่ในอากาศหนาว แต่ตัวของเธอนั้น กลับเป็นคนที่ชอบอากาศหนาวมาก ๆ ความต่างสุดขั้วนี้ของทั้งคู่ เรียกได้ว่า น่ารักสุด ๆ ถึงแม้ท้ายที่สุด “พี่ลิลลี่” จะต้องยอมให้น้องเปิดแอร์หนาวเวลาอยู่ด้วยกันก็ตาม‘อยากเป็นคนสำคัญของเธอ’ เวอร์ชั่น 2568 ! ปิดท้ายช่วงสัมภาษณ์ด้วยการที่พี่ ๆ ดีเจให้ทั้งสองสาวได้ร้องเพลงประกอบซีรีส์ ‘อยากเป็นคนสำคัญของเธอ’ แบบสด ๆ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เสียงใส ๆ ของสาว ๆ ทำเอาแฟน ๆ ต้องยิ้มฟิน ใจละลาย ตกหลุมรักไปตาม ๆ กันและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะส่งมอบความน่ารัก สดใส ตกแฟน ๆ เข้าด้อมแบบเต็มเปาทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดท้าทายมาให้ “ลิลลี่ - เบลเล่” เล่นกันด้วย กับเกมว่า ‘ลิลลี่ เบลเล่ I wanna be … ’งานนี้ทั้งคู่จะส่งมอบความน่ารัก แก่นซนกันขนาดไหน สามารถไปรับชมความเปิ่นโก๊ะของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบ No Limit กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “ลิลลี่ - เบลเล่”โทรกลับ และพูดคุยกับแฟน ๆ จนทำเอาแฟน ๆ เสียอาการ และซาบซึ้งไปตาม ๆ กัน สุดท้ายนี้… รายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “ลิลลี่ - เบลเล่” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ รวมถึงขอบคุณที่มาสร้างทั้งความสุข รอยยิ้ม และความน่ารักตลอดค่ำคืน ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “I WANNA BE SUP’TAR วันหนึ่งจะเป็นซุปตาร์” สามารถรับชมได้ทุกวันศุกร์ เวลา 22.30 น. ทางช่อง ONE 31 และรับชมเวอร์ชั่น UNCUT ได้ทางแอปพลิเคชัน oneD รับประกันความเปิ่นโก๊ะ น่ารัก คอมเมดี้ เบาสมองแน่นอนนน!สามารถเข้าไปรับชมโมเมนต์ความฟินของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

EVENTS

อังคารคลุมโปง Horror Story

19 มี.ค. 2026

อังคารคลุมโปง Horror Story

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมส่งเรื่องหลอน เรื่องผี หรือเรื่องลี้ลับที่ไม่เคยถูกเล่า เผยแพร่ หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อนและไม่เป็นเรื่องที่สร้างมาจาก AI Generator ทุกโปรแกรมเพื่อค้นหาเรื่องเล่าคุณภาพ ที่พร้อมต่อยอดสู่การสร้างเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทยระดับ Box Office ปรัชญา ปิ่นแก้วกติกา การร่วมประกวดอังคารคลุมโปง Horror Storyรูปแบบและรางวัลการประกวดคัดเลือก 2 เรื่องหลอนที่โดนใจคณะกรรมการเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างเป็นภาพยนตร์พร้อมรับเงินรางวัล เรื่องละ 50,000 บาทวิธีการส่งผลงานถ่ายคลิปหรือโพสต์คลิปเล่าเรื่องหลอนลง TIKTOK ไม่จำกัดรูปแบบการนำเสนอติดแฮชแท็ก #อังคารคลุมโปงHorrorStoryความยาวคลิปไม่เกิน 10 นาทีการส่งผลงานเข้าประกวด สงวนสิทธิ์ 1 คนต่อ 1 เรื่องเท่านั้น**การพิจารณาผลงานยึดจากพล็อตเรื่องเป็นหลัก ยอดวิวหรือยอดการเข้าชม ไม่มีผลต่อการตัดสินของคณะกรรมการ**เกณฑ์การพิจารณา– เรื่องใหม่ ไม่เคยเผยแพร่หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อน– พล็อตเรื่องน่ากลัว มีจุดพีคหรือจุดหักมุมที่ชัดเจน– สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “จากเรื่องเล่าที่ไม่เคยเล่า…”ระยะเวลารับสมัครเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569เงื่อนไขการส่งผลงานเข้าประกวด

‘นะโมเฟส’ ครั้งแรกของงานมูระดับชาติ Atime และ Thairath รวมทุกความศรัทธา ให้คุณได้มาเสริมดวงให้ปัง มูให้สุด 4 วันเต็ม!

15 ต.ค. 2025

‘นะโมเฟส’ ครั้งแรกของงานมูระดับชาติ Atime และ Thairath รวมทุกความศรัทธา ให้คุณได้มาเสริมดวงให้ปัง มูให้สุด 4 วันเต็ม!

‘นะโมเฟส’งานนี้มีถึง 9 โซนด้วยกันมางานเดียว ทั้งมู ทั้งกิน รวมร้านเด็ดร้านดัง ครบจบทุกด้านโซน 1 เติมแต้มบุญรับพลังดีๆตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยกิจกรรม ลอดท้องช้าง รับน้ำมนต์จากบ่อน้ำพระพุทธมนต์วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหมและจาก 381 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำบุญเสริมมงคลชีวิตร่วมกับมูลนิธิต่างๆโซน 2 นะโมมิชชั่นขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศจากวัดดังทั่วไทย ไหว้ครบจบ มางานเดียวขอพรได้ครบทุกด้าน การงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ รวมไว้แล้วครบทุกศาสตร์การมูสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากวัดอินทรวิหาร จ.กรุงเทพฯหลวงพ่อโสธร จากวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทราแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม จากวัดสัมพันธวงศ์ จ.กรุงเทพฯท้าวเวสสุวรรณ จากวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงครามช้างเอราวัณ จากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการไอ้ไข่ จากวัดเขากรวด จ.ราชบุรีพระพิฆเนศ จากพิพิธภัณฑ์พระพิเนศ จ.เชียงใหม่เจ้าปู่ศรีสุทโธ เจ้าย่าศรีปทุมมา จากคําชะโนด วังนาคินทร์ จ.อุดรธานีโซน 3 นะโม StageTalk ลึกทุกศาสตร์ จากกูรูเสริมมงคลที่จะมาช่วยบอกทริคดวงดี ไหว้ที่ไหน ไหว้ยังไง ไหว้แบบไหนชีวิตถึงจะปัง!17 ต.ค. 68 : 11.30 – 12.30 น. Talk จาก อ.เอ้ ศศิพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาเสริมดวงด้วยหินนำโชค 18 ต.ค. 68 : 14.30 – 15.30 น. Talk จาก อ.เป็นหนึ่ง เทรนด์ฮวงจุ้ย 2026 จัดบ้าน,โต๊ะทำงาน,สีมงคล 19 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก อ.คฑา ชินบัญชร หมอดูไพ่ยิปซีเบอร์ 1 ของไทย20 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก หมอไก่ พาทินี พยากรณ์ดวงรายวันหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและ 14.30 -15.30 น. ซินแสไช้ พลังฮวงจุ้ยแห่งฟ้าดิน�